“บอนด์ทั่วโลก” ดิ่งหนักสุดรอบ 2 ปี น้ำมัน 100 ดอลลาร์ปลุกเงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยขาขึ้น



“บอนด์ทั่วโลก” ดิ่งหนักสุดรอบ 2 ปี น้ำมัน 100 ดอลลาร์ปลุกเงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยขาขึ้น

ตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกปิด Q3 ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2567 หลังราคาน้ำมันแตะ 100 ดอลลาร์ ปลุกความกังวลเงินเฟ้อยืดเยื้อ ดันบอนด์ยีลด์สหรัฐ อายุ 30 ปีแตะ 5.64%

วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เวลา 03.17 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกกำลังปิดฉากไตรมาสที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2567 หลังราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปลุกความกังวลว่าเงินเฟ้อโลกอาจอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาด และทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งต้องเดินหน้าคุมเข้มนโยบายการเงินต่อไป

ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกของ Bloomberg ปรับตัวลดลงในไตรมาส 3 รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ สมัยที่ 2 และนักลงทุนเตรียมรับนโยบายการคลังที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น

พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หรือ US Treasuries เป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับแรงขายอย่างหนัก โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีพุ่งขึ้นแตะ 5.64% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ปี 2545 ขณะที่พันธบัตรอายุสั้นก็เผชิญแรงขายเช่นเดียวกัน

แรงกดดันต่อตลาดตราสารหนี้มาจากหลายปัจจัย ทั้งความขัดแย้งที่ยังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลาง การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลอดจนเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังแข็งแกร่ง ซึ่งทำให้นักลงทุนเริ่มประเมินว่าเงินเฟ้ออาจเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อและรุนแรงกว่าที่เคยคาดไว้

ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางหลายแห่ง รวมถึงออสเตรเลีย ยูโรโซน ญี่ปุ่น นอร์เวย์ และสหรัฐ ต่างปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับแรงกดดันด้านราคา

Michael Every นักกลยุทธ์ระดับโลกของ Rabobank ระบุว่า ไตรมาส 3 ไม่เพียงทำลายความหวังที่ว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน แต่ยังทำให้ตลาดต้องกลับมาตั้งคำถามว่า ธนาคารกลางต่าง ๆ จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกกี่ครั้ง

สำหรับสหรัฐ นักลงทุนลดการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมเดือน ต.ค. หลังดัชนีเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงคาดว่าเฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 3 ครั้งในช่วง 1 ปีข้างหน้า

ด้านนักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs เลื่อนคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไปของเฟดไปเป็นเดือนธ.ค. จากเดิมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน ต.ค. โดยส่วนหนึ่งอ้างอิงจากความเห็นของ John Williams ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก

Mark Spindel ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Potomac River Capital กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการเฟดกำลังถกเถียงกันว่าจำเป็นต้องคุมเข้มนโยบายการเงินเพิ่มเติมหรือไม่ และตราบใดที่ตลาดยังไม่มั่นใจว่าเฟดจะเดินหน้ากดเงินเฟ้อกลับลงมาอย่างจริงจัง ความกังวลดังกล่าวก็จะยังเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับนักลงทุนที่กำลังพิจารณาถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะกลางถึงระยะยาว

แม้ตัวเลขเงินเฟ้อจะต่ำกว่าคาด แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวสูงขึ้น หลังข้อมูลเศรษฐกิจอีกด้านแสดงให้เห็นว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคในเดือนส.ค.เพิ่มขึ้นในอัตรารวดเร็วที่สุดในรอบกว่า 1 ปี ขณะที่การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนจำนวนมากเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตรระยะยาว

John Briggs หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ของ Natixis Corporate & Investment Banking ระบุว่า สถานการณ์ในตลาดขณะนี้คล้ายกับภาวะที่ผู้ซื้อหลีกเลี่ยงการเข้าตลาด โดยความเคลื่อนไหวของราคาพันธบัตรโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะย่ำแย่

นอกเหนือจากสหรัฐ ตลาดพันธบัตรฝรั่งเศสเผชิญแรงขายรุนแรงที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีหน้า ขณะที่พรรคฝ่ายค้านยังไม่สามารถหาจุดประนีประนอมกับรัฐบาลของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ก่อนการเลือกตั้งที่เหลือเวลาอีกประมาณ 7 เดือน

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นถึง 1.15 จุดเปอร์เซ็นต์ในไตรมาสนี้ แตะระดับ 4.8% นับเป็นผลงานรายไตรมาสที่ย่ำแย่ที่สุดอย่างน้อยนับตั้งแต่มีการก่อตั้งเงินยูโรในปี 2542

แรงขายพันธบัตรฝรั่งเศสยังเพิ่มขึ้นหลังข้อมูลล่าสุดแสดงว่า เงินเฟ้อของประเทศในเดือนก.ย.เร่งตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี เพิ่มแรงกดดันต่อผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB)

ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตาส่วนต่างอัตราผลตอบแทนระหว่างพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสและเยอรมนี ซึ่งใช้เป็นหนึ่งในมาตรวัดความตึงเครียดของตลาดตราสารหนี้ยุโรป โดยส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของฝรั่งเศสเหนือพันธบัตรเยอรมนีเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.2 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ปี 2555

นักกลยุทธ์ด้านอัตราดอกเบี้ยของ RBC Capital Markets ซึ่งนำโดย Peter Schaffrik มองว่า ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรในยุโรปยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อไป แม้จะไม่มีแรงกระแทกด้านราคาพลังงานเพิ่มเติมก็ตาม


อ้างอิง : bloomberg.com


ที่มา

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่