“บอนด์ยีลด์สหรัฐ” 10 ปี พุ่งทะลุ 5% สูงสุดรอบ 3 ปี จับตาเฟดขึ้นดอกเบี้ย



“บอนด์ยีลด์สหรัฐ” 10 ปี พุ่งทะลุ 5% สูงสุดรอบ 3 ปี จับตาเฟดขึ้นดอกเบี้ย

“บอนด์ยีลด์สหรัฐ” 10 ปี แตะ 5.014% ก่อนย่อตัว ตลาดให้น้ำหนักกว่า 92% เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สัในดารประชุมสัปดาห์นี้

วันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 06.30 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี พุ่งแตะระดับ 5% ในวันจันทร์ ก่อนลดช่วงบวกลง ขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางการคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้นว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับแรงกดดันเงินเฟ้อ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงสำคัญที่ส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืม ทั้งสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และหนี้บัตรเครดิต ล่าสุดเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 เบสิสพอยต์ มาอยู่ที่ 4.987% หลังจากก่อนหน้านี้พุ่งแตะ 5.014% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2566

ด้าน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล อายุ 2 ปี ซึ่งอ่อนไหวต่อแนวโน้มนโยบายดอกเบี้ยระยะสั้นของเฟด เพิ่มขึ้นมากกว่า 1 เบสิสพอยต์ สู่ระดับ 4.658% หลังแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2567 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล อายุ 30 ปีลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 5.353%

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ส.ค.ของสหรัฐ ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ออกมาสอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ แต่เงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด โดยข้อมูล CPI ครั้งนี้ถือเป็นข้อมูลเงินเฟ้อชุดสุดท้ายที่เฟดจะได้รับก่อนการประชุมนโยบายการเงินในวันอังคารและวันพุธนี้

ข้อมูลจาก FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนัก 92.3% ต่อความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ โดย เจย์ วูดส์ หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Freedom Capital Markets มองว่า การขึ้นดอกเบี้ยเป็นทางเลือกที่สอดคล้องกับข้อมูลเศรษฐกิจและการคาดการณ์ของตลาดมากกว่า พร้อมประเมินว่าตลาดได้สะท้อนการขึ้นดอกเบี้ยไว้ในราคาแล้ว และอาจปรับตัวขึ้นหลังการตัดสินใจ ขณะที่การคงดอกเบี้ยอาจสร้างปฏิกิริยาเชิงลบ เนื่องจากอาจทำให้ตลาดมองว่าเฟดดำเนินนโยบายล่าช้ากว่าสถานการณ์

ตลาดจับตาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล อายุ 10 ปี เป็นพิเศษ หลังแตะระดับ 5% ซึ่งถือเป็นระดับสำคัญทางจิตวิทยา โดยหากปรับขึ้นเหนือ 5.02% จะทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2550 หรือก่อนเกิดวิกฤตการเงินโลกในช่วงปี 2551-2552

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ ระบุว่า ผลกระทบจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่สูงขึ้นต่อหุ้นและเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ผลักดันอัตราผลตอบแทน หากเกิดจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง อาจไม่จำเป็นต้องเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้น แต่หากเป็นผลจากเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัว การขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้น หรือความตึงเครียดภายในตลาดพันธบัตร ผลกระทบต่อตลาดอาจรุนแรงกว่า

เจสัน แวร์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Albion Financial Group ระบุว่า การปรับขึ้นของ Bond Yield ส่วนหนึ่งมาจากความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน เนื่องจากพันธบัตรจำนวนมหาศาลที่ออกโดยกระทรวงการคลังสหรัฐและภาคเอกชนกำลังแข่งขันกันดึงดูดเงินทุนจากนักลงทุน แต่เขาไม่คาดว่าตลาดจะเผชิญปัญหารุนแรงเพียงเพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล อายุ 10 ปีทะลุ 5%

แวร์มองว่า อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็นปัจจัยลบ หากเกิดขึ้นพร้อมกับเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง โดยความเสี่ยงต่อหุ้นอาจมาจากการชะลอตัวของการใช้จ่ายผู้บริโภคหรือการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากกว่าการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ทะลุระดับ 5%

อย่างไรก็ตาม ระดับ 5% อาจเริ่มสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้น หากนักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและฐานะการคลัง โดยการขาดดุลงบประมาณในระดับสูง การออกพันธบัตรจำนวนมาก และเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ล้วนผลักดัน Term Premium หรือส่วนชดเชยผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องการจากการถือพันธบัตรระยะยาวให้เพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ

ด้าน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ พยายามบรรเทาแรงกดดันต่อ Bond Yield ระยะยาวผ่านการขยายโครงการซื้อคืนพันธบัตร แต่ BMO Capital Markets มองว่า แม้มาตรการดังกล่าวอาจช่วยลดแรงขายได้บางส่วน แต่ยังไม่สามารถแก้ปัจจัยพื้นฐานที่ผลักดัน Bond Yield อายุ 10 ปีและ 30 ปีให้สูงขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ที่มีมูลค่าการซื้อขายราว 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน

นักวิเคราะห์ยังจับตาความเสี่ยงจากสถานะการลงทุนแบบใช้เงินกู้ของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในตลาดพันธบัตร เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น การเพิ่มข้อกำหนดหลักประกัน หรือความผันผวนที่รุนแรง อาจบีบให้นักลงทุนลดสถานะพร้อมกันและซ้ำเติมแรงขายในตลาดได้

อย่างไรก็ดี ในขณะนี้ตลาดหุ้นยังรับมือกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ที่สูงขึ้นได้ โดย BMO ระบุว่าแรงอ่อนตัวของตลาดหุ้นยังอยู่ในวงจำกัด และดัชนี S&P 500 ยังคงเพิ่มขึ้นมากกว่า 11% นับตั้งแต่ต้นปี แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล อายุ 10 ปีจะปรับตัวขึ้นอย่างมากก็ตาม



ที่มา

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่