ถนนในเทศบาลเมืองแกลดแซ็กซ์ ประเทศเดนมาร์ก ได้เปลี่ยนมาติดตั้งไฟถนนเป็น “แสงสีแดง” แทนหลอดไฟแอลอีดีแสงสีขาวแบบเดิม เพื่อลดผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสัตว์กลางคืน โดยเฉพาะฝูงค้างคาวที่อาศัยอยู่บริเวณต้นไม้ริมถนน นับเป็นแห่งแรกในเดนมาร์กที่นำระบบส่องสว่างสีแดงมาติดตั้งอย่างเป็นทางการ
.
ไฟสีแดง ถูกติดตั้งบนถนนเฟรเดอริกสบอร์กเวจและทางจักรยานซูเปอร์ไฮเวย์ฟารุม เป็นระยะทางประมาณ 700 เมตร โดยการออกแบบใช้เสาไฟกันชนความสูง 1 เมตร จำนวน 30 ต้น วางห่างกันทุก ๆ 30 เมตร เพื่อสร้างช่องว่างมืดสลับแสงไฟ ช่วยให้ค้างคาวข้ามฝั่งได้โดยไม่ต้องเจอกับแสงไฟจ้า พร้อมติดตั้งเสาไฟสูง 3.5 เมตร อีก 12 ต้น บริเวณจุดข้ามถนนเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ทาง
.
“แสงไฟสีขาว” สร้างความรบกวนต่อสัตว์กลางคืนอย่างหนัก เช่น ทำให้ผึ้งเกิดภาวะเจ็ตแล็ก กบสูญเสียความต้องการทางเพศ และทำให้ค้างคาวมองไม่เห็นจนล่าเหยื่อลำบาก ในทางกลับกัน แสงสีแดงที่มีความยาวคลื่นยาวกว่า จะไม่บดบังการมองเห็นยามค่ำคืนของค้างคาว ทำให้พวกมันบินหาอาหารได้ตามปรกติ โดยงานวิจัยจากสถาบันนิเวศวิทยาแห่งเนเธอร์แลนด์ พบว่า ภายใต้แสงสีแดง ค้างคาวสามารถทำกิจกรรมตามปรกติไม่ต่างจากในความมืด
.
“ค้างคาว” ถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่สำคัญต่อระบบนิเวศ ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมแมลงศัตรูพืชตามธรรมชาติ โดยในแต่ละคืน ค้างคาวกินแมลงเป็นอาหารมากถึงครึ่งหนึ่งของน้ำหนักตัวทุกคืน หากค้างคาวไม่สามารถล่าแมลงได้ เกษตรกรอาจต้องใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชมากขึ้น ซึ่งสารพิษดังกล่าวเสี่ยงสะสมและส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์
.
เมืองต่าง ๆ ในเดนมาร์กเริ่มใช้หันมาใช้แนวคิดนี้แล้ว เช่น โอเดนเซ เมืองใหญ่ที่สุดอันดับสามของเดนมาร์ก ได้ติดตั้งไฟที่เป็นมิตรต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ให้แสงสีส้มแดงที่นุ่มนวลขึ้นเมื่อคืนมืดลง เพื่อให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิตของสัตว์ป่า
.
เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ในยุโรป เช่น เมืองไซด์ฮุก-เนียฟคอป ในเนเธอร์แลนด์, เมืองวูสเตอร์เชียร์ ในสหราชอาณาจักร รวมถึงฝรั่งเศส เยอรมนี และเบลเยียม หันมาติดตั้งไฟถนนสีแดงเช่นกัน
.
🌸🌸🌸ตามอุทยานต่างๆ ก็น่าจะเปลี่ยนสีหลอดไน่าฟเป็นสีแดง น่าจะดีต่อสัตว์ป่า
อ่านต่อ:
https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1252435
‘เดนมาร์ก’ เปลี่ยนไฟถนนเป็น ‘สีแดง’ ลดมลภาวะทางแสง ช่วยชีวิตสัตว์กลางคืน ไม่กระทบความปลอดภัยของมนุษย์
.
ไฟสีแดง ถูกติดตั้งบนถนนเฟรเดอริกสบอร์กเวจและทางจักรยานซูเปอร์ไฮเวย์ฟารุม เป็นระยะทางประมาณ 700 เมตร โดยการออกแบบใช้เสาไฟกันชนความสูง 1 เมตร จำนวน 30 ต้น วางห่างกันทุก ๆ 30 เมตร เพื่อสร้างช่องว่างมืดสลับแสงไฟ ช่วยให้ค้างคาวข้ามฝั่งได้โดยไม่ต้องเจอกับแสงไฟจ้า พร้อมติดตั้งเสาไฟสูง 3.5 เมตร อีก 12 ต้น บริเวณจุดข้ามถนนเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ทาง
.
“แสงไฟสีขาว” สร้างความรบกวนต่อสัตว์กลางคืนอย่างหนัก เช่น ทำให้ผึ้งเกิดภาวะเจ็ตแล็ก กบสูญเสียความต้องการทางเพศ และทำให้ค้างคาวมองไม่เห็นจนล่าเหยื่อลำบาก ในทางกลับกัน แสงสีแดงที่มีความยาวคลื่นยาวกว่า จะไม่บดบังการมองเห็นยามค่ำคืนของค้างคาว ทำให้พวกมันบินหาอาหารได้ตามปรกติ โดยงานวิจัยจากสถาบันนิเวศวิทยาแห่งเนเธอร์แลนด์ พบว่า ภายใต้แสงสีแดง ค้างคาวสามารถทำกิจกรรมตามปรกติไม่ต่างจากในความมืด
.
“ค้างคาว” ถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่สำคัญต่อระบบนิเวศ ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมแมลงศัตรูพืชตามธรรมชาติ โดยในแต่ละคืน ค้างคาวกินแมลงเป็นอาหารมากถึงครึ่งหนึ่งของน้ำหนักตัวทุกคืน หากค้างคาวไม่สามารถล่าแมลงได้ เกษตรกรอาจต้องใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชมากขึ้น ซึ่งสารพิษดังกล่าวเสี่ยงสะสมและส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์
.
เมืองต่าง ๆ ในเดนมาร์กเริ่มใช้หันมาใช้แนวคิดนี้แล้ว เช่น โอเดนเซ เมืองใหญ่ที่สุดอันดับสามของเดนมาร์ก ได้ติดตั้งไฟที่เป็นมิตรต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ให้แสงสีส้มแดงที่นุ่มนวลขึ้นเมื่อคืนมืดลง เพื่อให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิตของสัตว์ป่า
.
เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ในยุโรป เช่น เมืองไซด์ฮุก-เนียฟคอป ในเนเธอร์แลนด์, เมืองวูสเตอร์เชียร์ ในสหราชอาณาจักร รวมถึงฝรั่งเศส เยอรมนี และเบลเยียม หันมาติดตั้งไฟถนนสีแดงเช่นกัน
.
🌸🌸🌸ตามอุทยานต่างๆ ก็น่าจะเปลี่ยนสีหลอดไน่าฟเป็นสีแดง น่าจะดีต่อสัตว์ป่า
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1252435