“บอนด์สหรัฐ” ถูกเทขายหนัก ยีลด์ 10 ปี พุ่งสูงสุดรอบ 19 ปี
ตลาดพันธบัตรสหรัฐเผชิญแรงขายหนัก หลังเศรษฐกิจแข็งแกร่ง-ประมูลบอนด์ 5 ปีซบเซา ดันยีลด์ 10 ปี แตะ 5.13% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 ขณะที่ตลาดคาดเฟดขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในปี 2570
วันที่ 24 กันยายน 2569 เวลา 06.31 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเผชิญแรงเทขายรุนแรงขึ้นในวันพุธ (23 ก.ย.) ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) หลายช่วงอายุพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและผลการประมูลพันธบัตรอายุ 5 ปีที่ได้รับความต้องการต่ำกว่าคาด กระตุ้นให้นักลงทุนเพิ่มการเดิมพันว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม
แรงเทขายเริ่มขึ้นหลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งเพิ่มความกังวลว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออาจยังอยู่ในระดับสูง ก่อนที่ตลาดจะถูกกดดันเพิ่มเติมจากข้อมูลกิจกรรมภาคการผลิตและบริการของสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาดการณ์ สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีแรงส่งและอาจเปิดทางให้เฟดใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น
แรงขายทวีความรุนแรงขึ้นหลังการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 5 ปี วงเงิน 7 หมื่นล้านดอลลาร์ ได้รับความต้องการที่ซบเซากว่าคาด ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 5 ปีทะลุระดับ 5% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2550 โดยมีอัตราผลตอบแทนในการประมูลอยู่ที่ 5.033% ซึ่งสูงกว่าระดับที่ตลาดคาดการณ์ก่อนปิดรับประมูลมากกว่า 3 เบซิสพอยต์ และถือเป็นหนึ่งในการประมูลพันธบัตรอายุ 5 ปีที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 2561
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 5 ปี พุ่งขึ้นมากถึง 20 เบซิสพอยต์ในวันเดียว นับเป็นการปรับตัวขึ้นรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2567 และทะลุจุดสูงสุดเดิมที่ 4.99% ซึ่งทำไว้ในปี 2566 ซึ่งเป็นช่วงที่เฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นเกือบ 17 เบซิสพอยต์ แตะ 5.13% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 และเป็นการปรับขึ้นในวันเดียวมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย.2568 โดยบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงสำคัญของต้นทุนการกู้ยืม ตั้งแต่สินเชื่อที่อยู่อาศัยไปจนถึงหุ้นกู้ภาคเอกชนทั่วโลก กำลังมุ่งหน้าปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน ซึ่งจะเท่ากับสถิติการปรับขึ้นต่อเนื่องยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2554
ส่วน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ซื้อขายบริเวณ 5.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 และอยู่ห่างจากระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2547 เพียงประมาณ 4 เบซิสพอยต์
การพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์เกิดขึ้นหลังนักลงทุนเพิ่มการเดิมพันว่าเฟดจะเดินหน้าคุมเข้มนโยบายการเงิน หลังจากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี สู่กรอบ 3.75-4.00% โดย เควิน วอร์ช ประธานเฟด ระบุว่า การปรับขึ้นดังกล่าวเป็นการถอนความผ่อนคลายทางการเงินบางส่วนออกจากระบบ
ล่าสุด ตลาดสวอปสะท้อนการคาดการณ์เต็มที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า และยังมีการป้องกันความเสี่ยงต่อความเป็นไปได้ที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 4 หากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดเพิ่มขึ้นสู่กรอบ 4.75-5.00%
ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดพันธบัตร หลังเงินเฟ้อสหรัฐยังไม่สามารถกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% ของเฟดได้เป็นเวลานานกว่า 5 ปี ขณะที่ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ และตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง โดย ไมเคิล บาร์ ผู้ว่าการเฟด ระบุเมื่อวันพุธว่า อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อดึงเงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมายของธนาคารกลาง
แรงเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ ยังลุกลามไปยังตลาดเอเชียในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (24 ก.ย.) โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลออสเตรเลียอายุ 3 ปี ซึ่งอ่อนไหวต่อแนวโน้มนโยบายการเงิน ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2554 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลนิวซีแลนด์อายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2566
สถานการณ์ดังกล่าวยังเพิ่มแรงกดดันต่อกระทรวงการคลังสหรัฐ หลังรัฐบาลขยายโครงการซื้อคืนพันธบัตรเมื่อช่วงกลางเดือน ส.ค. เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาด โดยการซื้อคืนรอบที่สองภายใต้โครงการที่ขยายวงเงิน ซึ่งมุ่งซื้อพันธบัตรอายุคงเหลือ 20-30 ปี มีกำหนดดำเนินการในวันพฤหัสบดี ด้วยวงเงิน 6 พันล้านดอลลาร์ เท่ากับการซื้อคืนรอบแรกเมื่อวันที่ 10 ก.ย.
