เมื่อร้านค้าเงียบ บัตรคอนเสิร์ตขายไม่หมด ธุรกิจไทยหลายแห่ง กำลังกลายเป็น “บริษัทผีดิบ” .

เมื่อร้านค้าเงียบ บัตรคอนเสิร์ตขายไม่หมด  ธุรกิจไทยหลายแห่ง กำลังกลายเป็น “บริษัทผีดิบ”
.
“ช่วงนี้คนไม่ค่อยใช้เงิน”
.
ประโยคนี้ดังขึ้นเรื่อย ๆ จากร้านอาหาร ร้านค้าออนไลน์ เจ้าของกิจการรายย่อย ไปจนถึงผู้ประกอบการที่เคยผ่านทั้งโควิดและวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้วหลายรอบ
.
บางร้านบอกว่ายอดขายลด บางร้านยอมลดกำไรเพื่อรักษาลูกค้า ขณะที่บางแห่งตัดสินใจปิดกิจการ เพราะยิ่งเปิดต่อก็ยิ่งแบกต้นทุน
.
ความเงียบไม่ได้อยู่เฉพาะหน้าร้าน ในวงการบันเทิง ศิลปินและผู้จัดคอนเสิร์ตบางรายเผชิญโจทย์ขายบัตรไม่หมด ต้องเร่งปรับแผน ปรับขนาดงานให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ ซึ่งแน่นอนว่า บัตรคอนเสิร์ตขายไม่หมดอาจเกิดได้จากหลายเหตุผล ไม่อาจเหมารวมว่าเกิดจากเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
.
แต่เมื่อความรู้สึกว่า “ขายของยากขึ้น” เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายวงการ คำถามจึงตามมาว่า คนไทยคิดกันไปเอง หรือเศรษฐกิจข้างในกำลังมีปัญหาจริง
.
เปิดคำตอบจากข้อมูลล่าสุดของ SCB EIC คือ เศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังขยายตัว แต่การเติบโตลงไปไม่ถึงทุกคน บริษัทขนาดใหญ่บางกลุ่มยังมีรายได้ และกำไรเพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจรายเล็กจำนวนมากกำลังต่อสู้กับรายได้ที่ชะลอ ต้นทุนที่สูง และกำไรที่ไม่ฟื้นตามยอดขาย
.
บางแห่งยังเปิดไฟ ทำงาน และจ่ายเงินเดือนตามปกติ ทว่ากำไรจากธุรกิจไม่พอจ่ายดอกเบี้ยติดต่อกันหลายปี ซึ่งเราเรียกกิจการกลุ่มนี้ว่า “บริษัทผีดิบ” (Zombie firm)

[ บริษัทผีดิบ 11.6% ของธุรกิจไทย ]

นิยาม “บริษัทผีดิบ” ของ SCB EIC หมายถึง บริษัทที่เปิดดำเนินการมาแล้วมากกว่า 3 ปี และมีอัตราความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย หรือ Interest Coverage Ratio ต่ำกว่า 1 ติดต่อกันอย่างน้อย 2 รอบบัญชี
.
แปลให้ตรงที่สุดคือ รายได้จากการดำเนินงานไม่เพียงพอจ่ายดอกเบี้ย แม้บริษัทอาจยังไม่ล้มละลายและยังไม่ปิดตัว แต่แทบไม่มีแรงเหลือสำหรับลงทุน พัฒนาสินค้า ขึ้นเงินเดือน หรือขยายกิจการ เงินที่หาได้จำนวนมากต้องนำไปหมุนหนี้และประคองสถานะของบริษัท
.
ข้อมูลปี 2568 ระบุว่า บริษัทผีดิบมีสัดส่วนประมาณ 11.6% ของธุรกิจไทยทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 11.4% ในปี 2567 ระดับดังกล่าวยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงโควิด โดยเวลานั้นบริษัทผีดิบมีสัดส่วนถึง 15.1% แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ หลังลดลงต่อเนื่องจากวิกฤต ตัวเลขเริ่มหันกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
.
ในกลุ่ม SME สัญญาณยิ่งชัด สัดส่วนบริษัทผีดิบเพิ่มจาก 12.1% เป็น 12.3% ระหว่างปี 2567–2568 สูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่อยู่เกือบ 3 เท่า
.
ตัวเลขดังกล่าวอธิบายความรู้สึกของผู้ประกอบการได้ส่วนหนึ่ง เพราะกิจการจำนวนไม่น้อยยังมีชื่ออยู่ในระบบ แต่สภาพจริงแทบไม่มีพื้นที่ให้เติบโตแล้ว

