ช่วงนี้ตลาดพันธบัตรกำลังเป็นที่จับตา หลังมีรายงานว่า Bond Yield พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งแตะ 5.361% และอายุ 30 ปีขึ้นไปถึง 5.73% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 30 ปี ให้ผลตอบแทนทะลุ 6%
📌 ทำไม Bond Yield ถึงขึ้นแรง?
1. ราคาน้ำมันสูง เสี่ยงเงินเฟ้อกลับมา
- เมื่อน้ำมันแพงขึ้น ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งก็มีโอกาสเพิ่มตาม ตลาดจึงกังวลว่าเงินเฟ้ออาจลดลงช้ากว่าที่คาด นักลงทุนเลยต้องการผลตอบแทนจากพันธบัตรที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง
2. ตลาดกังวลทิศทางดอกเบี้ย Fed
- หากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ก็อาจลดดอกเบี้ยได้ช้ากว่าที่ตลาดคาด หรืออาจต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีก
3. รัฐบาลกู้เงินมาก ต้องออกพันธบัตรเพิ่ม
- เมื่อรัฐบาลมีการขาดดุลงบประมาณและต้องกู้เงินต่อเนื่อง ปริมาณพันธบัตรที่ออกขายก็เพิ่มขึ้น หากนักลงทุนต้องการซื้อในราคาที่น่าสนใจน้อยลง รัฐบาลอาจต้องเสนอผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ
4. นักลงทุนต้องการค่าชดเชยความเสี่ยงระยะยาวมากขึ้น
- สิ่งนี้เรียกว่า
Term Premium หรือผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่นักลงทุนต้องการเพื่อแลกกับการถือพันธบัตรระยะยาว ซึ่งอาจสะท้อนความไม่แน่นอนด้านเงินเฟ้อ หนี้รัฐบาล และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
💰 Bond Yield สูง ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์?
- คนที่ถือพันธบัตรเดิมอยู่: อาจขาดทุนจากราคาตลาด เพราะเมื่อ Yield เพิ่ม ราคาพันธบัตรมักลดลง
- คนที่กำลังซื้อพันธบัตรใหม่: มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น หากซื้อในระดับราคาที่เหมาะสม
- หุ้นและสินทรัพย์เสี่ยง: อาจถูกกดดัน เพราะผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นทำให้สินทรัพย์อื่นต้องแข่งขันกับผลตอบแทนที่ปลอดภัยกว่า
- รัฐบาลและบริษัทที่ต้องกู้เงิน: อาจเผชิญต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น
📈 แล้วถ้าซื้อ Bond ตอน Yield สูง จะได้กำไรไหม?
- สมมติว่า Bond Yield อายุ 10 ปีอยู่ที่ 5.36% แล้วต่อมาลดลงเหลือ 4.36% ราคาพันธบัตรเดิมอาจปรับเพิ่มขึ้น และนักลงทุนอาจได้กำไรจากส่วนต่างราคา หรือ Capital Gain เพิ่มจากผลตอบแทนระหว่างถือ
- แต่ถ้า Yield กลับขึ้นไปถึง 6% ราคาพันธบัตรก็อาจลดลงต่อได้เช่นกัน โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาวที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยสูง
- ดังนั้น Yield สูงไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยง เพราะยังมีความเสี่ยงจากราคาพันธบัตร อัตราแลกเปลี่ยนสำหรับคนลงทุนต่างประเทศ และทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต
🤔 สิ่งที่นักลงทุนควรจับตาต่อจากนี้
- เงินเฟ้อและราคาน้ำมันจะชะลอลงหรือไม่
- Fed จะลดดอกเบี้ยได้เมื่อไร
- รัฐบาลสหรัฐฯ จะออกพันธบัตรเพิ่มอีกมากแค่ไหน
- Bond Yield ระยะยาวจะเริ่มทรงตัวหรือพุ่งขึ้นต่อ
- ถ้า Yield เริ่มลดลงในช่วงที่เงินเฟ้อชะลอและเศรษฐกิจอ่อนตัว พันธบัตรระยะยาวอาจเป็นโอกาสสำหรับคนที่รับความผันผวนได้ แต่หาก Yield ยังขึ้นต่อ การรีบเข้าซื้อเพียงเพราะเห็นตัวเลขผลตอบแทนสูงก็อาจทำให้ขาดทุนจากราคาได้เหมือนกัน
ด่วน! Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งแตะ 5.36% สูงสุดในรอบกว่า 20 ปี เกิดอะไรขึ้น และนักลงทุนควรรู้อะไรบ้าง?
