‘สมชัย’ ยก 3 คดีโต้ช่องทางเอาผิด กกต. ไม่ได้มีแค่ ป.ป.ช. จี้คดี ‘ตู้แช่ไวน์’ 3 ปียังไต่สวน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5894727
.

.
‘สมชัย’ ยก 3 คดีโต้ช่องทางเอาผิด กกต. ไม่ได้มีแค่ ป.ป.ช. จี้คดี ‘ตู้แช่ไวน์’ 3 ปียังไต่สวน
.
เมื่อวันที่ 18 กันยายน นาย
สมชัย ศรีสุทธิยากร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก
“ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” กล่าวถึงช่องทางการดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า มีผู้พิพากษาอาวุโสท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า หากจะดำเนินการกับ กกต. ต้องยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามมาตรา 234 และ 235 ของรัฐธรรมนูญเพียงช่องทางเดียว
.
อย่างไรก็ตาม นาย
สมชัยแสดงความเห็นว่า ยังมีกฎหมายอื่นที่สามารถใช้เป็นช่องทางดำเนินการได้ พร้อมยกตัวอย่างอย่างน้อย 3 กรณีที่มีการยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
.
กรณีแรก วันที่ 3 กันยายน 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งรับคำร้องเป็นคดีดำที่ ลต.สว.9/2569 กรณีผู้สมัคร สว.ผิดกลุ่มที่จังหวัดอำนาจเจริญ และ กกต.มีคำวินิจฉัยว่าสามารถสมัครได้ โดยศาลนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 27 ตุลาคม 2569
.
กรณีที่ 2 วันที่ 9 กันยายน 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งรับคำร้องเป็นคดีดำที่ ลต.สว.10/2569 โดยนายสมชัยระบุว่า ใช้ฐานการร้องตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กรณีขอให้เพิกถอนและสั่งให้ สว.อำนาจเจริญ 2 รายพ้นจากตำแหน่ง ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 27 ตุลาคม 2569
.
ส่วนกรณีที่ 3 วันที่ 16 กันยายน 2569 กลุ่ม สว.สำรอง ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อคัดค้านคำวินิจฉัยและมติของ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยใช้ฐานการร้องตามมาตรา 44 และระบุความผิดตามมาตรา 32 และ 62 ซึ่งนายสมชัยระบุว่า ศาลรับเรื่องทางธุรการแล้ว
.
นาย
สมชัยทิ้งท้ายโพสต์แรกว่า “
เผอิญท่านที่ไปฟ้องทั้งหลายท่านอ่านกฎหมายหลายฉบับ ไม่ได้อ่านรัฐธรรมนูญแค่ 2 มาตรา” พร้อมระบุว่าจะกล่าวต่อถึงผลของการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.
.
ต่อมา นาย
สมชัยโพสต์อีกครั้ง ตั้งคำถามถึงความรวดเร็วและความคืบหน้าในการส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.วินิจฉัยความผิดของ กกต. โดยยกกรณีของนาย
ฐิติเชฏฐ์ นุชนารถ กกต. ซึ่งนาย
สมชัยระบุว่ามีเรื่องถูกร้องต่อ ป.ป.ช.อย่างน้อย 2 สำนวน
.
นาย
สมชัยยกกรณีแรก ซึ่งเรียกว่า “
คดีตู้แช่ไวน์” โดยระบุว่า สืบเนื่องจากการให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งมีผู้สังเกตเห็นตู้แช่ไวน์ภายในห้องทำงาน ต่อมา นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ทำหนังสือร้องต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 ให้ตรวจสอบ
.
นาย
สมชัยระบุว่า สตง.ใช้เวลาตรวจสอบเกือบ 2 ปี ก่อนมีคำตอบเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 ว่า ตู้แช่ไวน์เป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล ไม่ได้ลงทะเบียนเป็นครุภัณฑ์ของราชการ และส่งเรื่องต่อให้ ป.ป.ช.พิจารณาประเด็นจริยธรรมตามมาตรา 234 ของรัฐธรรมนูญ
.
นาย
สมชัยระบุอีกว่า นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2566 ถึงเดือนกันยายน 2569 เป็นเวลากว่า 3 ปี เรื่องดังกล่าวยังอยู่ในขั้นไต่สวนของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. และยังไม่มีการเสนอเข้าสู่คณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณาตัดสิน พร้อมตั้งคำถามว่า “
งามหน้าไหม ปปช.”
.
