สวัสดีค่ะ เราเพิ่งเรียนจบ ที่บ้านฐานะดีมีเงินใช้ไม่ขาดค่ะ
ตอนนี้อยู่ในช่วงรอรับปริญญา
เราเรียนสาขาฟิล์ม ม.กรุงเทพค่ะ
เรียนเกี่ยวกับภาพยนตร์ นี่คือสาขาวิชาที่เราคิดว่าเราชอบมากและหากได้ทำงานประเภทนี้ จะต้องมีความสุข ตอนเด็กๆคิดแค่นี้ค่ะ คิดแค่ว่าอยากทำงานให้สนุกและมีความสุข แต่พอโตขึ้นก็รู้ว่า เงินสำคัญกว่าจริงๆ
ตอนเด็กๆ เรารักสัตว์มาก เลยอยากเป็นสัตวแพทย์ แต่ดันเป็นคนถอดใจง่ายๆ เริ่มจากยายเราเป็นพยาบาล ยายเราเป็นคนหัวโบราณ เวลาพูดจาอะไรก็จะออกแนวออกคำสั่ง บังคับ ตัดสิน พูดง่ายๆศัพท์gen z ก็ toxic วินาทีแรกที่เราบอกความฝันอยากภูมิใจว่าเราอยากเป็นสัตวแพทย์ ยายไม่แม้แต่จะถามแต่เขาดูถูกทันทีว่า “จะเป็นทำไมหมอสัตว์ ไม่มีประโยชน์ เป็นพยาบาลดีกว่าเยอะ มั่นคงกว่า“ แล้วก็กรอกหูเราทุกวันๆๆๆ ทำให้เรารู้สึกด้อยค่าตัวเองและความฝันตัวเอง
แม่เราก็อีกคน ตอนเราบอกว่าอยากเป็นสัตวแพทย์ แม่ก็พูดว่า “จะเป็นทำไมหมอสัตว์ เป็นหมอคนสิจะได้รักษาแม่ได้ แม่จะได้ใช้สิทธิ์ จะได้อวดได้“
เราฟังคำพูดพวกนี้แล้วก็รู้สึกว่า ไม่อยากเดินสายวิทย์-คณิต อีกละ เบื่อการถูกเปรียบเทียบ เราเหมือนเด็กมีปัญหา วัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ต้องการพื้นที่ส่วนตัว เก็บตัว ไปไหนทำไรคนเดียว ดูหนังคนเดียวและนี่คือจุดเริ่มความฝันใหม่ เรารู้สึกว่าตอนดูหนังเราสบายใจมาก เราสนุก เราคิดวิเคราะห์ เราเลยตัดสินใจแล้วว่าเราอยากจะเป็นใครสักคนที่ได้สร้างหนังที่ดีร่วมกับคนที่ชอบเหมือนๆกัน
แต่พอได้ไปเรียนจริงๆ เราก็เจอทั้งเพื่อนที่ดีกับเพื่อนที่ไม่ดีเยอะแยะ สังคมร้อยพ่อพันแม่
สาขาที่เราเรียนค่อนข้างจะสังคมนิยมหนักมาก ทั้งเรื่องคอนเนคชั่นด้วย เรื่องของเส้นสาย และอีโก้ด้วย เป็นนักศึกษาด้วยกันแต่ก็ไม่เท่ากัน วงการบันเทิงเลยค่ะ ใครทำผิดโดนนินทา โดนแบน ทำผิดทีหนึ่งชื่อว่อนทั้งคณะ ทำงานยากมาก
จุดจบคือเราหมดไฟ เรารักการทำหนังนะคะ ยังชื่นชมเทคนิคการทำหนัง แต่เราไม่อยากเข้าไปอยู่ในสังคมนี้อีกแล้ว
ตอนนี้เรากำลังคิดว่าเราไม่น่าเอางานอดิเรกมาเป็นงานจริงจังเลย ทุกอย่างตีย้อนเข้ามาหมดเลย
