วิโรจน์ จี้ถาม สภาวิศวกร 6 ข้อ เลื่อนระดับวิชาชีพวิศวกรรม อนุทิน เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือไม่
https://www.matichon.co.th/politics/news_5902083
.

.
วิโรจน์ ตั้งคำถาม 6 ข้อ จี้ สภาวิศวกร แจง เลื่อนระดับวิชาชีพวิศวกรรม อนุทิน เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือไม่ ห่วงมีอภิสิทธิ์เหนือวิศวกรตัวเล็ก หวั่นเป็นมาตฐานใหม่ นำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อน
.
เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 นาย
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส.พรรคประชาชน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
“สภาวิศวกรควรชี้แจงกรณีการเลื่อนระดับทางวิชาชีพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล
.
จากข้อมูลในระบบตรวจสอบใบอนุญาตของสภาวิศวกรที่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะที่ประชาชนทุกคนสามารถเจ้าไปตรวจสอบได้ (https://service.coe.or.th/verify_license)
.
พบข้อมูลว่านายอนุทินได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม “ระดับสามัญวิศวกร สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ” โดยระบุวันที่ออกใบอนุญาตคือ 16 กันยายน 2569 ซึ่งอาจจะเป็นวันที่ต่ออายุสมาชิกก็ได้ ในกรณีนี้ หากตรวจสอบจากฐานข้อมูลสมาชิก ก็จะทราบโดยทันทีว่านายอนุทินเป็นวิศวกรในระดับภาคีวิศวกรมาจนถึงเมื่อใด และได้เลื่อนชั้นเป็นสามัญวิศวกรตั้งแต่วันที่เท่าไหร่
.
ในปีที่แล้ว (2568) ใบประกอบวิชาชีพของนายอนุทิน เป็นระดับสามัญวิศวกร อยู่ก่อนแล้ว หรืออยู่ในสถานะภาคีหมดอายุ อย่างไรก็ตามจากโพสต์ๆ นี้ (https://www.facebook.com/share/1DeQMd3vB7) ก็พอจะคาดได้ว่า นายอนุทินน่าจะเพิ่งเข้ารับการสอบสัมภาษณ์เลื่อนระดับในเดือนสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมานี้เอง
.
ตามคู่มือการเลื่อนระดับของสภาวิศวกร ผู้ยื่นจากระดับภาคีเป็นสามัญต้องมีประสบการณ์ประกอบวิชาชีพอย่างน้อย 3 ปี มี คะแนนการพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่อง หรือ CPD ตั้งแต่ 150 หน่วยขึ้นไป ต้องเสนอผลงานทางวิศวกรรม รวมถึง ผลงานดีเด่นอย่างน้อย 2 และไม่เกิน 5 โครงการ มีสามัญหรือวุฒิวิศวกรในสาขาเดียวกันรับรองผลงาน และผ่านกระบวนการตรวจผลงานและสอบสัมภาษณ์
.
นี่เป็นกลไกที่สภาวิศวกรสร้างขึ้นเพื่อรับรองต่อสังคมว่า ผู้ที่ได้รับการยกระดับเป็น “สามัญวิศวกร” มีทั้ง ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ และความรับผิดชอบทางวิชาชีพ ในระดับที่สูงขึ้นจริง
.
ดังนั้น ผมจึงเห็นว่าสภาวิศวกรควรชี้แจงข้อเท็จจริงให้ผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกร และประชาชนได้รับทราบว่า ในกรณีของนายอนุทินนั้น กระบวนการเลื่อนระดับได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์เดียวกับภาคีวิศวกรท่านอื่นๆ หรือไม่ อย่างไร
.
1) นายอนุทินยื่นบัญชีประสบการณ์ในการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาอุตสาหการในด้านใดบ้าง เป็นระยะเวลาเท่าใด และอยู่ในข่ายงานวิศวกรรมควบคุมตามหลักเกณฑ์ หรือไม่ ได้เลื่อนชั้นเป็นสามัญวิศวกรตั้งแต่เมื่อใด
.
