รศ.ดร.กรณ์กาญจน์ ภมรประวัติธนะ เขียนไว้ในหนังสือ "กินอย่างไรไกลเบาหวาน" (สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน) ว่าคนไทยและประเทศในทวีปแอฟริกากินใบอ่อนของฟักทองเป็นผัก ส่วนยอดฟักทองยังให้วิตามินเอสูงมาก ถ้าผัดกับน้ำมันร่างกายจะดูดซึมได้ดีขึ้นด้วย เพราะวิตามินเอละลายในน้ำมัน
ส่วนเนื้อฟักทองนั้นมีคุณค่าทางอาหารสูงแต่ให้พลังงานต่ำ (100 กรัม ให้พลังงานเพียง 10 กิโลแคลอรี) จึงเหมาะกับคนที่ต้องควบคุมอาหารเป็นพิเศษ
ที่น่าสนใจคือ มีงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนพบว่า สารน้ำตาลชนิดหนึ่งที่จับกับโปรตีนในเนื้อฟักทอง (ละลายได้ในน้ำคั้นผล) เมื่อทดลองในหนูที่เป็นเบาหวาน ช่วยเพิ่มระดับอินซูลินในซีรั่มและลดน้ำตาลในเลือดได้ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นผลการทดลองในสัตว์เท่านั้น ยังไม่ใช่ข้อสรุปสำหรับการใช้ในคน ไม่ควรนำไปทดแทนการรักษาด้วยยาที่แพทย์สั่งนะครับ
นอกจากนี้ "น้ำมันเมล็ดฟักทอง" ก็มีการใช้ในหลายประเทศแถบยุโรป มีวิตามินอีและกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง งานศึกษาในต่างประเทศพบว่าอาจช่วยเรื่องความดันโลหิต คอเลสเตอรอลสูง และลดปริมาณน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้เช่นกัน
โดยรวมแล้ว ฟักทองเป็นอาหารที่ปลอดภัยและกินได้ทั้งเนื้อและเมล็ด เหมาะทั้งคนที่เป็นเบาหวานอยู่แล้วและคนที่อยากป้องกันไว้ก่อน แต่ถ้ามีโรคประจำตัวหรือกินยาควบคุมน้ำตาลอยู่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนปรับเปลี่ยนเมนูประจำวันนะครับ
🎃 "ฟักทอง" ไม่ได้มีดีแค่ยามลอยกระทง แต่ทั้งเนื้อ ใบ และเมล็ด ล้วนมีประโยชน์ต่อคนอยากคุมเบาหวาน