JJNY : ปชน.ยื่นปปช.เอาผิดกกต.│เท้งโต้ MOA ภาคสอง│ยันคดี‘ภาวุธ-สมชาติ’ไม่ใช้เอกสิทธิ ส.ส.│โรมห่วงตั้ง‘ปิยะ’นั่งอธิบดีDSI

ปชน.ยื่นปปช.เอาผิดกกต.ทั้ง 7ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ลงมติคดีฮั้วสว. แย้มอนุชุด 36 โดนด้วย
https://www.matichon.co.th/politics/news_5900982
.

.
ปชน.ยื่นปปช.เอาผิดกกต.ทั้ง 7ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ลงมติคดีฮั้วสว. แย้มอนุชุด 36 โดนด้วย
.
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 23 กันยายน ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงกรณีความคืบหน้าเตรียมยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ไต่สวนและดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คดีฮั้ว สว.ในวันที่ 25 กันยายนนี้
.
โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากผลการดำเนินการที่ผ่านมาพรรคประชาชนเห็นว่า มติของกกต. เกี่ยวกับ คดีโกงเลือกสว. เป็นมติที่ไม่ชอบ เข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งขัดต่อกฎหมายหลายประการ อาทิ รัฐธรรมนูญมาตรา 234 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมาตราว่าด้วย ป.ป.ช.มาตรา 172 พ.ร.ป.กกต. มาตรา 69 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 โดยจะมีการยื่นต่อ ป.ป.ช. ในสองกลุ่มสำคัญ กลุ่มแรกคือมติของกกต. ที่ออกมา เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ที่เราเห็นว่าสุ่มเสี่ยง หรือเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่วนที่สอง เราเห็นว่าการดำเนินการของกกต. ที่ผ่านมาก่อนการลงมติเห็นว่ามีข้อพิรุธ ที่ส่อว่ามีการปล่อยปละละเลย หรือรู้เห็นเป็นใจในกระบวนการโกงเลือกสว. ครั้งนี้
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในส่วนของมติกกต. ที่เกิดขึ้นนั้น มีการร่วมกันทำเป็นกระบวนการ โดยจะเห็นว่าการออกมาแถลงข่าวให้เหตุผลของกกต. ก็พยายามที่จะพิจารณาเป็นรายบุคคล ทั้งที่เรื่องนี้เราเห็นอยู่ว่ามีการดำเนินการเป็นกระบวนการ ที่อาจเกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ อย่างที่สอง กกต. เพิกเฉยต่อหลักฐานซึ่งขัดต่อบรรทัดฐานเดิมของกกต.ด้วยซ้ำ เพราะก่อนหน้านี้มีเพียงหลักฐานข้อความแชตผ่านแอปพลิเคชันไลน์ขอแลกคะแนน ซึ่งกกต. เคยสั่งฟ้องไปแล้ว กรณีนี้มีวัตถุพยานมากกว่า แต่กกต. กลับละเลยวัตถุ พยานหลักกว่านี้ และสามกกต. อ้างคำการกลับคำให้การของพยานคือนายเอกราช ช่างเหลา เพื่อตัดตอนคดีเพื่อเอื้อประโยชน์กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการลงมติของกกต. ก่อนหน้านี้ซึ่งทำให้เราเห็นว่ากกต. จงใจหรือปล่อยปละละเลย ที่ทำให้เกิดการทุจริตการโกงสว. เช่น การออกระเบียบที่เอื้อต่อการทำโพย และการทุจริตได้ อาทิ การให้ใช้หมายเลขเดียวกันทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย นอกจากนี้ ยังมีความบกพร่องในการตรวจสอบคุณสมบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในวันเลือก สว. นี่คือสิ่งที่เราจะร้องเบื้องต้นคือคนที่อยู่ในข่ายทั้งหมด และเป็นหน้าที่ของปปช.ในการตั้งคณะไต่สวนและพิจารณาว่าใครถูกหรือใครผิด อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าสาระสำคัญคือ ป.ป.ช.ควรที่จะเห็นได้เหมือนที่เราเห็นว่าการดำเนินการในลักษณะนี้เป็นการดำเนิน เป็นกระบวนการไม่สามารถพิจารณาเป็นรายเหตุการณ์หรือรายบุคคลได้ หากมองภาพรวมทั้งหมด เอาจิ๊กซอว์ทั้งหมดมาต่อก็จะเห็นช้างทั้งตัว จะเห็นว่ามีพฤติกรรมที่สอบไปในทางทุจริตจริงๆ
.