2) ผลงานที่ใช้ในการขอเลื่อนระดับมีจำนวนกี่โครงการ และ ผลงานดีเด่น 2–5 โครงการ ที่คณะผู้ประเมินใช้ประกอบการพิจารณา เป็นงานในลักษณะใด
.
3) ผลงานดังกล่าวได้รับการรับรองจากสามัญ หรือวุฒิวิศวกรสาขาอุตสาหการท่านใด เป็นไปตามหลักเกณฑ์ครบถ้วนหรือไม่
.
4) นายอนุทินมีหน่วยความรู้ CPD ไม่น้อยกว่า 150 หน่วย ซึ่งต้องเป็นหน่วยความรู้ที่มีอายุไม่เกิน 3 ปี ณ วันที่ยื่นคำขอครบถ้วนหรือไม่
.
5) ได้ผ่านการประเมินกรอบความสามารถ และการสอบสัมภาษณ์ตามกระบวนการปกติ (เข้าใจว่าเป็นการสอบสัมภาษณ์แบบออนไลน์) เช่นเดียวกับผู้ยื่นขอเลื่อนระดับรายอื่นหรือไม่ และดำเนินการเมื่อใด
.
6) มีมาตรการอย่างไรในการป้องกันข้อกังขาเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อนหรือการแทรกแซงกระบวนการพิจารณา เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโดยตำแหน่งมีฐานะเป็นสภานายกพิเศษแห่งสภาวิศวกร มีบทบาทกำกับดูแลสภาวิศวกรตามกฎหมาย
.
ตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี สภาวิศวกรต้องสร้างความโปร่งใส และตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้น ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดข้อสงสัย หรือปัญหาการแทรกแซงขึ้นก่อน แล้วจึงค่อยกลับมาตรวจสอบภายหลัง ยิ่งผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงสร้างการกำกับดูแลองค์กรวิชาชีพ การทำให้กระบวนการปราศจากข้อกังขา ยิ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ได้รับใบอนุญาตเอง
.
เพื่อปกป้องศักดิ์ และสิทธิ์แห่งวิชาชีพวิศวกร ผมคิดว่าสภาวิศวกรจำเป็นต้องชี้แจง ข้อเท็จจริงของกระบวนการทั้งหมด เกณฑ์ที่ใช้ ระยะเวลาประสบการณ์ จำนวนและประเภทของผลงาน การรับรองผลงาน การมี CPD ครบถ้วน และการผ่านการประเมิน โดยเปิดเผยเอกสารในส่วนที่เปิดเผยได้ ต่อสาธารณะ
.
เนื่องจากประเด็นนี้ใหญ่กว่าเรื่องของนายอนุทินมาก ในตอนนี้คำถามที่อยู่ในใจของวิศวกรทั่วประเทศ คือ ถ้าการเลื่อนระดับทางวิชาชีพอย่างมีอภิสิทธิ์ สามารถเกิดขึ้นกับนักการเมืองคนหนึ่งได้ ในวันข้างหน้า ก็อาจจะเกิดขึ้นกับข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูง และนายทุนอสังหาริมทรัพย์ได้ และอาจนำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือผลประโยชน์ต่างตอบแทนได้ในอนาคต
.
ถ้าวิศวกรคนหนึ่ง ต้องการเลื่อนระดับวิชาชีพจากภาคีวิศวกร เป็นสามัญวิศวกร แล้วต้องสะสมประสบการณ์ ต้องทำผลงาน เก็บ CPD หาผู้รับรอง เขียนรายงาน และเข้าสอบสัมภาษณ์
.
คนที่มีตำแหน่งใหญ่เพียงใดก็ควรได้รับการพิจารณาด้วยมาตรฐานเดียวกัน และถ้านายอนุทินผ่านกระบวนการทั้งหมดอย่างครบถ้วน การชี้แจงของสภาวิศวกรก็จะเป็นการยืนยันเกียรติของนายอนุทินเองว่า ใบอนุญาตระดับสามัญวิศวกรนี้ได้มาจาก ความรู้ ประสบการณ์ และผลงานทางวิชาชีพ ตามเกณฑ์เดียวกับวิศวกรคนอื่นทุกประการ
.