เบรนแดน ฟาแกน นักกลยุทธ์มหภาคของ Bloomberg Markets Live ระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการแทรกแซงตลาดพลังงาน และท่าทีเข้มงวดของเฟด กำลังรวมตัวกันเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอย่างมาก
ที่มา
“บอนด์สหรัฐ” ถูกเทขายหนัก ยีลด์ 10 ปี พุ่งสูงสุดรอบ 19 ปี
“บอนด์สหรัฐ” ถูกเทขายหนัก ยีลด์ 10 ปี พุ่งสูงสุดรอบ 19 ปี
ตลาดพันธบัตรสหรัฐเผชิญแรงขายหนัก หลังเศรษฐกิจแข็งแกร่ง-ประมูลบอนด์ 5 ปีซบเซา ดันยีลด์ 10 ปี แตะ 5.13% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 ขณะที่ตลาดคาดเฟดขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในปี 2570
วันที่ 24 กันยายน 2569 เวลา 06.31 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเผชิญแรงเทขายรุนแรงขึ้นในวันพุธ (23 ก.ย.) ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) หลายช่วงอายุพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและผลการประมูลพันธบัตรอายุ 5 ปีที่ได้รับความต้องการต่ำกว่าคาด กระตุ้นให้นักลงทุนเพิ่มการเดิมพันว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม
แรงเทขายเริ่มขึ้นหลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งเพิ่มความกังวลว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออาจยังอยู่ในระดับสูง ก่อนที่ตลาดจะถูกกดดันเพิ่มเติมจากข้อมูลกิจกรรมภาคการผลิตและบริการของสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาดการณ์ สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีแรงส่งและอาจเปิดทางให้เฟดใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น
แรงขายทวีความรุนแรงขึ้นหลังการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 5 ปี วงเงิน 7 หมื่นล้านดอลลาร์ ได้รับความต้องการที่ซบเซากว่าคาด ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 5 ปีทะลุระดับ 5% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2550 โดยมีอัตราผลตอบแทนในการประมูลอยู่ที่ 5.033% ซึ่งสูงกว่าระดับที่ตลาดคาดการณ์ก่อนปิดรับประมูลมากกว่า 3 เบซิสพอยต์ และถือเป็นหนึ่งในการประมูลพันธบัตรอายุ 5 ปีที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 2561
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 5 ปี พุ่งขึ้นมากถึง 20 เบซิสพอยต์ในวันเดียว นับเป็นการปรับตัวขึ้นรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2567 และทะลุจุดสูงสุดเดิมที่ 4.99% ซึ่งทำไว้ในปี 2566 ซึ่งเป็นช่วงที่เฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นเกือบ 17 เบซิสพอยต์ แตะ 5.13% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 และเป็นการปรับขึ้นในวันเดียวมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย.2568 โดยบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงสำคัญของต้นทุนการกู้ยืม ตั้งแต่สินเชื่อที่อยู่อาศัยไปจนถึงหุ้นกู้ภาคเอกชนทั่วโลก กำลังมุ่งหน้าปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน ซึ่งจะเท่ากับสถิติการปรับขึ้นต่อเนื่องยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2554
ส่วน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ซื้อขายบริเวณ 5.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 และอยู่ห่างจากระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2547 เพียงประมาณ 4 เบซิสพอยต์
การพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์เกิดขึ้นหลังนักลงทุนเพิ่มการเดิมพันว่าเฟดจะเดินหน้าคุมเข้มนโยบายการเงิน หลังจากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี สู่กรอบ 3.75-4.00% โดย เควิน วอร์ช ประธานเฟด ระบุว่า การปรับขึ้นดังกล่าวเป็นการถอนความผ่อนคลายทางการเงินบางส่วนออกจากระบบ
ล่าสุด ตลาดสวอปสะท้อนการคาดการณ์เต็มที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า และยังมีการป้องกันความเสี่ยงต่อความเป็นไปได้ที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 4 หากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดเพิ่มขึ้นสู่กรอบ 4.75-5.00%
ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดพันธบัตร หลังเงินเฟ้อสหรัฐยังไม่สามารถกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% ของเฟดได้เป็นเวลานานกว่า 5 ปี ขณะที่ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ และตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง โดย ไมเคิล บาร์ ผู้ว่าการเฟด ระบุเมื่อวันพุธว่า อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อดึงเงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมายของธนาคารกลาง
แรงเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ ยังลุกลามไปยังตลาดเอเชียในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (24 ก.ย.) โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลออสเตรเลียอายุ 3 ปี ซึ่งอ่อนไหวต่อแนวโน้มนโยบายการเงิน ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2554 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลนิวซีแลนด์อายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2566
สถานการณ์ดังกล่าวยังเพิ่มแรงกดดันต่อกระทรวงการคลังสหรัฐ หลังรัฐบาลขยายโครงการซื้อคืนพันธบัตรเมื่อช่วงกลางเดือน ส.ค. เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาด โดยการซื้อคืนรอบที่สองภายใต้โครงการที่ขยายวงเงิน ซึ่งมุ่งซื้อพันธบัตรอายุคงเหลือ 20-30 ปี มีกำหนดดำเนินการในวันพฤหัสบดี ด้วยวงเงิน 6 พันล้านดอลลาร์ เท่ากับการซื้อคืนรอบแรกเมื่อวันที่ 10 ก.ย.
เบรนแดน ฟาแกน นักกลยุทธ์มหภาคของ Bloomberg Markets Live ระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการแทรกแซงตลาดพลังงาน และท่าทีเข้มงวดของเฟด กำลังรวมตัวกันเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอย่างมาก
ที่มา