“น่าจะเชื่อยายเชื่อแม่เนอะ ป่านนี้คงสบายไปแล้ว“
“น่าจะเรียนหมอหรืออย่างน้อยก็เรียนสัตวแพทย์ตามที่ตั้งใจ อย่างน้อยก็เงินเยอะ จะได้สร้างตัวได้ไวๆ“
“ที่พ่อส่งเรียนมาตั้งแพงๆ เหมือนไม่มีค่าอะไรเลย“
เราเครียดมากถึงแม้ว่าสุดท้ายทุกคนในครอบครัวจะไม่ได้กล่าวโทษอะไรเราเลย พ่อก็บอกว่าแค่ส่งเราไปวิ่งเล่นในสังคม ให้โตเอง ให้ไปใช้ชีวิตวัยรุ่น แล้วจะกลับมารับช่วงต่อธุรกิจทำกับพ่อก็ได้
เราก็ยังรู้สึกละอายใจอยู่ดี
เรากลับมาบ้านก็ขอโทษพ่อแม่ ตัดสินใจบอกความจริงว่าตอนนี้รู้สึกหมดไฟมากๆ ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรจริงๆ
เราไปลองสมัครงานเป็นพนักงานขายของ ก็แฮปปี้นะคะ ขายของจัดของสวยๆน่ารักๆ ได้บริการลูกค้า ได้เจอคนดีๆรอยยิ้มสวยๆ เรารักการเจอผู้คนดีๆ แต่เราก็ยังไม่ชอบเพราะเวลาพักผ่อนน้อย หยุดแค่วันเดียว ไปทำงานเช้าไม่ได้คุยกับครอบครัวหรือเพื่อน เลิกงานก็ดึกได้แค่กินอาบน้ำนอน
กลายเป็นว่าเราเครียดจนนิสัยเสียใส่คนรอบตัว ความสุขความรักอยู่รอบตัวแต่คว้าไว้ไม่ได้
หลังจากออกจากงานมา เราเข้าอกเข้าใจคนทำงานอย่างเลือกไม่ได้มากๆ เราเห็นพนักงานทำงานอะไรที่ไหน เราก็จะคอยช่วยคอยให้ทิปตลอดเพราะรู้ว่าเขาเหนื่อย
ล่าสุดพ่อก็ส่งไปโครงการ work&travel ไปทำงานที่อเมริกาและเที่ยวเก็บประสบการณ์ เราได้ทำงานเป็นแม่บ้านโรงแรม เราก็ได้รับประสบการณ์กลับมาจริงๆ เงินก็เยอะ เกินคำว่าคุ้มค่าเหนื่อย แต่ก็สูญเสียสุขภาพ
ตอนนี้พ่อแม่แข็งแรงกว่าเรามาก เราเข้าออกโรงพยาบาล ทั้งบาดเจ็บ ทั้งจิตเวชจนท้อกับชีวิตแล้ว
พ่อก็บอกให้เลิกเอาตัวเองไปลำบาก กลับมาเป็นเจ้านายตัวเองเถอะ
เราเลือกไม่ได้ เราไม่อยากพึ่งพ่อแม่แล้ว แต่เราก็ตามหาตัวเองไม่เจอสักที
เราเสียใจ เราแค่อยากรู้จักตัวเอง อยากพูดได้เต็มปากว่าเก่งอะไร
เราทำได้ทุกอย่างเลย พรสวรรค์เดียวที่เรามีคือเราทำได้ทุกอย่าง แค่หยิบจับอะไรแปปเดียว ไม่ต้องอ่านคู่มือเราก็รู้กลไก แต่เราไม่สุดสักทาง
มีใครกำลังเป็นหรือผ่านมาแล้วบ้างมั้ยคะ ควรหาตัวเองต่อไปหรือพอแค่นี้แล้วกลับไปทำงานกับพ่อดีคะ