นี่จึงไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องที่วิศวกรทุกคนในประเทศไทย ต้องร่วมกันปกป้องความน่าเชื่อถือของใบ กว. และศักดิ์ศรีของวิชาชีพวิศวกรรม
.
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรม ไม่ได้มีไว้เพื่อประดับชื่อใคร แต่เป็นคำรับรองต่อสังคมว่า บุคคลนั้นมีความรู้ ความสามารถ และความรับผิดชอบเพียงพอที่จะทำงานซึ่งเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชน
.
หวังว่าจะได้รับคำตอบจากสภาวิศวกร ในเร็ววันนี้
.
https://www.facebook.com/wirojlak/posts/pfbid02RBfLNCgUKurNKtEwDaci3Xf3r4UH9XTpVCpaQd187FgWhJhYGSM2jYQhW15pSYCzl
.
.
ปชน.ชี้ช่อง ปลุกประชาชน-ข้าราชการ ส่งเบาะแส-หลักฐานการทุจริต ลุยซักฟอกรัฐบาล
https://www.matichon.co.th/politics/news_5902000
.
ปชน.ชี้ช่อง ปลุกประชาชน-ข้าราชการ ส่งเบาะแส-หลักฐานการทุจริต ลุยซักฟอกรัฐบาล
.
เมื่อวันที่ 23 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่พรรคประชาชนประกาศเดินหน้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น และเตรียมความพร้อมสำหรับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่กำลังจะมาถึง
.
ล่าสุดได้มีการประกาศเชิญชวนประชาชน ข้าราชการทั่วประเทศร่วมส่งเบาะแสและหลักฐานการทุจริต เพื่อนำไปใช้ในการเปิดโปงและชำแหละปัญหาการทุจริตผ่านสภาผู้แทนราษฎร
.
โดยพรรคประชาชน ระบุว่า
.
จากมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. เพียง 77 ราย จากทั้งหมด 229 ราย และไม่สั่งฟ้องแกนนำและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยแม้แต่คนเดียว ถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายของสังคม นี่ไม่ใช่คดีเล็กๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการกินรวบประเทศ ที่แผ่ขยายรากฐานครอบคลุมตั้งแต่สภาสูง สภาล่าง องค์กรอิสระ ตำรวจ ระบบราชการ ไปจนถึงการเมืองระดับท้องถิ่น
.
เหตุการณ์ความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นรายวัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการกักตุนน้ำมัน การแสวงหาผลประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม การโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น รวมถึงการถลุงงบประมาณของกลุ่มบ้านใหญ่ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นแยกส่วนกัน แต่เป็นขบวนการสืบทอดอำนาจที่เอื้อให้เกิดการทุจริตอย่างเป็นระบบ
.
เมื่อกลไกการตรวจสอบอื่นๆ ไม่สามารถจัดการความผิดปกติเหล่านี้ได้ พรรคประชาชนจึงขอนำความคับแค้นของประชาชนมาเปลี่ยนเป็นพลังในการตรวจสอบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่การจะล้มโครงสร้างการทุจริตนี้ได้ ลำพังเพียงข้อมูลจากฝ่ายนโยบายและ สส. อาจไม่เพียงพอ จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากประชาชน ข้าราชการ และคนทำงานวงในที่ทนเห็นประเทศถูกกัดกินต่อไปไม่ไหวแล้ว
.
ทั้งนี้ ผู้ที่พบเห็นความผิดปกติ สามารถร่วมส่งเบาะแส เอกสารลับ หลักฐานการทุจริต การฮั้วประมูล หรือการใช้อำนาจมิชอบ มาได้ที่อีเมล antiblue@peoplesparty.or.th
.
พรรคประชาชนยืนยันว่า หากผู้แจ้งเบาะแสเป็นข้าราชการหรือผู้ที่กังวลเรื่องความปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องระบุชื่อหรือข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนได้ ข้อมูลทุกชิ้นจะถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัยที่สุด ไม่มีการเปิดเผยตัวตนแหล่งข่าว และจะนำไปใช้เพื่อการเจาะลึกการทุจริตในสภาฯ เท่านั้น
.