เมื่อถามว่า ช่องทางการร้องนี้จะล้อไปกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยไหม นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราก็ดำเนินการแยกส่วนกัน จริงๆ มีอีกหนึ่งช่องทางที่ตนอยากแนะนำ หรือว่าสนับสนุนคนที่เป็นผู้เสียหาย ก็คือเป็นผู้สมัคร หรือว่าเป็น สว. สำรอง ในการร้องไปยังศาลโดยตรง ส่วนตนหรือภาคประชาชนใช้ช่องทางนั้นไม่ได้ จึงต้องร้องผ่าน ป.ป.ช. ไป
.
เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล มาเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งหลายคนมองว่าตั้งมาเพื่อดูเรื่องคดีฮั้วสว. หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนของการยื่น ป.ป.ช.นั้น เราร้องกกต.ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ประการแรก เราไม่ทราบว่ากกต. คนไหนลงมติอย่างไร เพราะมีการเปิดเผยเฉพาะตัวเลขมติว่าสั่งฟ้องใคร ข้อหาอะไร เราจึงร้องกกต.ทั้ง 7 คน ส่วน ใครลงมติอย่างไรที่จะเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นขั้นตอนที่ ป.ป.ช. ต้องไปไต่สวนข้อเท็จจริง
.
นายพริษฐ์ ​กล่าวต่อว่า ส่วนประการที่สอง ทีมกฎหมายกำลังดูว่าฐานความผิดที่อาจจะเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น มีฐานความผิดไหนที่เราสามารถร้องในส่วนของอนุกรรมการชุดที่ 36 ได้ด้วยหรือไม่ เพราะตนเข้าใจว่าอย่าง พ.ร.ป.กกต. 2559 พูดไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า เป็นฐานความผิดที่ครอบคลุมไม่ใช่แค่กรรมการ แต่ครอบคลุมอนุคณะกรรมการด้วย และเราก็ทราบดีว่าในอนุฯ ชุดที่ 36 โดยเสียงข้างมาก ซึ่งคาดกันว่าเป็นมติ 5 ต่อ 2 ลงความเห็นว่า กกต. ไม่ควรสั่งฟ้องใครแม้แต่คนเดียว ซึ่ง 1 ใน 5 คนที่เป็นเสียงข้างมากก็คือร.ต.อ.ปิยะ ซึ่งเรามองว่า การเสนอความเห็นว่าไม่ควรมีการสั่งฟ้องใครแม้แต่คนเดียว มันขัดกับทั้งหลักการ หลักกฎหมาย และหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณชน
.
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนความเห็นต่อกรณีของร.ต.อ.ปิยะ ที่ครม.มีมติแต่งตั้งให้เป็นอธิบดีดีเอสไออย่างเป็นทางการนั้น ต้องบอกว่าช่วงเวลานี้หลังกกต. มีมติแต่งตั้งผู้เกี่ยวข้องคดีฮั้วสว.ไปที่ศาล จำนวน 77 คน แม้จะน้อยกว่าจำนวนที่เราคิดว่าควรจะเป็น แต่สิ่งที่ที่จะดำเนินการตอบคือทางดีเอสไอต้องตรวจสอบในส่วนของตัวเองต่อไป ที่ผ่านมาดีเอสไอมีการสืบสวน และให้อัยการสั่งฟ้อง 8 คน เมื่อปลายปีที่แล้วก่อนอัยการจะตีกลับ เนื่องจากเห็นว่าการดำเนินการทำผิดทำเป็นกระบวนการ จึงไม่ควรสั่งฟ้องแค่ 8 คน ควรสอบสวนเพิ่มเติม
.