พร้อมระบุว่า ในโพสต์ตอนต่อไปจะกล่าวถึงกรณีที่นาย
สมชัยเรียกว่า “
คดี กกต.ติดสินบน 300,000 บาท” ซึ่งระบุว่าใช้เวลากว่า 3 ปีและยังไม่มีความคืบหน้า
.
https://www.facebook.com/somchaivision/posts/1659065299119415
.
.
โรม เล็งหารือฝ่ายค้าน ยื่นซักฟอกรายบุคคลหรือทั้งคณะ รอถามจุดยืนกล้าธรรม ดักคอรบ.อย่าเตะตัดขา
https://www.matichon.co.th/politics/news_5894776
.
“โรม” ลั่น รัฐบาลเจอแน่ “ซักฟอก” แบบลงมติ มีกรอบเวลาในใจแล้ว แฉ มีวิชามารเตะตัดขาฝ่ายค้านแล้ว จี้ ”โสภณ” วางตัวเป็นกลาง รอคุย “กล้าธรรม” นอกรอบเหตุมีแนวทางพิเศษที่แตกต่างกัน ขณะที่ปชป.ไม่มีปัญหา
.
เมื่อวันที่ 18 กันยายน นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ก่อนสิ้นสุดสมัยประชุมสภานี้ ในวันที่ 22 ธันวาคม ว่า ขณะนี้ยังอยู่ช่วงการรวบรวมข้อเท็จจริง ซึ่งมีรายละเอียดและหลายเรื่องมาก แต่จะต้องรวบรวมข้อเท็จจริงให้นิ่ง จึงอยู่ระหว่างการสรุปว่าจะเป็นการอภิปรายรัฐมนตรีรายบุคคล หรือจะเป็นทั้งคณะ ก่อนการพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อกำหนดแนวทางการอภิปราย และจะอภิปรายรัฐมนตรีคนใดบ้าง
.
เมื่อถามว่าการพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน จะพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกล้าธรรมพร้อมกันเลยหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวยอมรับว่า ในส่วนพรรคกล้าธรรม คงอาจต้องพูดคุยกันว่า พรรคกล้าธรรมจะมีจุดยืนอย่างไร เพราะในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ในวาระที่ 3 พรรคกล้าธรรมก็มีแนวทางพิเศษแตกต่างกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น แต่พรรคประชาธิปัตย์นั้นจะมีการพูดคุยกันอย่างแน่นอน เพราะพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งไม่มีปัญหาใด และจะมีการพูดคุยในการทำหน้าที่ร่วมกันหลังจากนี้ ส่วนพรรคเล็กอื่นๆ จะมีการพิจารณาอีกครั้งเช่นเดียวกัน และอาจมีชุดทำงานชุดเล็ก เพื่อให้การเตรียมการสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
.
ส่วนเอกภาพของฝ่ายค้านในขณะนี้ กังวลจะมีความลับในการซักฟอกรัฐบาล หรือข้อสอบรั่ว ข้อสอบหลุดหรือไม่นั้น นายรังสิมันต์กล่าวว่า เชื่อว่าข้อสอบจะรั่ว หรือข้อสอบจะหลุด ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ทั้งหมด เพราะแต่ละพรรคการเมืองจะอภิปรายรัฐมนตรีบุคคลใด ฝ่ายค้านไม่ได้เข้าไปลงลึกตรวจสอบแต่ละพรรค และแต่ละพรรค จะมีโควต้าเวลาการอภิปรายตามความเหมาะสมของจำนวน ส.ส. และการจัดสรรเวลา แต่หากจะมีบุคคลที่ทำให้ข้อสอบรั่ว เช่น ญัตติ อาจจะต้องรอดูในอนาคต แต่ตนคิดว่าเอกภาพของฝ่ายค้านอาจจะต่างจากเอกภาพรัฐบาล เพราะฝ่ายค้านมีความหลากหลาย และเน้นประสิทธิภาพการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน
.
เมื่อถามว่า มองว่าการอภิปรายของฝ่ายค้านจะมีอุปสรรคหรือไม่ เช่น ข้ออ้างจากฝ่ายรัฐบาล ที่บางประเด็นปัญหาก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบขององค์กรอิสระแล้ว เช่น การฮั้ว ส.ว. การทุจริตสอบท้องถิ่น และบางเรื่องยังคาบเกี่ยวรัฐบาลก่อน ที่รัฐบาลหลายๆ ชุดมักจะอ้างไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า มั่นใจว่าเจออุปสรรคแน่ๆ และฝ่ายค้านจะต้องเตรียมพร้อมให้ดี เพราะทราบว่าขณะนี้ได้มีการสั่งการให้ข้าราชการฝ่ายประจำเตรียมหาเหตุผลทำให้การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเรื่องนี้ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร น่าจะตอบได้ดีที่สุดว่าตกลงแล้วมีการวางแผนใดๆ หรือไม่
.