.
โปแลนด์กล่าวหา เฮลิคอปเตอร์รัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า ต้องส่งเครื่องบินรบสกัด
.
ทางการโปแลนด์กล่าวหาว่า เฮลิคอปเตอร์ทหารของรัสเซียบินรุกล้ำเข้ามาในน่านฟ้าของพวกเขา ทำให้ต้องส่งเครื่องบินรบเข้าสกัดกั้น และให้กองกำลังภาคพื้นเข้าสู่สภาวะเฝ้าระวัง
.
เมื่อวันพุธที่ 23 ก.ย. 2569 ทางการโปแลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกนาโต (NATO) เปิดเผยว่า เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพรัสเซียได้รุกล้ำเข้ามาในน่านฟ้าของพวกเขาเป็นเวลาสั้นๆ ส่งผลให้โปแลนด์ต้องส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นสกัดกั้นทันที ขณะที่กองกำลังภาคพื้นดินเข้าสู่ภาวะเฝ้าระวังขั้นสูง
.
กองทัพโปแลนด์ระบุว่า เฮลิคอปเตอร์รุ่น Mi-8 ของรัสเซียบินข้ามมาจากคาลินินกราด (ดินแดนของรัสเซียที่ถูกล้อมรอบด้วยโปแลนด์กับลิทัวเนีย) เข้ามาในน่านฟ้าโปแลนด์ลึกประมาณ 300 เมตร ทางตอนเหนือของเมืองบราเยวอ (Braniewo) เป็นเวลา 42 วินาที ก่อนจะบินกลับออกไป
.
กองทัพโปแลนด์ชี้ว่า ลักษณะเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า รัสเซียกำลังทดสอบความพร้อมของระบบป้องกันทางอากาศของโปแลนด์อีกครั้ง
นายกรัฐมนตรี โดนัลด์ ทุสก์ ของโปแลนด์กับประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ระบุว่ารัสเซียกำลังยกระดับการโจมตีแบบไฮบริด รวมถึงวางแผนโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธ เพื่อข่มขู่และลดทอนการสนับสนุนที่ยุโรปมีต่อยูเครน
.
ช่วงที่ผ่านมาเกิดเหตุเพลิงไหม้และการระเบิดปริศนา ตามโรงงานผลิตอาวุธในหลายประเทศสมาชิกของนาโต เช่น เยอรมนี, อิตาลี, บัลแกเรีย และเอสโตเนีย รวมถึงเหตุโดรนรัสเซียโจมตีรถไฟโดยสารในยูเครนใกล้ชายแดนโปแลนด์ ซึ่งหลายประเทศเชื่อว่าเป็นฝีมือรัสเซีย
.
มอสโกปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการโจมตีแบบไฮบริด และข้อกล่าวหาว่าพวกเขากำลังเตรียมบุกประเทศ NATO โดยประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ยืนยันว่าไม่มีแผนโจมตี NATO
.
ขณะที่นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของรัสเซียเตือนว่า หากยุโรปเปิดฉากโจมตีรัสเซียก่อน ก็จะเป็นสงครามที่ต่างออกไปและจบลงเร็วมาก
.
อนึ่ง สงครามไฮบริด คือ ยุทธศาสตร์การต่อสู้ที่รวมเอาการรบรูปแบบดั้งเดิม (ใช้อาวุธและกำลังทหาร) เข้ากับการรบนอกกรอบดั้งเดิม เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ การสงครามข้อมูลข่าวสาร และแรงกดดันทางเศรษฐกิจหรือการเมือง เข้าไว้ด้วยกันเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงของเป้าหมาย โดยไม่ประกาศสงครามตรงๆ
.
.
.
https://www.bbc.com/news/articles/c699d2dn9z0mo
JJNY : วิโรจน์จี้ถาม สภาวิศวกร 6 ข้อ│ปชน.ชี้ช่องส่งเบาะแส-หลักฐานการทุจริต│โปแลนด์กล่าวหา ฮ.รัสเซียล้ำ│43 จว.เตือนฝนหนัก
https://www.matichon.co.th/politics/news_5902083
.
