ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ทันสมัย สถิติอย่างเป็นทางการจากกรมการปกครองเปิดเผยว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีจำนวนเด็กเกิดใหม่เพียง 416,574 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี ขณะที่มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 559,684 คน ส่งผลให้ดุลประชากรติดลบอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน (-143,110 คน)
ประเด็นสำคัญ
สถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นโจทย์ใหญ่ระดับชาติที่นำมาสู่การจัดงานเสวนาระดับชาติ ‘วิกฤตเกิดน้อยด้อยคุณภาพ’ โดย
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ อาคารรัฐสภา ซึ่งรวบรวมรัฐมนตรี 4 กระทรวงหลัก ผู้บริหารภาคเอกชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมกว่า 500 คน ร่วมถอดรหัสและเสนอทางออกเชิงโครงสร้างภายใต้แนวคิด ‘เกิดได้ เลี้ยงไหว ทำงานได้ ประเทศไปต่อ’
สัญญาณเตือนภัยเชิงสถิติ จากยุค ‘เกิดล้านคน’ สู่ภาวะประชากรหดตัว
หากย้อนมองมิติประชากรของไทย ในช่วงปี 2506-2526 ประเทศไทยเคยมีเด็กเกิดใหม่สูงเกิน 1 ล้านคนต่อปี โดยมีจุดสูงสุดในปี 2514 ที่ 1.22 ล้านคน ทว่าในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา (2558-2567) จำนวนเด็กเกิดใหม่กลับดิ่งลงถึงร้อยละ 37 จาก 736,352 คน เหลือเพียง 462,240 คน ก่อนจะลดต่ำลงอีกในปี 2568
สถิติจำนวนเด็กเกิดใหม่เทียบกับผู้เสียชีวิตในประเทศไทย (ปี 2558 – 2568)
ปี 2558: เกิด 736,352 คน
ปี 2561: เกิด 666,366 คน
ปี 2564: เกิด 544,570 คน | ตาย 563,650 คน (เริ่มเกิดน้อยกว่าตายปีแรก)
ปี 2567: เกิด 462,240 คน | ตาย 571,646 คน
ปี 2568: เกิด 416,574 คน | ตาย 559,684 คน (ต่ำสุดในรอบ 75 ปี)
(แหล่งข้อมูล: สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง)
นอกจากนี้ อัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) ของสตรีไทยในปัจจุบันร่วงลงมาอยู่ที่ประมาณ 0.86-1.0 ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรซึ่งอยู่ที่ 2.1 อย่างมาก ส่งผลให้โครงสร้างประชากรไทยเหลื่อมล้ำอย่างเห็นได้ชัด โดยปัจจุบันมีผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) สูงถึงร้อยละ 21.70 หรือ 14.96 ล้านคน ขณะที่เด็กวัย 0-14 ปี เหลือเพียงร้อยละ 15.90 หรือ 9.12 ล้านคน
นอกจากนี้ ยังพบความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่รายจังหวัด โดยในปี 2568 จังหวัดที่มีเด็กเกิดน้อยที่สุด คือ สมุทรสงคราม (598 คน) และ ชัยนาท (986 คน) ซึ่งมีเด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 1,000 คนต่อปี ในขณะที่กรุงเทพมหานครมีการเกิดมากที่สุดที่ 45,685 คน
ไฮไลต์สำคัญของการเสวนาระดับชาติครั้งนี้อยู่ที่การประชุมกลุ่มย่อยในช่วงบ่าย ซึ่งสังเคราะห์ปัญหาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายรูปธรรม 4 ด้านหลัก เพื่อนำเสนอตรงต่อคณะรัฐมนตรี
“มีลูกแล้วต้องไม่จน ไม่ต้องสู้เพียงลำพัง”
รศ.ดร.มนสิการ กาญจนจิตรา จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอประเด็นการส่งเสริมทัศนคติการมีบุตร ว่า คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังคงต้องการมีบุตร แต่ต้องชะลอหรือยกเลิกเนื่องจากมองว่าการเลี้ยงลูกให้ได้คุณภาพภายใต้ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันทำได้ยากและมีต้นทุนสูง
หัวใจสำคัญ คือ ต้องเปลี่ยนระบบนิเวศ เพื่อไม่ให้ครอบครัวต้องเลือกระหว่างความมั่นคงทางอาชีพหรือการสร้างครอบครัว เพราะสาเหตุหลักของเด็กเกิดน้อย มาจากภาวะเศรษฐกิจ เทรนด์การสร้างครอบครัวที่ช้าลง ผู้หญิงอยากใช้ชีวิตโสด การดูแลเด็กไม่สอดคล้องกับการทำงาน การมีบุตรยาก
รศ.ดร.มนสิการ ระบุอีกว่า สิ่งที่ส่งผลกระทบทำให้ฐานภาษีหดตัว เพราะวัยทำงานและผู้จ่ายภาษีลดลง เศรษฐกิจโตช้า ต้องเร่งผลิตคนให้พอกับตลาดแรงงาน พื้นที่ชุมชนหดตัวตามประชากร รวมถึงภาวะการดูแลกระจุกตัวลูกต้องดูแลพ่อแม่และผู้สูงอายุหลายคน
รศ.ดร.มนสิการ ยังเสนอ 5 นโยบาย อาทิ นโยบาย Childcare อุดหนุนและจัดระบบดูแลเด็กอย่างมีมาตรฐาน ร่วมกับ นโยบาย Workplace หรือ Work-Life Balance และเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น นโยบายด้าน Financial เงินอุดหนุนลดต้นทุนการมีบุตร การขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบสิทธิประกันสังคม รวมถึงมาตรการทางภาษี โดยกำหนดให้การส่งเสริมการเกิดเป็นวาระแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานขับเคลื่อนหลัก และตั้ง KPI ร่วมกันระหว่างทุกกระทรวง