📌 ทำไม Bond Yield ถึงขึ้นแรง?
1. ราคาน้ำมันสูง เสี่ยงเงินเฟ้อกลับมา
- เมื่อน้ำมันแพงขึ้น ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งก็มีโอกาสเพิ่มตาม ตลาดจึงกังวลว่าเงินเฟ้ออาจลดลงช้ากว่าที่คาด นักลงทุนเลยต้องการผลตอบแทนจากพันธบัตรที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง
2. ตลาดกังวลทิศทางดอกเบี้ย Fed
- หากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ก็อาจลดดอกเบี้ยได้ช้ากว่าที่ตลาดคาด หรืออาจต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีก
3. รัฐบาลกู้เงินมาก ต้องออกพันธบัตรเพิ่ม
- เมื่อรัฐบาลมีการขาดดุลงบประมาณและต้องกู้เงินต่อเนื่อง ปริมาณพันธบัตรที่ออกขายก็เพิ่มขึ้น หากนักลงทุนต้องการซื้อในราคาที่น่าสนใจน้อยลง รัฐบาลอาจต้องเสนอผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ
4. นักลงทุนต้องการค่าชดเชยความเสี่ยงระยะยาวมากขึ้น
- สิ่งนี้เรียกว่า Term Premium หรือผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่นักลงทุนต้องการเพื่อแลกกับการถือพันธบัตรระยะยาว ซึ่งอาจสะท้อนความไม่แน่นอนด้านเงินเฟ้อ หนี้รัฐบาล และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
💰 Bond Yield สูง ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์?
- คนที่ถือพันธบัตรเดิมอยู่: อาจขาดทุนจากราคาตลาด เพราะเมื่อ Yield เพิ่ม ราคาพันธบัตรมักลดลง
- คนที่กำลังซื้อพันธบัตรใหม่: มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น หากซื้อในระดับราคาที่เหมาะสม
- หุ้นและสินทรัพย์เสี่ยง: อาจถูกกดดัน เพราะผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นทำให้สินทรัพย์อื่นต้องแข่งขันกับผลตอบแทนที่ปลอดภัยกว่า
- รัฐบาลและบริษัทที่ต้องกู้เงิน: อาจเผชิญต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น
📈 แล้วถ้าซื้อ Bond ตอน Yield สูง จะได้กำไรไหม?
- สมมติว่า Bond Yield อายุ 10 ปีอยู่ที่ 5.36% แล้วต่อมาลดลงเหลือ 4.36% ราคาพันธบัตรเดิมอาจปรับเพิ่มขึ้น และนักลงทุนอาจได้กำไรจากส่วนต่างราคา หรือ Capital Gain เพิ่มจากผลตอบแทนระหว่างถือ
- แต่ถ้า Yield กลับขึ้นไปถึง 6% ราคาพันธบัตรก็อาจลดลงต่อได้เช่นกัน โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาวที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยสูง
- ดังนั้น Yield สูงไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยง เพราะยังมีความเสี่ยงจากราคาพันธบัตร อัตราแลกเปลี่ยนสำหรับคนลงทุนต่างประเทศ และทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต
🤔 สิ่งที่นักลงทุนควรจับตาต่อจากนี้
- เงินเฟ้อและราคาน้ำมันจะชะลอลงหรือไม่
- Fed จะลดดอกเบี้ยได้เมื่อไร
- รัฐบาลสหรัฐฯ จะออกพันธบัตรเพิ่มอีกมากแค่ไหน
- Bond Yield ระยะยาวจะเริ่มทรงตัวหรือพุ่งขึ้นต่อ
- ถ้า Yield เริ่มลดลงในช่วงที่เงินเฟ้อชะลอและเศรษฐกิจอ่อนตัว พันธบัตรระยะยาวอาจเป็นโอกาสสำหรับคนที่รับความผันผวนได้ แต่หาก Yield ยังขึ้นต่อ การรีบเข้าซื้อเพียงเพราะเห็นตัวเลขผลตอบแทนสูงก็อาจทำให้ขาดทุนจากราคาได้เหมือนกัน