.
วิโรจน์ ตั้งคำถาม 6 ข้อ จี้ สภาวิศวกร แจง เลื่อนระดับวิชาชีพวิศวกรรม อนุทิน เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือไม่ ห่วงมีอภิสิทธิ์เหนือวิศวกรตัวเล็ก หวั่นเป็นมาตฐานใหม่ นำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อน
.
เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส.พรรคประชาชน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
“สภาวิศวกรควรชี้แจงกรณีการเลื่อนระดับทางวิชาชีพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล
.
จากข้อมูลในระบบตรวจสอบใบอนุญาตของสภาวิศวกรที่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะที่ประชาชนทุกคนสามารถเจ้าไปตรวจสอบได้ (https://service.coe.or.th/verify_license)
.
พบข้อมูลว่านายอนุทินได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม “ระดับสามัญวิศวกร สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ” โดยระบุวันที่ออกใบอนุญาตคือ 16 กันยายน 2569 ซึ่งอาจจะเป็นวันที่ต่ออายุสมาชิกก็ได้ ในกรณีนี้ หากตรวจสอบจากฐานข้อมูลสมาชิก ก็จะทราบโดยทันทีว่านายอนุทินเป็นวิศวกรในระดับภาคีวิศวกรมาจนถึงเมื่อใด และได้เลื่อนชั้นเป็นสามัญวิศวกรตั้งแต่วันที่เท่าไหร่
.
ในปีที่แล้ว (2568) ใบประกอบวิชาชีพของนายอนุทิน เป็นระดับสามัญวิศวกร อยู่ก่อนแล้ว หรืออยู่ในสถานะภาคีหมดอายุ อย่างไรก็ตามจากโพสต์ๆ นี้ (https://www.facebook.com/share/1DeQMd3vB7) ก็พอจะคาดได้ว่า นายอนุทินน่าจะเพิ่งเข้ารับการสอบสัมภาษณ์เลื่อนระดับในเดือนสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมานี้เอง
.
ตามคู่มือการเลื่อนระดับของสภาวิศวกร ผู้ยื่นจากระดับภาคีเป็นสามัญต้องมีประสบการณ์ประกอบวิชาชีพอย่างน้อย 3 ปี มี คะแนนการพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่อง หรือ CPD ตั้งแต่ 150 หน่วยขึ้นไป ต้องเสนอผลงานทางวิศวกรรม รวมถึง ผลงานดีเด่นอย่างน้อย 2 และไม่เกิน 5 โครงการ มีสามัญหรือวุฒิวิศวกรในสาขาเดียวกันรับรองผลงาน และผ่านกระบวนการตรวจผลงานและสอบสัมภาษณ์
.
นี่เป็นกลไกที่สภาวิศวกรสร้างขึ้นเพื่อรับรองต่อสังคมว่า ผู้ที่ได้รับการยกระดับเป็น “สามัญวิศวกร” มีทั้ง ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ และความรับผิดชอบทางวิชาชีพ ในระดับที่สูงขึ้นจริง
.
ดังนั้น ผมจึงเห็นว่าสภาวิศวกรควรชี้แจงข้อเท็จจริงให้ผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกร และประชาชนได้รับทราบว่า ในกรณีของนายอนุทินนั้น กระบวนการเลื่อนระดับได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์เดียวกับภาคีวิศวกรท่านอื่นๆ หรือไม่ อย่างไร
.
1) นายอนุทินยื่นบัญชีประสบการณ์ในการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาอุตสาหการในด้านใดบ้าง เป็นระยะเวลาเท่าใด และอยู่ในข่ายงานวิศวกรรมควบคุมตามหลักเกณฑ์ หรือไม่ ได้เลื่อนชั้นเป็นสามัญวิศวกรตั้งแต่เมื่อใด
.
2) ผลงานที่ใช้ในการขอเลื่อนระดับมีจำนวนกี่โครงการ และ ผลงานดีเด่น 2–5 โครงการ ที่คณะผู้ประเมินใช้ประกอบการพิจารณา เป็นงานในลักษณะใด
.