[ อสังหาฯ โรงแรม ร้านอาหาร อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ]

เมื่อแยกตามประเภทธุรกิจ SCB EIC พบว่า กลุ่มที่มีสัดส่วนบริษัทผีดิบสูง ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย โรงแรมและที่พัก ร้านอาหาร สุขภาพ โทรคมนาคม และธุรกิจยาง หนักที่สุดคือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งมีสัดส่วนบริษัทผีดิบประมาณ 30% สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งระบบมากกว่า 2 เท่า
.
ภาวะดังกล่าวปรากฏให้เห็นผ่านข่าวธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา ทั้งโครงการที่ชะลอการพัฒนา การเร่งระบายสต็อก ลดราคา ขายสินทรัพย์ และเจรจาปรับโครงสร้างหนี้
.
เดือนพฤษภาคม 2569 พนักงานบริษัทอสังหาริมทรัพย์กว่า 350 คนเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการแรงงาน หลังถูกค้างจ่ายค่าจ้างนานหลายเดือน ขณะที่บริษัทดัง ชี้แจงว่าอยู่ระหว่างเร่งขายสินทรัพย์เพื่อนำเงินมาจ่ายเงินเดือนพนักงาน เหตุการณ์นี้ทำให้ปัญหาสภาพคล่องที่เคยปรากฏอยู่ในงบการเงินกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวของคนทำงานทันที
.
ภาคการผลิตก็มีสัญญาณในลักษณะเดียวกัน ทั้งการลดกะ ลดโอที เลิกจ้าง และปิดกิจการ หนึ่งในกรณีที่เป็นข่าวคือโรงงานพลาสติกซึ่งเปิดดำเนินงานมาราว 40 ปี แต่ตัดสินใจยุติกิจการหลังแบกรับต้นทุนต่อไม่ไหว
.
กรณีเหล่านี้ไม่สามารถใช้แทนภาพของทั้งอุตสาหกรรมได้ แต่สะท้อนว่าแรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะร้านเล็กหรือธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น บริษัทขนาดใหญ่บางรายก็เริ่มเผชิญปัญหาสภาพคล่องจนกระทบพนักงานและเจ้าหนี้เช่นกัน

[ บริษัทใหญ่ฟื้น ส่วน SME ยังติดหล่ม ]

ข้อมูลของ SCB EIC ยังชี้เห็นว่า เมื่อนำรายได้และอัตรากำไรปี 2568 มาเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยช่วงปี 2565-2567 พบช่องว่างระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับ SME ชัดเจน บริษัทขนาดใหญ่ในหลายอุตสาหกรรมมีทั้งรายได้และกำไรฟื้นตัว เช่น

* โรงแรมและที่พัก
* โทรคมนาคม
* โรงกลั่นน้ำมัน
* สุขภาพ
* ขนส่ง
* ยานยนต์และชิ้นส่วน

บริษัทเหล่านี้มีเงินทุน เทคโนโลยี เครือข่ายคู่ค้า และฐานลูกค้าขนาดใหญ่ จึงรับมือกับต้นทุนและการแข่งขันได้ดีกว่า อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับแรงขับเคลื่อนที่กำลังเติบโต เช่น การลงทุน เทคโนโลยี ตลาดต่างประเทศ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล พลังงานสีเขียว และรถยนต์ไฟฟ้า
.
แต่ฝั่ง SME กลับเป็นอีกภาพหนึ่ง หลายอุตสาหกรรมมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่กำไรลดลง หมายความว่า “ขายได้มากขึ้น แต่เหลือเงินน้อยลง” เพราะต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ดอกเบี้ย และการแข่งขันด้านราคาดึงเงินออกไปเกือบหมด SME ในกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน
.
เคมีภัณฑ์ การผลิตพืชผล รวมถึงคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ในภาวะนี้ ขณะที่ค้าส่งและค้าปลีก อาหาร และอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย เผชิญแรงกดดันทั้งด้านรายได้และกำไร
.
ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และสุขภาพของ SME เริ่มเห็นกำไรดีขึ้นบ้าง แต่รายได้ยังไม่ฟื้นเต็มที่ จึงยังห่างจากคำว่ากลับมาแข็งแรง นี่คือเหตุผลที่ตัวเลขเศรษฐกิจระดับประเทศอาจขยายตัว
.
ขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนมากกลับรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ทั้งสองเรื่องเกิดขึ้นพร้อมกันได้ เพราะรายได้ใหม่กระจุกอยู่ในธุรกิจบางกลุ่ม ส่วนร้านค้าและกิจการขนาดเล็กยังต้องแบ่งกำลังซื้อก้อนเดิมท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