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า แต่ที่ผ่านมาดีเอสไอระบุว่าจะต้องรอมติกกต. ก่อนว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งกกต. มีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา โดยสั่งฟ้อง 77 คน ก็ชัดเจนแล้วว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น ดังนั้นดีเอสไอจับมีส่วนสำคัญมาก ในการสอบสวนอย่างเข้มข้น อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ เพื่อขยายผลนำตัวผู้กระทำความผิด มารับผิดชอบตามกฎหมาย
.
“ดังนั้น การเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอเมื่อในช่วงเวลานี้ โดยเฉพาะเปลี่ยนมาเป็น ร.ต.อ.ปิยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่ลงมติว่าไม่มีใครมีความผิดแม้แต่คนเดียว จึงทำให้เกิดข้อกังวลว่า เป็นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อพยายามทำให้การทำงานของดีเอสไอเป็นคุณต่อคนในรัฐบาลหรือผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่ นี่จึงเป็นประเด็นที่เราต้องตรวจสอบต่อไป และขอเรียกร้องไม่ให้มีการแทรกแซงในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการนี้ ให้เจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสอบสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา” นายพริษฐ์ กล่าว
.
เมื่อถามว่า พฤติการณ์นี้มองว่าเป็นการแต่งตั้งโดยมิชอบหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในข้อกฎหมายต้องไปดูรายละเอียด แต่ในเชิงความเหมาะสมทางการเมือง ทำให้เกิดคำถามใหญ่คิดว่าการแต่งตั้งครั้งนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามใหญ่ว่าเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นคุณต่อผู้ที่ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่ เพราะประวัติความเป็นมาของร.ต.อ.ปิยะ คือหนึ่งในอนุกรรมการเสียงข้างมากที่เคยลงความเห็นสวนทางกับหลักฐาน สวนทางกับความคิดเห็นของคนในสังคมจำนวนมากว่าการเลือกสว. ไม่มีใครทำผิดแม้แต่คนเดียว จริงๆ ยังเป็นความขัดแย้งกับข้อสรุปของคณะอนุสอบสวนชุดที่ 26 ขัดแย้งกับความเห็นของเลขาธิการ และขัดแย้งแม้กระทั่งความเห็นของกกต. ที่สั่งฟ้อง 77 คน
.
ถามต่อว่า มองอย่างไรกับขณะนี้ที่มีกระแสข่าวว่าดีเอสไอจะมาจบคดีฮั้วส.ว. ในประเด็นฟอกเงินอั้งยี่ซ่องโจร นายพริษฐ์ กล่าวว่า นี่เป็นประเด็นที่เราต้องจับตาใกล้ชิด เพราะหลังกกต. มีมติแล้วดีเอสไอก็ต้องสอบสวนต่อ ยิ่งมติของกกต. ยืนยันว่ามีการกระทำความผิด ทางดีเอสไอก็ยิ่งไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เดินหน้าสอบสวนต่อ ทั้งนี้ในการประชุมกรรมาธิการองค์กรอิสระฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้บรรจุเรื่องนี้ในระเบียบวาระการประชุมในสัปดาห์หน้าเพื่อเชิญผู้แทนกกต. ดีเอสไอ และอัยการ เพื่อสอบถามเพิ่มเติม เราตั้งใจว่าจะตรวจสอบอย่างใกล้ชิดแน่นอน ไม่ให้มีการใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อเป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหาในรัฐบาลในคดีดังกล่าว
.

.
เท้ง โต้ MOA ภาคสอง ประเคน‘กล้าธรรม’เสริมทัพรัฐบาล ชี้ท่าทีไม่ชัดปมยื่นซักฟอก
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10409673
.
เท้ง โต้ MOA ภาคสอง ประเคน‘กล้าธรรม’เสริมทัพรัฐบาล ยันไม่ได้เสียมารยาททางการเมือง เมินภาพ ‘ธรรมนัส’ใส่นาฬิกาหวาน สลักชื่อ ‘อนุทิน’ พริษฐ์แจงท่าทีกล้าธรรม ยื่นซักฟอกไม่ชัดเจน จะโหวตวางใจหรือไม่
.