“ผมขอยืนยันว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายค้านได้ดำเนินการกันมาหลายครั้งแล้ว ฉะนั้น จึงไม่มีเหตุผลจะต้องเตะตัดขา หรือเปลี่ยนแปลง จึงหวังว่าประธานสภาจะทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง หรือหากฝ่ายค้านอภิปรายแล้วจะต้องออกมาปกป้องนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือออกมาปกป้องแกนนำรัฐบาล ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เป็นกลาง ยืนยันว่าฝ่ายค้านมีประสบการณ์ในการทำงาน โดยเฉพาะการตรวจสอบ ฉะนั้นในแง่กระบวนการและขั้นตอน ผมทราบดีว่าจะต้องทำอย่างไร แต่ก็กังวลว่าจะเกิดวิชาสารพัดวิชา เพื่อทำให้งานของฝ่ายค้านมีอุปสรรค” นายรังสิมันต์ กล่าว
.
เมื่อถามว่าฝ่ายค้านได้สัญญาณใดที่จะมีวิชามาร หรือความพยายามเตะตัดขาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนเป็น ส.ส.ในสภา เรื่องนี้ดูไม่ยาก และเท่าที่ทราบขบวนการเหล่านี้ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว
.
ส่วนฝ่ายค้านจะใช้กลไกการอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 หรือการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 นั้น นายรังสิมันต์กล่าวว่า ฝ่ายค้านจะใช้กลไกการอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 แน่ๆ แต่สำหรับการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 จะต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง ขอย้ำว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลจะเกิดขึ้นทันสมัยประชุมสภานี้แน่นอน
.
ต่อมาถามว่าโอกาสที่ฝ่ายค้านจะใช้กลไกทั้งการลงมติ และการอภิปรายทั่วไป พร้อมกัน ทั้ง 2 กลไกในสมัยประชุมนี้หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า มีโอกาสเป็นไปได้ทั้งหมด ฝ่ายค้านไม่อยากคิดทุกเรื่องพร้อมกัน แต่จะพิจารณาเป็นเรื่องๆ และรอฟังการชี้แจงของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งฝ่ายค้านจะไม่จบเฉพาะการอภิปรายแน่นอน แต่จะมีการโรยเกลือดำเนินการต่อ และมั่นใจในเนื้อหาการอภิปราย หวังว่าสภาจะสนับสนุนบทบาทของฝ่ายค้าน
.
“หากพูดถึงจำนวนเสียงของฝ่ายค้าน แน่นอนว่าไม่สามารถสู้เสียงข้างมากของรัฐบาลได้ แต่ผมขอให้ตระหนักว่า สิ่งที่ฝ่ายค้านอภิปราย เป็นประโยชน์ของบ้านเมือง หากปล่อยให้ทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม ก็จะเกิดคำถามว่า บ้านเมืองจะไหวจริงๆ หรือ ในสถานการณ์แบบนี้ จึงอยากสื่อสารว่า หากต้องการจะเป็นนักการเมือง ทำเพื่อบ้านเพื่อเมืองจริงๆ ยังไม่ต้องกล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่สถานการณ์วันนี้จะไหวจริงๆ หรือ แค่มโนธรรมสำนึกแต่ละคนจะไหวจริงๆ หรือ” นายรังสิมันต์ กล่าว
.
ส่วนช่วงเวลาการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเบื้องต้นนั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เบื้องต้นมีกรอบตัวเลขเวลาการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในใจแล้ว แต่จะต้องรอการสรุป และไปรับฟังกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอีกครั้ง เพื่อให้เกิดช่วงเวลาที่เหมาะสม
.
.
ทวี จี้กกต.ฟัน 2 สว.หลังรับได้ตำแหน่ง เพราะโพยฮั้ว ชี้กันเป็นพยาน แต่กันความจริงไม่ได้
https://www.matichon.co.th/politics/news_5894830
.