ไม่อยากทำงานสายที่ตัวเองอยากเรียน?! 🤨
ตอนนี้อยู่ในช่วงรอรับปริญญา
เราเรียนสาขาฟิล์ม ม.กรุงเทพค่ะ
เรียนเกี่ยวกับภาพยนตร์ นี่คือสาขาวิชาที่เราคิดว่าเราชอบมากและหากได้ทำงานประเภทนี้ จะต้องมีความสุข ตอนเด็กๆคิดแค่นี้ค่ะ คิดแค่ว่าอยากทำงานให้สนุกและมีความสุข แต่พอโตขึ้นก็รู้ว่า เงินสำคัญกว่าจริงๆ
ตอนเด็กๆ เรารักสัตว์มาก เลยอยากเป็นสัตวแพทย์ แต่ดันเป็นคนถอดใจง่ายๆ เริ่มจากยายเราเป็นพยาบาล ยายเราเป็นคนหัวโบราณ เวลาพูดจาอะไรก็จะออกแนวออกคำสั่ง บังคับ ตัดสิน พูดง่ายๆศัพท์gen z ก็ toxic วินาทีแรกที่เราบอกความฝันอยากภูมิใจว่าเราอยากเป็นสัตวแพทย์ ยายไม่แม้แต่จะถามแต่เขาดูถูกทันทีว่า “จะเป็นทำไมหมอสัตว์ ไม่มีประโยชน์ เป็นพยาบาลดีกว่าเยอะ มั่นคงกว่า“ แล้วก็กรอกหูเราทุกวันๆๆๆ ทำให้เรารู้สึกด้อยค่าตัวเองและความฝันตัวเอง
แม่เราก็อีกคน ตอนเราบอกว่าอยากเป็นสัตวแพทย์ แม่ก็พูดว่า “จะเป็นทำไมหมอสัตว์ เป็นหมอคนสิจะได้รักษาแม่ได้ แม่จะได้ใช้สิทธิ์ จะได้อวดได้“
เราฟังคำพูดพวกนี้แล้วก็รู้สึกว่า ไม่อยากเดินสายวิทย์-คณิต อีกละ เบื่อการถูกเปรียบเทียบ เราเหมือนเด็กมีปัญหา วัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ต้องการพื้นที่ส่วนตัว เก็บตัว ไปไหนทำไรคนเดียว ดูหนังคนเดียวและนี่คือจุดเริ่มความฝันใหม่ เรารู้สึกว่าตอนดูหนังเราสบายใจมาก เราสนุก เราคิดวิเคราะห์ เราเลยตัดสินใจแล้วว่าเราอยากจะเป็นใครสักคนที่ได้สร้างหนังที่ดีร่วมกับคนที่ชอบเหมือนๆกัน
แต่พอได้ไปเรียนจริงๆ เราก็เจอทั้งเพื่อนที่ดีกับเพื่อนที่ไม่ดีเยอะแยะ สังคมร้อยพ่อพันแม่
สาขาที่เราเรียนค่อนข้างจะสังคมนิยมหนักมาก ทั้งเรื่องคอนเนคชั่นด้วย เรื่องของเส้นสาย และอีโก้ด้วย เป็นนักศึกษาด้วยกันแต่ก็ไม่เท่ากัน วงการบันเทิงเลยค่ะ ใครทำผิดโดนนินทา โดนแบน ทำผิดทีหนึ่งชื่อว่อนทั้งคณะ ทำงานยากมาก
จุดจบคือเราหมดไฟ เรารักการทำหนังนะคะ ยังชื่นชมเทคนิคการทำหนัง แต่เราไม่อยากเข้าไปอยู่ในสังคมนี้อีกแล้ว
ตอนนี้เรากำลังคิดว่าเราไม่น่าเอางานอดิเรกมาเป็นงานจริงจังเลย ทุกอย่างตีย้อนเข้ามาหมดเลย