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 23 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงพรรคประชาชน ปรับพรรคกล้าธรรม (กธ.) ออกจากวิปฝ่ายค้านว่า การทำงานในระบบรัฐสภา ใครที่ไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลย่อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านทั้งหมด
.
สิ่งที่เราคาดหวังคือ การทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ จริงๆ เราอาจจะเห็นการออกมาแสดงความเห็นจากตัวแทนพรรคกล้าธรรมว่า เราดำเนินการไปเลยโดยไม่มีการพูดคุยกันมาก่อน ดูเหมือนเสียมารยาทการเมือง ไม่ได้ให้เกียรติพรรคกล้าธรรมหรือไม่
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ได้ทำแบบนั้น ความจริง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ประสานงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีการอัปเดตกับพรรค และส่งกลับมาที่ตนตลอด และก่อนที่นายพริษฐ์จะโพสต์เฟซบุ๊กออกไป เราพยายามประสานไปยังพรรคกล้าธรรม
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนพรรคกล้าธรรมจะมีช่องว่างการประสานงานที่ทำให้เพื่อนสส.หลายคนอาจไม่สบายใจ อย่างนายอรรถกร ศิริลัทธยากร โฆษกพรรคกล้าธรรม ที่ให้สัมภาษณ์ว่ารับสายจากสส.หลายคนว่าไม่สบายใจ ตนก็ไม่รู้ว่าการประสานภายในพรรคกล้าธรรมเป็นอย่างไร แต่ยืนยันว่า เราอยากเห็นฝ่ายค้านทุกพรรค ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ ในฐานะฝ่ายค้านไม่ใช่รัฐบาล
.
เมื่อถามว่าแบบนี้จะไม่ใช่การถวายเสียง ประเคนใส่พานให้รัฐบาลหรือไม่ เพราะมีการวิจารณ์ว่าเหมือน MOA ภาคสอง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จะดูว่าเสียงฝั่งไหนเพิ่มขึ้น ควรไปถามพรรคกล้าธรรมโดยตรงว่าจะเพิ่มเสียงให้ฝั่งไหน ปัจจัยสำคัญคือการเคารพการทำงานของวิปฝ่ายค้านด้วยกัน
.
สาระสำคัญเป็นแบบที่นายพริษฐ์ได้กล่าวไป เราพูดคุยกันมาตลอดว่าจะลงมติอย่างไรในร่างงบประมาณ แต่พอถึงหน้างานจริง กลับอ้างว่ามีการพูดคุยกันในพรรคกล้าธรรม แล้วเปลี่ยนกันในวันนั้นเลย ตนคิดว่าแบบนี้ไม่ใช่กระบวนการที่ถูกต้อง หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ก็ทำงานลำบาก
.
เมื่อถามถึงนาฬิกาที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม สวมใส่ ซึ่งมีการสลักชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนขออ้างอิงคำให้สัมภาษณ์นายอรรถกร ที่บอกว่าความสัมพันธ์โดยส่วนตัวของ ร.อ.ธรรมนัส และนายอนุทิน ไม่ได้มีอะไรขัดแย้งกัน เป็นความสัมพันธ์ที่เดินหน้าด้วยดีมตลอด ความสัมพันธ์ส่วนตัวจะเป็นอย่างไร การทำหน้าที่ในสภาฯเป็นตัวชี้วัดมากกว่าว่า คุณทำหน้าที่สส.ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล
.
ด้านนายพริษฐ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ได้เติมเสียงรัฐบาล เราพยายามปรับองค์ประกอบของวิปฝ่ายค้าน เพื่อให้เกิดความชัดเจน ซึ่งหลังพรรคกล้าธรรมลงมติร่าง(พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ขัดต่อมติวิปฝ่ายค้าน ประกอบกับท่าทีที่ไม่ชัดเจนของพรรคกล้าธรรมที่จะร่วมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ จึงเป็นเหตุให้ตนหารือกับตัวแทนพรรคกล้าธรรม และนำมาสู่ข้อสรุปการปรับสัดส่วนวิปฝ่ายค้าน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่