ทวี จี้กกต.ฟัน 2 สว.หลังรับได้ตำแหน่ง เพราะโพยฮั้ว ชี้กันเป็นพยาน แต่กันความจริงไม่ได้
.
วันที่ 18 กันยายน พ.ต.อ.
ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
มติ กกต. ต้องไม่ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ “มติจบ แต่เรื่องยังไม่จบ”
.
กันผู้มีส่วนร่วมกระทำความผิดไว้เป็นพยานในคดีอาญาได้ แต่กันออกจากอำนาจศาลฎีกาไม่ได้
.
ภายหลัง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ให้ยกข้อกล่าวหาในคดีที่เรียกว่า “คดีฮั้ว สว.” แม้มติของ กกต. จะจบ แต่เรื่องยังไม่จบ
โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่หนึ่ง “กรรมการบริหารพรรค ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทำการโดยวิธีใด ๆ เพื่อช่วยให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทำให้ผู้สมัครรายใดไม่ได้รับเลือก”
.
และข้อกล่าวหาที่สอง “ผู้สมัครซึ่งต่อมาได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ยินยอมให้บุคคลทางการเมืองดังกล่าวช่วยเหลือเพื่อให้ตนได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา” กกต. มีมติยกข้อกล่าวหาทั้งหมด
.
จึงเกิดคำถามสำคัญว่า มติดังกล่าวธำรงไว้ซึ่งความสูงสุดของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขอยกตัวอย่างสำคัญคือกรณีที่ กกต. มีมติกันสมาชิกวุฒิสภา 2 คน ได้แก่ พยานรหัส 21/26 และพยานรหัส 22/26 ไว้เป็นพยาน
JJNY : ‘สมชัย’ยก 3 คดีโต้ช่องทางเอาผิดกกต.│โรมเล็งหารือยื่นซักฟอก│ทวีจี้กกต.ฟัน 2 สว.│แกนนำปชน.ลุยช่วยเดชรัตหาเสียงอบจ.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5894727
.
.
‘สมชัย’ ยก 3 คดีโต้ช่องทางเอาผิด กกต. ไม่ได้มีแค่ ป.ป.ช. จี้คดี ‘ตู้แช่ไวน์’ 3 ปียังไต่สวน
.
เมื่อวันที่ 18 กันยายน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” กล่าวถึงช่องทางการดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า มีผู้พิพากษาอาวุโสท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า หากจะดำเนินการกับ กกต. ต้องยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามมาตรา 234 และ 235 ของรัฐธรรมนูญเพียงช่องทางเดียว
.
อย่างไรก็ตาม นายสมชัยแสดงความเห็นว่า ยังมีกฎหมายอื่นที่สามารถใช้เป็นช่องทางดำเนินการได้ พร้อมยกตัวอย่างอย่างน้อย 3 กรณีที่มีการยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
.
กรณีแรก วันที่ 3 กันยายน 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งรับคำร้องเป็นคดีดำที่ ลต.สว.9/2569 กรณีผู้สมัคร สว.ผิดกลุ่มที่จังหวัดอำนาจเจริญ และ กกต.มีคำวินิจฉัยว่าสามารถสมัครได้ โดยศาลนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 27 ตุลาคม 2569
.
กรณีที่ 2 วันที่ 9 กันยายน 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งรับคำร้องเป็นคดีดำที่ ลต.สว.10/2569 โดยนายสมชัยระบุว่า ใช้ฐานการร้องตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กรณีขอให้เพิกถอนและสั่งให้ สว.อำนาจเจริญ 2 รายพ้นจากตำแหน่ง ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 27 ตุลาคม 2569
.
ส่วนกรณีที่ 3 วันที่ 16 กันยายน 2569 กลุ่ม สว.สำรอง ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อคัดค้านคำวินิจฉัยและมติของ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยใช้ฐานการร้องตามมาตรา 44 และระบุความผิดตามมาตรา 32 และ 62 ซึ่งนายสมชัยระบุว่า ศาลรับเรื่องทางธุรการแล้ว
.
นายสมชัยทิ้งท้ายโพสต์แรกว่า “เผอิญท่านที่ไปฟ้องทั้งหลายท่านอ่านกฎหมายหลายฉบับ ไม่ได้อ่านรัฐธรรมนูญแค่ 2 มาตรา” พร้อมระบุว่าจะกล่าวต่อถึงผลของการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.
.