“น่าจะเชื่อยายเชื่อแม่เนอะ ป่านนี้คงสบายไปแล้ว“
“น่าจะเรียนหมอหรืออย่างน้อยก็เรียนสัตวแพทย์ตามที่ตั้งใจ อย่างน้อยก็เงินเยอะ จะได้สร้างตัวได้ไวๆ“
“ที่พ่อส่งเรียนมาตั้งแพงๆ เหมือนไม่มีค่าอะไรเลย“
เราเครียดมากถึงแม้ว่าสุดท้ายทุกคนในครอบครัวจะไม่ได้กล่าวโทษอะไรเราเลย พ่อก็บอกว่าแค่ส่งเราไปวิ่งเล่นในสังคม ให้โตเอง ให้ไปใช้ชีวิตวัยรุ่น แล้วจะกลับมารับช่วงต่อธุรกิจทำกับพ่อก็ได้
เราก็ยังรู้สึกละอายใจอยู่ดี
เรากลับมาบ้านก็ขอโทษพ่อแม่ ตัดสินใจบอกความจริงว่าตอนนี้รู้สึกหมดไฟมากๆ ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรจริงๆ
เราไปลองสมัครงานเป็นพนักงานขายของ ก็แฮปปี้นะคะ ขายของจัดของสวยๆน่ารักๆ ได้บริการลูกค้า ได้เจอคนดีๆรอยยิ้มสวยๆ เรารักการเจอผู้คนดีๆ แต่เราก็ยังไม่ชอบเพราะเวลาพักผ่อนน้อย หยุดแค่วันเดียว ไปทำงานเช้าไม่ได้คุยกับครอบครัวหรือเพื่อน เลิกงานก็ดึกได้แค่กินอาบน้ำนอน
กลายเป็นว่าเราเครียดจนนิสัยเสียใส่คนรอบตัว ความสุขความรักอยู่รอบตัวแต่คว้าไว้ไม่ได้
หลังจากออกจากงานมา เราเข้าอกเข้าใจคนทำงานอย่างเลือกไม่ได้มากๆ เราเห็นพนักงานทำงานอะไรที่ไหน เราก็จะคอยช่วยคอยให้ทิปตลอดเพราะรู้ว่าเขาเหนื่อย
ล่าสุดพ่อก็ส่งไปโครงการ work&travel ไปทำงานที่อเมริกาและเที่ยวเก็บประสบการณ์ เราได้ทำงานเป็นแม่บ้านโรงแรม เราก็ได้รับประสบการณ์กลับมาจริงๆ เงินก็เยอะ เกินคำว่าคุ้มค่าเหนื่อย แต่ก็สูญเสียสุขภาพ
ตอนนี้พ่อแม่แข็งแรงกว่าเรามาก เราเข้าออกโรงพยาบาล ทั้งบาดเจ็บ ทั้งจิตเวชจนท้อกับชีวิตแล้ว
พ่อก็บอกให้เลิกเอาตัวเองไปลำบาก กลับมาเป็นเจ้านายตัวเองเถอะ
เราเลือกไม่ได้ เราไม่อยากพึ่งพ่อแม่แล้ว แต่เราก็ตามหาตัวเองไม่เจอสักที
เราเสียใจ เราแค่อยากรู้จักตัวเอง อยากพูดได้เต็มปากว่าเก่งอะไร
เราทำได้ทุกอย่างเลย พรสวรรค์เดียวที่เรามีคือเราทำได้ทุกอย่าง แค่หยิบจับอะไรแปปเดียว ไม่ต้องอ่านคู่มือเราก็รู้กลไก แต่เราไม่สุดสักทาง
มีใครกำลังเป็นหรือผ่านมาแล้วบ้างมั้ยคะ ควรหาตัวเองต่อไปหรือพอแค่นี้แล้วกลับไปทำงานกับพ่อดีคะ