“น้ำตาลใน 1,000 วันแรกของชีวิต” อาจส่งผลทำให้สมองเสื่อมเมื่อโตขึ้น

“น้ำตาลใน 1,000 วันแรกของชีวิต” อาจส่งผลทำให้สมองเสื่อมเมื่อโตขึ้น

สมองเสื่อมใครก็กลัว นอกจากอาการจะทำให้รู้สึกว่า ชีวิตมันไม่น่าจะเป็นชีวิต เพราะจำอะไรไม่ได้แล้ว โรคอัลไซล์เมอร์ ก็รักษาไม่หายแล้วยาใหม่ ก็ไม่ได้ทำให้หาย แม้จะชะลดได้บ้าง แต่ก็ราคาหลักล้านต่อปี นี่เก็บเงินทั้งชีวิตมารักษาสมองเสื่อมชัด ๆ
.
แต่ สมองเสื่อม มันไม่ได้เกิดในวันเดียว มันมีปัจจัย และนี่ก็น่าจะเป็นข่าวดีว่า รักษาไม่ได้ แต่มันมีปัจจัยป้องกันได้ และ มีวิจัยอีกว่า การป้องกัน ที่มีข้อมูลใหม่ คือ ระดับน้ำตางใน 1000 วันแรก มันยังสำคัญ ห๊ะ นี่ต้องปัองกันต้องแต่ ทารกเลยรึ ใช่สิ
.
ตีพิมพ์ ในวารสารสสีเขียว Neurology สภาพแวดล้อมด้านโภชนาการตั้งแต่ช่วงอยู่ในครรภ์และ 1–2 ปีแรกของชีวิต อาจสัมพันธ์กับสุขภาพสมองในอีกหลายสิบปีต่อมาได้
.
งานนี้น่าสนใจตรงที่นักวิจัยใช้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักรเป็นเสมือน “การทดลองตามธรรมชาติ” หรือ natural experiment หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษมีการจำกัดปริมาณน้ำตาลอย่างเข้มงวด และต่อมาได้ยกเลิกการปันส่วนน้ำตาล ทำให้การบริโภคน้ำตาลของประชากรเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงเวลาสั้น ๆ
.
นักวิจัยจึงเปรียบเทียบคนที่เกิดและใช้ชีวิตในช่วง ,000 วันแรก ตั้งแต่ในครรภ์จนถึงอายุประมาณ 2 ปี ภายใต้ยุคที่ยังจำกัดน้ำตาล กับผู้ที่เกิดหลังมีการยกเลิกข้อจำกัดดังกล่าว
.
ข้อมูลจาก UK Biobank มากกว่า 64,000 คน พบว่า ผู้ที่สัมผัสกับสภาพแวดล้อมที่มีน้ำตาลต่ำกว่าในช่วงต้นชีวิต มีความเสี่ยงต่อ dementia ต่ำกว่า และในกลุ่มที่เกิด สมองเสื่อม dementia โรคเกิดช้ากว่าโดยเฉลี่ยประมาณ 2.5 ปี
.
ที่สำคัญ งานวิจัยไม่ได้ดูเฉพาะการวินิจฉัย dementia เท่านั้น แต่ยังพบความแตกต่างในตัวชี้วัดของสมองด้วย ผู้ที่อยู่ในกลุ่มได้รับน้ำตาลน้อยกว่าในช่วงต้นชีวิตมี สมองสีเทา gray matter มากกว่า มี สมองสีขาว white-matter hyperintensity น้อยกว่า สมองสีเทา สำคัญ ในสมองแห่งความฉลาด
.
สงสัยไหม ทำไมเรื่องของน้ำตาลในวัยเด็กจึงอาจเกี่ยวข้องกับสมองในวัยชราได้?
.
คำอธิบายหนึ่งคือ สิ่งที่เกิดขึ้นในวัยต้นอาจมีผลต่อระบบ การเผาผลาญ metabolic ไปตลอดชีวิต งานนี้พบว่า เบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูงอธิบายความสัมพันธ์ดังกล่าวได้ประมาณ 25.5%
.
เรารู้จากหลักฐานจำนวนมากอยู่แล้วว่า เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะดื้อต่ออินซูลินสัมพันธ์กับความเสี่ยง stroke, cerebral small-vessel disease และ cognitive decline ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในวัยเด็กอาจไม่ได้ส่งผลต่อสมองโดยตรงเพียงอย่างเดียว แต่อาจวาง “เส้นทางความเสี่ยง” ผ่านระบบหลอดเลือดและ metabolism ซึ่งสะสมไปเรื่อย ๆ เป็นเวลาหลายสิบปี
.
แนวคิดนี้สอดคล้องกับสิ่งที่วงการแพทย์เรียกว่า developmental origins of health and disease หรือแนวคิดที่ว่าสุขภาพในวัยผู้ใหญ่บางส่วนถูกกำหนดจากสภาพแวดล้อมตั้งแต่ช่วงชีวิตแรกเริ่ม
.
แต่งานวิจัย นี้ ก็อาจจะมี หลายปัจจัย อาจยังมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาหารชนิดอื่น ฐานะทางเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมในครอบครัว หรือพฤติกรรมสุขภาพในช่วงชีวิตต่อมา
.
ดังนั้น การที่ดูแลว่าไม่ให้เกิดโรคในวัยผู้ใหญ่ มันต้องย้อนการดูแล นู้น ไปถึงเด็ก เลย อาหารการกิน ของจุบจิบ ของหวานจัด ๆ โรคอ้วน ก็ต้องเริ่มตั้งแต่ แม่ตั้งครรภ์เลย เด็กอ้วน กินหวาน พฤติกรรมด้านสุขภาพวันนี้ ก็พอทำนายอนาคตได้
.
ผศ นพ สุรัตน์ ตันประเวข

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่