ต่อมา นายสมชัยโพสต์อีกครั้ง ตั้งคำถามถึงความรวดเร็วและความคืบหน้าในการส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.วินิจฉัยความผิดของ กกต. โดยยกกรณีของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนารถ กกต. ซึ่งนายสมชัยระบุว่ามีเรื่องถูกร้องต่อ ป.ป.ช.อย่างน้อย 2 สำนวน
.
นายสมชัยยกกรณีแรก ซึ่งเรียกว่า “คดีตู้แช่ไวน์” โดยระบุว่า สืบเนื่องจากการให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งมีผู้สังเกตเห็นตู้แช่ไวน์ภายในห้องทำงาน ต่อมา นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ทำหนังสือร้องต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 ให้ตรวจสอบ
.
นายสมชัยระบุว่า สตง.ใช้เวลาตรวจสอบเกือบ 2 ปี ก่อนมีคำตอบเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 ว่า ตู้แช่ไวน์เป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล ไม่ได้ลงทะเบียนเป็นครุภัณฑ์ของราชการ และส่งเรื่องต่อให้ ป.ป.ช.พิจารณาประเด็นจริยธรรมตามมาตรา 234 ของรัฐธรรมนูญ
.
นายสมชัยระบุอีกว่า นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2566 ถึงเดือนกันยายน 2569 เป็นเวลากว่า 3 ปี เรื่องดังกล่าวยังอยู่ในขั้นไต่สวนของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. และยังไม่มีการเสนอเข้าสู่คณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณาตัดสิน พร้อมตั้งคำถามว่า “งามหน้าไหม ปปช.”
.
พร้อมระบุว่า ในโพสต์ตอนต่อไปจะกล่าวถึงกรณีที่นายสมชัยเรียกว่า “คดี กกต.ติดสินบน 300,000 บาท” ซึ่งระบุว่าใช้เวลากว่า 3 ปีและยังไม่มีความคืบหน้า
.
https://www.facebook.com/somchaivision/posts/1659065299119415
.
.
โรม เล็งหารือฝ่ายค้าน ยื่นซักฟอกรายบุคคลหรือทั้งคณะ รอถามจุดยืนกล้าธรรม ดักคอรบ.อย่าเตะตัดขา
https://www.matichon.co.th/politics/news_5894776
.
ส่วนฝ่ายค้านจะใช้กลไกการอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 หรือการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 นั้น นายรังสิมันต์กล่าวว่า ฝ่ายค้านจะใช้กลไกการอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 แน่ๆ แต่สำหรับการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 จะต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง ขอย้ำว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลจะเกิดขึ้นทันสมัยประชุมสภานี้แน่นอน
.
ทวี จี้กกต.ฟัน 2 สว.หลังรับได้ตำแหน่ง เพราะโพยฮั้ว ชี้กันเป็นพยาน แต่กันความจริงไม่ได้
https://www.matichon.co.th/politics/news_5894830
.
ทวี จี้กกต.ฟัน 2 สว.หลังรับได้ตำแหน่ง เพราะโพยฮั้ว ชี้กันเป็นพยาน แต่กันความจริงไม่ได้
.
วันที่ 18 กันยายน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
มติ กกต. ต้องไม่ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ “มติจบ แต่เรื่องยังไม่จบ”
.
กันผู้มีส่วนร่วมกระทำความผิดไว้เป็นพยานในคดีอาญาได้ แต่กันออกจากอำนาจศาลฎีกาไม่ได้
.
ภายหลัง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ให้ยกข้อกล่าวหาในคดีที่เรียกว่า “คดีฮั้ว สว.” แม้มติของ กกต. จะจบ แต่เรื่องยังไม่จบ
โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่หนึ่ง “กรรมการบริหารพรรค ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทำการโดยวิธีใด ๆ เพื่อช่วยให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทำให้ผู้สมัครรายใดไม่ได้รับเลือก”
.
และข้อกล่าวหาที่สอง “ผู้สมัครซึ่งต่อมาได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ยินยอมให้บุคคลทางการเมืองดังกล่าวช่วยเหลือเพื่อให้ตนได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา” กกต. มีมติยกข้อกล่าวหาทั้งหมด
.
จึงเกิดคำถามสำคัญว่า มติดังกล่าวธำรงไว้ซึ่งความสูงสุดของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขอยกตัวอย่างสำคัญคือกรณีที่ กกต. มีมติกันสมาชิกวุฒิสภา 2 คน ได้แก่ พยานรหัส 21/26 และพยานรหัส 22/26 ไว้เป็นพยาน