3) ผลงานดังกล่าวได้รับการรับรองจากสามัญ หรือวุฒิวิศวกรสาขาอุตสาหการท่านใด เป็นไปตามหลักเกณฑ์ครบถ้วนหรือไม่
.
4) นายอนุทินมีหน่วยความรู้ CPD ไม่น้อยกว่า 150 หน่วย ซึ่งต้องเป็นหน่วยความรู้ที่มีอายุไม่เกิน 3 ปี ณ วันที่ยื่นคำขอครบถ้วนหรือไม่
.
5) ได้ผ่านการประเมินกรอบความสามารถ และการสอบสัมภาษณ์ตามกระบวนการปกติ (เข้าใจว่าเป็นการสอบสัมภาษณ์แบบออนไลน์) เช่นเดียวกับผู้ยื่นขอเลื่อนระดับรายอื่นหรือไม่ และดำเนินการเมื่อใด
.
6) มีมาตรการอย่างไรในการป้องกันข้อกังขาเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อนหรือการแทรกแซงกระบวนการพิจารณา เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโดยตำแหน่งมีฐานะเป็นสภานายกพิเศษแห่งสภาวิศวกร มีบทบาทกำกับดูแลสภาวิศวกรตามกฎหมาย
.
ตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี สภาวิศวกรต้องสร้างความโปร่งใส และตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้น ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดข้อสงสัย หรือปัญหาการแทรกแซงขึ้นก่อน แล้วจึงค่อยกลับมาตรวจสอบภายหลัง ยิ่งผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงสร้างการกำกับดูแลองค์กรวิชาชีพ การทำให้กระบวนการปราศจากข้อกังขา ยิ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ได้รับใบอนุญาตเอง
.
เพื่อปกป้องศักดิ์ และสิทธิ์แห่งวิชาชีพวิศวกร ผมคิดว่าสภาวิศวกรจำเป็นต้องชี้แจง ข้อเท็จจริงของกระบวนการทั้งหมด เกณฑ์ที่ใช้ ระยะเวลาประสบการณ์ จำนวนและประเภทของผลงาน การรับรองผลงาน การมี CPD ครบถ้วน และการผ่านการประเมิน โดยเปิดเผยเอกสารในส่วนที่เปิดเผยได้ ต่อสาธารณะ
.
เนื่องจากประเด็นนี้ใหญ่กว่าเรื่องของนายอนุทินมาก ในตอนนี้คำถามที่อยู่ในใจของวิศวกรทั่วประเทศ คือ ถ้าการเลื่อนระดับทางวิชาชีพอย่างมีอภิสิทธิ์ สามารถเกิดขึ้นกับนักการเมืองคนหนึ่งได้ ในวันข้างหน้า ก็อาจจะเกิดขึ้นกับข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูง และนายทุนอสังหาริมทรัพย์ได้ และอาจนำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือผลประโยชน์ต่างตอบแทนได้ในอนาคต
.
ถ้าวิศวกรคนหนึ่ง ต้องการเลื่อนระดับวิชาชีพจากภาคีวิศวกร เป็นสามัญวิศวกร แล้วต้องสะสมประสบการณ์ ต้องทำผลงาน เก็บ CPD หาผู้รับรอง เขียนรายงาน และเข้าสอบสัมภาษณ์
.
คนที่มีตำแหน่งใหญ่เพียงใดก็ควรได้รับการพิจารณาด้วยมาตรฐานเดียวกัน และถ้านายอนุทินผ่านกระบวนการทั้งหมดอย่างครบถ้วน การชี้แจงของสภาวิศวกรก็จะเป็นการยืนยันเกียรติของนายอนุทินเองว่า ใบอนุญาตระดับสามัญวิศวกรนี้ได้มาจาก ความรู้ ประสบการณ์ และผลงานทางวิชาชีพ ตามเกณฑ์เดียวกับวิศวกรคนอื่นทุกประการ
.
นี่จึงไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องที่วิศวกรทุกคนในประเทศไทย ต้องร่วมกันปกป้องความน่าเชื่อถือของใบ กว. และศักดิ์ศรีของวิชาชีพวิศวกรรม
.