ดูแลและสิทธิประโยชน์สำหรับแม่และเด็ก ขจัดปัญหารากฐาน ‘4 ไม่’
การดูแลและสิทธิประโยชน์สำหรับแม่และเด็ก แม้การมีบุตรจะเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ในภาพรวมทั้งประเทศคือเรื่องของความมั่นคง เพราะการเลี้ยงดูเด็กหนึ่งคนเปรียบเสมือนการเลี้ยงดูจากคนทั้งประเทศ ทั้งเรื่องของภาษี งบลงทุน จึงต้องขจัดอุปสรรคการมีบุตรที่เรียกว่าภาวะ ‘4 ไม่’ คือ ไม่รู้, ไม่เอื้อ, ไม่ทำ และไปไม่ถึง
ขณะเดียวกันที่ประชุมตระหนักถึงวิกฤตภาวะซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression) ซึ่งพบสูงถึง 1 ใน 6 ของหญิงตั้งครรภ์ พร้อมผลักดันสิทธิลาคลอด 120 วันอย่างเป็นรูปธรรม เสนอปรับเพิ่มเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดจาก 600 บาท/เดือน (เฉพาะครอบครัวรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาท) เป็น 3,000 บาท/เดือน ครอบคลุมเด็กทุกคนแบบถ้วนหน้า ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึง 6 ปี โดยเชื่อมต่อข้อมูลเพื่อเชื่อมสิทธิประโยชน์ และเสนอลดหย่อนภาษีนิติบุคคลสำหรับสถานประกอบการและโรงงานที่จัดตั้งศูนย์รับเลี้ยงเด็กเล็ก หรือห้องบีบเก็บน้ำนมภายในสถานที่ทำงาน
ปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อเด็กทุกคน
วิกฤตด้านการศึกษาว่า โรงเรียนขนาดเล็กที่พุ่งสูงถึง 16,000 แห่งทั่วประเทศ และมีปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา วิกฤตเด็กเกิดน้อย และ AI ส่งผลต่อด้านแรงงาน จึงมีข้อเสนอนโยบายหลักประกันการศึกษาถ้วนหน้า เสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เสริมสมรรถนะและสุขภาวะครู เสนอจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาตามความจำเป็นของเด็กกลุ่มเปราะบางและพื้นที่ห่างไกล แทนการจัดสรรตามจำนวนหัวแบบเดิม เร่งขับเคลื่อนแนวทาง Learn to Earn มุ่งสู่เป้าหมาย Zero Dropout โดยเปลี่ยนบทบาทครูจากผู้สอนมาเป็นผู้แต่งเติมประสบการณ์
อย่างไรก็ตาม มีรายงานถึงภาวะ ‘IQ สองขั้ว’ ในเด็กไทย ทั้งกลุ่ม IQ สูงเกินมาตรฐานและกลุ่ม IQ ต่ำกว่า 90 สูงถึงร้อยละ 11 รวมถึงปัญหาพัฒนาการด้านภาษาล่าช้าอันเนื่องมาจากการติดหน้าจอ
ปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายให้เท่าทันยุคสมัย
กิตติพศ กำเหนิดฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นำเสนอแนวทางขจัดความกระจัดกระจายของกฎหมายคุ้มครองแม่และเด็ก ว่า ภาพรวมกฎหมายแม่และเด็กที่สภาออกไป เริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงเด็กอายุ 18 ปี การคุ้มครองยังไม่ต่อเนื่องทั้งชีวิต พบว่ามีช่องว่างทางกฎหมาย จึงต้องเร่งผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. ควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก เพื่อปกป้องเด็กจากภาวะโภชนาการล้นเกินและโรคอ้วน
และเพื่อคุ้มครองเด็ก จึงอยากให้มี ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กจากสื่อออนไลน์ บางประเทศกำหนดอายุไม่ถึง 15 ปีในการเข้าถึงสื่อออนไลน์ ซึ่งการออกกฎหมายไม่ใช่การลอกเลียนแบบต่างประเทศ แต่ใช้ประสบการณ์ ดูพฤติกรรมของคนในประเทศประกอบ
นอกจากนี้ ยังมีกฎหมาย พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว เป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อยกเลิก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว แต่เมื่อใช้ไปแล้วเกิดปัญหาทั้งเรื่องบุคลากรและเครื่องมือการใช้ จึงได้ออกพระราชกำหนดเพื่อเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายนี้ออกไป เพราะกฎหมายนี้เป็นการรวมการป้องกันกับการส่งเสริมคุ้มครองเข้าด้วยกัน ถ้าเราแยกการป้องกันออกจากการกระทำความผิดทางอาญาในครอบครัวเชื่อว่าทรัพยากรในการบังคับใช้กฎหมายจะน้อยลง และสามารถกำหนดหลักการใหม่ๆ เพื่อให้พ่อแม่รุ่นใหม่เห็นว่า การจะมีลูกคนหนึ่งจะได้รับการปกป้องอย่างไร ทำให้สามารถส่งเสริมการมีลูกเพิ่มขึ้นได้
วิกฤตเกิดน้อยด้อยคุณภาพ เมื่อไทยเด็กเกิดใหม่ต่ำสุดในรอบ 75 ปี กับทางรอดเชิงโครงสร้างจากเวทีเสวนาระดับชาติ