Global Boiling หรือ "ภาวะโลกเดือด"
“ยุคโลกร้อนสิ้นสุดลง ยุคโลกเดือดเปิดฉากขึ้นแล้ว”
อันโตนิโอ กูเตร์เรส (António Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวไว้
คือ
ยุคโลกเดือด (Global Boiling) สภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเปรียบเสมือนน้ำที่กำลังเดือด ซึ่งรุนแรงและไปไกลกว่าภาวะโลกร้อน (Global Warming) แบบเดิม
คำนี้ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการโดย อันโตนิโอ กูแตรึช (António Guterres) เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) ในเดือนกรกฎาคม ปี 2023 เพื่อเตือนว่าโลกได้ก้าวเข้าสู่วิกฤตสภาพภูมิอากาศขั้นรุนแรงแล้ว

สภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง ฝนตกหนักผิดฤดู ไฟป่าโหมกระหน่ำ คลื่นความร้อนที่สูงเป็นประวัติการณ์ และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ยากจะคาดเดา ทุกอย่างคือสิ่งที่โลกของเรากำลังส่งเสียงเตือนมายังมนุษยชาติ องค์การสหประชาชาติได้ประกาศอย่างชัดเจนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2023 ว่า หมดยุคโลกร้อน เข้าสู่ยุคโลกเดือด (Global Boiling) อย่างเต็มตัว หลังจากโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของสภาพอากาศมาเป็นเวลานับทศวรรษ
รายละเอียด ในนี้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ สภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง ฝนตกหนักผิดฤดู ไฟป่าโหมกระหน่ำ คลื่นความร้อนที่สูงเป็นประวัติการณ์ และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ยากจะคาดเดา ทุกอย่างคือสิ่งที่โลกของเรากำลังส่งเสียงเตือนมายังมนุษยชาติ องค์การสหประชาชาติได้ประกาศอย่างชัดเจนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2023 ว่า หมดยุคโลกร้อน เข้าสู่ยุคโลกเดือด (Global Boiling) อย่างเต็มตัว หลังจากโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของสภาพอากาศมาเป็นเวลานับทศวรรษ
ยุคโลกเดือด หรือ Global Boiling เป็นสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นซึ่งเกิดจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถควบคุมได้ ต่างจากภาวะโลกร้อน (Global Warming) ที่มีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกอย่างค่อยเป็นค่อยไป
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization) และศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (Copernicus Climate Change Service) ได้เผยข้อมูลว่า เดือนกรกฎาคม 2023 จัดเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดนานถึง 3 สัปดาห์ และมี 3 วันที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ โดยสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรมในช่วงปี 1850-1900 ถึง 1.43 องศาเซลเซียส และสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 เดือนของปี 2016 ถึง 0.10 องศาเซลเซียส
นอกจากอุณหภูมิบนผิวโลกแล้ว อุณหภูมิของมหาสมุทรเพิ่มระดับความร้อนสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกมาในช่วงเวลาเดียวกันของปี คริส เฮวิตต์ (Chris Hewitt) ผู้อำนวยการฝ่ายบริการข้อมูลภูมิอากาศ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก นำชุดข้อมูล 173 ปีมาวิเคราะห์ พบว่าช่วงปี 2015 - 2022 เป็นเวลา 8 ปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า นี่คือทศวรรษที่ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วและชัดเจนที่สุดนับตั้งแต่ปี 1970
แม้จะมีปรากฏการณ์ลานีญา เข้ามาช่วยลดอุณหภูมิโลกให้เย็นลงเพียงเล็กน้อย แต่ยุคสมัยนั้นได้จากไปแล้ว และถูกแทนที่ด้วยปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลอุ่นขึ้น คาดว่า 1 ใน 5 ปีข้างหน้าโลกของเราจะร้อนระอุกว่าที่เคยมีมา
ถึงจะเป็นเพียงการคาดการณ์ แต่นักวิทยาศาสตร์ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ต่างให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า มีโอกาส 98% ที่อย่างน้อย 1 ใน 5 ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา และมีโอกาส 66% ที่อุณหภูมิโลกจะสูงเกินเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียส เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมอยู่ช่วงหนึ่งภายในเวลา 1 ปีข้างหน้า ซึ่งถือว่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปารีส จำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในศตวรรษนี้ให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม โดยทุกประเทศต้องพยายามรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส
“ยุคโลกร้อนสิ้นสุดลง ยุคโลกเดือดเปิดฉากขึ้นแล้ว”
อันโตนิโอ กูเตร์เรส (António Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวถึงหายนะของโลก หากหลายประเทศไม่เริ่มหันมาดูแลโลกใบเดียวของเราอย่างจริงจัง
“มนุษยชาติกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น”
หากกล่าวว่าโลกที่กำลังเดือด คือ ผลพวงจากการกระทำของมนุษย์คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด ซึ่งการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ เช่น กลุ่มคนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่ง ต้องเผชิญกับระดับน้ำทะเลสูงขึ้น บางพื้นที่ชายฝั่งเสียหายจากการถูกกัดเซาะ กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย และภาคธุรกิจที่ต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติในการดำเนินธุรกิจ เช่น ภาคการท่องเที่ยวหรือเกษตรกรรายย่อย รวมถึงคนเมืองเองก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน แต่ยังเป็นอันตรายต่อสัตว์และพืชมากกว่าหนึ่งล้านชนิด ถือเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่จากน้ำมือของมนุษย์ก็ว่าได้
ยิ่งโลกเดือดเท่าไหร่ มนุษย์ก็ยิ่งย่ำแย่ลงเท่านั้น เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ จากรายงานแห่งชาติฉบับที่ 4 (Fourth National Communication - NC4) จัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme - UNDP) พบว่า ภาคการเกษตร การประมง และกลุ่มอาชีพผู้ผสมและเพาะพันธุ์สัตว์ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก สูญเสียรายได้ไปราว 83,826 ล้านบาทต่อปี นับเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่
เกือบทุกภูมิภาคในไทยประสบปัญหาปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นทุกปี ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเฉียบพลันและภัยพิบัติทางธรรมชาติต่าง ๆ โดยถูกจัดอยู่อันดับที่ 9 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุดในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา (ปี 2000 – 2017)
นี่เป็นเพียงตัวอย่างผลกระทบที่เกิดขึ้นในประเทศไทย หากมองในภาพรวม ทั่วทั้งโลกต่างได้รับผลกระทบจากยุคโลกเดือดไม่ต่างกัน เช่น
แอฟริกาตะวันออก ปริมาณน้ำฝนในปี 2020 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของฤดูฝนติดต่อกัน 5 ปี นับเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดในรอบ 40 ปี ประชากรราว 20 ล้านคน ตกอยู่ในภาวะความไม่มั่นคงทางอาหาร
แคนาดา เกิดไฟป่าอย่างรุนแรงในปี 2023 ทำลายพื้นที่ป่ามากกว่า 15 ล้านเฮกตาร์ (ประมาณ 93 ล้านไร่) นักดับเพลิงเสียชีวิต 8 ราย และประชาชน 230,000 คนต้องพลัดถิ่น ส่วนกลางปี 2024 ฤดูไฟป่าเริ่มขึ้นเร็วกว่าปกติ เนื่องจากต้องเผชิญกับความแห้งแล้งระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่จะเร่งให้เปลวไฟลุกลาม และอาจต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้ง
ญี่ปุ่น อุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ออกคำเตือนฉุกเฉินถึงฝนตกหนักในจังหวัดฟุกุโอกะและจังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชู หนึ่งในสี่เกาะสำคัญของประเทศ พบปริมาณน้ำฝนสูงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บตัวเลขโดยอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นในปี 1976
จีน ในปี 2021 เกิดเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดของมณฑลเหอหนาน ทางภาคกลางของจีน ฝนตกหนักที่สุดในรอบ 1,000 ปี ประชาชนกว่า 2 แสนคนต้องอพยพ พื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองมีน้ำท่วมสูงถึงกว่า 1.5 เมตร และมีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 3 ล้านคน
กรีนแลนด์ ในช่วงปี 2002 – 2020 สูญเสียน้ำแข็งไปแล้วประมาณ 279 พันล้านตันต่อปี ซึ่งการหดตัวของน้ำแข็งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกระแสน้ำ AMOC หรือกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม สายธารหลักในมหาสมุทรแอตแลนติก เนื่องจากปริมาณน้ำจืดมหาศาล จะเข้าไปรบกวนการไหลเวียนของกระแสน้ำทำให้ไหลช้าลง และนั่นจะสร้างหายนะครั้งใหญ่ต่อระบบนิเวศ
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องลงมือใส่ใจโลกใบนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพื่อตัวเราเองเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการดูแลสิ่งมีชีวิตร่วมโลกให้อยู่คู่มนุษย์ไปตราบนานเท่านาน เริ่มก่อนทุกอย่างจะสาย เพื่อไม่ให้โลกของเราถึงคราวล่มสลายและเดือดดาลไปมากกว่านี้
โลกเดือด






ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องลงมือใส่ใจโลกใบนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพื่อตัวเราเองเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการดูแลสิ่งมีชีวิตร่วมโลกให้อยู่คู่มนุษย์ไปตราบนานเท่านาน เริ่มก่อนทุกอย่างจะสาย เพื่อไม่ให้โลกของเราถึงคราวล่มสลายและเดือดดาลไปมากกว่านี้

หมดยุครักษ์โลก? โลกเดือดหนัก แต่คนเลิกสนใจ I KEY MESSAGES
#273
สิ้นสุดยุคโลกร้อน .. เข้าสู่ยุคโลก .. เดือด
คือ ยุคโลกเดือด (Global Boiling) สภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเปรียบเสมือนน้ำที่กำลังเดือด ซึ่งรุนแรงและไปไกลกว่าภาวะโลกร้อน (Global Warming) แบบเดิม
คำนี้ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการโดย อันโตนิโอ กูแตรึช (António Guterres) เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) ในเดือนกรกฎาคม ปี 2023 เพื่อเตือนว่าโลกได้ก้าวเข้าสู่วิกฤตสภาพภูมิอากาศขั้นรุนแรงแล้ว
สภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง ฝนตกหนักผิดฤดู ไฟป่าโหมกระหน่ำ คลื่นความร้อนที่สูงเป็นประวัติการณ์ และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ยากจะคาดเดา ทุกอย่างคือสิ่งที่โลกของเรากำลังส่งเสียงเตือนมายังมนุษยชาติ องค์การสหประชาชาติได้ประกาศอย่างชัดเจนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2023 ว่า หมดยุคโลกร้อน เข้าสู่ยุคโลกเดือด (Global Boiling) อย่างเต็มตัว หลังจากโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของสภาพอากาศมาเป็นเวลานับทศวรรษ
รายละเอียด ในนี้
หมดยุครักษ์โลก? โลกเดือดหนัก แต่คนเลิกสนใจ I KEY MESSAGES #273