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรม ไม่ได้มีไว้เพื่อประดับชื่อใคร แต่เป็นคำรับรองต่อสังคมว่า บุคคลนั้นมีความรู้ ความสามารถ และความรับผิดชอบเพียงพอที่จะทำงานซึ่งเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชน
.
หวังว่าจะได้รับคำตอบจากสภาวิศวกร ในเร็ววันนี้
.
https://www.facebook.com/wirojlak/posts/pfbid02RBfLNCgUKurNKtEwDaci3Xf3r4UH9XTpVCpaQd187FgWhJhYGSM2jYQhW15pSYCzl
.
.
ปชน.ชี้ช่อง ปลุกประชาชน-ข้าราชการ ส่งเบาะแส-หลักฐานการทุจริต ลุยซักฟอกรัฐบาล
https://www.matichon.co.th/politics/news_5902000
.
ปชน.ชี้ช่อง ปลุกประชาชน-ข้าราชการ ส่งเบาะแส-หลักฐานการทุจริต ลุยซักฟอกรัฐบาล
.
เมื่อวันที่ 23 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่พรรคประชาชนประกาศเดินหน้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น และเตรียมความพร้อมสำหรับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่กำลังจะมาถึง
.
ล่าสุดได้มีการประกาศเชิญชวนประชาชน ข้าราชการทั่วประเทศร่วมส่งเบาะแสและหลักฐานการทุจริต เพื่อนำไปใช้ในการเปิดโปงและชำแหละปัญหาการทุจริตผ่านสภาผู้แทนราษฎร
.
โดยพรรคประชาชน ระบุว่า
.
จากมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. เพียง 77 ราย จากทั้งหมด 229 ราย และไม่สั่งฟ้องแกนนำและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยแม้แต่คนเดียว ถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายของสังคม นี่ไม่ใช่คดีเล็กๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการกินรวบประเทศ ที่แผ่ขยายรากฐานครอบคลุมตั้งแต่สภาสูง สภาล่าง องค์กรอิสระ ตำรวจ ระบบราชการ ไปจนถึงการเมืองระดับท้องถิ่น
.
เหตุการณ์ความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นรายวัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการกักตุนน้ำมัน การแสวงหาผลประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม การโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น รวมถึงการถลุงงบประมาณของกลุ่มบ้านใหญ่ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นแยกส่วนกัน แต่เป็นขบวนการสืบทอดอำนาจที่เอื้อให้เกิดการทุจริตอย่างเป็นระบบ
.
เมื่อกลไกการตรวจสอบอื่นๆ ไม่สามารถจัดการความผิดปกติเหล่านี้ได้ พรรคประชาชนจึงขอนำความคับแค้นของประชาชนมาเปลี่ยนเป็นพลังในการตรวจสอบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่การจะล้มโครงสร้างการทุจริตนี้ได้ ลำพังเพียงข้อมูลจากฝ่ายนโยบายและ สส. อาจไม่เพียงพอ จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากประชาชน ข้าราชการ และคนทำงานวงในที่ทนเห็นประเทศถูกกัดกินต่อไปไม่ไหวแล้ว
.
ทั้งนี้ ผู้ที่พบเห็นความผิดปกติ สามารถร่วมส่งเบาะแส เอกสารลับ หลักฐานการทุจริต การฮั้วประมูล หรือการใช้อำนาจมิชอบ มาได้ที่อีเมล antiblue@peoplesparty.or.th
.
พรรคประชาชนยืนยันว่า หากผู้แจ้งเบาะแสเป็นข้าราชการหรือผู้ที่กังวลเรื่องความปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องระบุชื่อหรือข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนได้ ข้อมูลทุกชิ้นจะถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัยที่สุด ไม่มีการเปิดเผยตัวตนแหล่งข่าว และจะนำไปใช้เพื่อการเจาะลึกการทุจริตในสภาฯ เท่านั้น
.
.
https://www.bbc.com/news/articles/c699d2dn9z0mo