[ 8 เดือน ธุรกิจเลิกกิจการกว่า 11,000 ราย ]

ทั้งนี้ หากบริษัทผีดิบคือกิจการที่ยังประคองตัวอยู่ ข้อมูลการจดทะเบียนเลิกกิจการของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็สะท้อนอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจที่ตัดสินใจออกจากตลาดไปแล้ว พบว่าช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 มีนิติบุคคลจดทะเบียนเลิกกิจการ 11,420 ราย เพิ่มขึ้นจาก 9,729 ราย ในช่วงเดียวกันของปี 2568 จำนวน 1,691 ราย หรือเพิ่มขึ้น 17.38%
.
ทุนจดทะเบียนของกิจการที่เลิกเพิ่มขึ้นแรงกว่าจำนวนบริษัท จาก 63,033 ล้านบาท เป็น 112,668 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49,635 ล้านบาท หรือ 78.74%
.
ตัวเลขดังกล่าวส่งสัญญาณว่า กิจการที่เลิกไม่ได้เพิ่มขึ้นเฉพาะรายย่อย กิจการที่มีทุนจดทะเบียนสูงขึ้นก็ออกจากตลาดมากขึ้นเช่นกัน

[ เศรษฐกิจแบบ K-shaped บางคนขึ้น บางคนลง ]

SCB EIC อธิบายภาพของเศรษฐกิจไทย ณ เวลานี้ ว่าเป็นการฟื้นตัวแบบ K-shaped แขนด้านบนของตัว K คือบริษัทขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่เชื่อมกับการลงทุน เทคโนโลยี และตลาดต่างประเทศ ธุรกิจเหล่านี้ยังมีโอกาสเพิ่มรายได้และรักษากำไร
.
แขนด้านล่างคือ SME กิจการที่พึ่งพาการบริโภคในประเทศ แรงงานอิสระ และครัวเรือนที่รายได้ฟื้นช้า หลายรายมีรายได้ แต่ไม่มีเงินเหลือ หลายคนมีงาน แต่มีชั่วโมงทำงานและกำลังซื้อน้อยลง เมื่อรายได้ครัวเรือนฟื้นช้า ผู้บริโภคจะเริ่มเลือกใช้เงินกับสิ่งจำเป็นมากขึ้น ร้านค้า ร้านอาหาร สินค้าฟุ่มเฟือย และความบันเทิงจึงแข่งขันกันหนักขึ้นเพื่อแย่งกำลังซื้อก้อนเดิม
.
ร้านค้าที่บอกว่าลูกค้าหาย จึงไม่ได้คิดไปเองเสียทั้งหมด ศิลปินที่เห็นที่นั่งว่างในคอนเสิร์ตอาจกำลังเผชิญทั้งการแข่งขันในวงการและกระเป๋าเงินของผู้ชมที่บางลง ส่วนเจ้าของ SME ซึ่งมียอดขายแต่กำไรไม่เหลือ
.
กำลังยืนอยู่ใกล้เส้นแบ่งระหว่าง “กิจการที่ยังไปต่อได้” กับ “บริษัทผีดิบ” ธุรกิจเหล่านี้ ต้องลดค่าใช้จ่าย เลื่อนการลงทุน งดรับคน ชะลอจ่ายเจ้าหนี้ หรือยอมขายในราคาที่กำไรบางลง เพื่อซื้อเวลาให้ตัวเองอยู่ต่อ
.
หากเศรษฐกิจและกำลังซื้อฟื้น บริษัทบางแห่งอาจกลับมาได้ แต่หากรายได้ยังโตช้า ต้นทุนไม่ลด และการเข้าถึงเงินทุนยากขึ้น บริษัทผีดิบบางส่วนอาจกลายเป็นกิจการที่ต้องปรับโครงสร้างหนี้ ขายทรัพย์สิน ปลดพนักงาน หรือออกจากตลาดในที่สุดนั่นเอง.


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่