🥕🍠แครอท VS. มันหวาน ศึกผักสีส้มตัวท็อป ! ใครเด่นเรื่องสายตา และหัวใจกว่ากัน ?

กระทู้สนทนา
ถ้าพูดถึงผักสีส้มที่หลายคนคุ้นเคย และมักถูกยกให้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ “แครอท” และ “มันหวาน” คงเป็นสองชื่อที่หนีไม่พ้น โดยทั้งคู่มีเบต้าแคโรทีน ใยอาหาร วิตามิน  และแร่ธาตุหลายชนิด แต่ถ้าเอามาเทียบกันแบบชัดๆแล้ว ใครเด่นเรื่องสารอาหารมากกว่ากัน และเราควรเลือกกินแบบไหนให้เหมาะกับตัวเอง มาดูกันครับ :


1. เรื่องสายตา แครอทหรือมันหวานที่มีเบต้าแคโรทีนมากกว่ากัน ?
☑️ทั้งแครอท และมันหวานสีส้มมีเบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ โดยวิตามินเอมีบทบาทสำคัญต่อการมองเห็น และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน หากเทียบข้อมูลโภชนาการต่อ 100 กรัม มันหวานสีส้มมีวิตามินเอสูงกว่าแครอทในข้อมูลชุดนี้

🍠 มันหวานอบ 100 กรัม มีวิตามินเอประมาณ 961 ไมโครกรัม RAE
🥕 แครอทสุก 100 กรัม มีวิตามินเอประมาณ 852 ไมโครกรัม RAE


อย่างไรก็ตาม ตัวเลขอาจแตกต่างกันได้ตามพันธุ์ สี และวิธีปรุง จึงไม่ควรสรุปว่ากินชนิดใดชนิดหนึ่งแล้วจะป้องกันโรคทางตาได้โดยตรง ทั้งสองชนิดจึงสามารถเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่ดีต่อสุขภาพดวงตาได้


2. เรื่องหัวใจ
🧿ถ้ามองเรื่องสุขภาพหัวใจ ทั้งแครอท และมันหวานมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน :
🥕 แครอท มีพลังงานค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับมันหวาน และมีใยอาหาร รวมถึงสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ จึงเหมาะที่จะนำมาเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารที่เน้นผัก และควบคุมพลังงาน
🍠 มันหวาน ให้คาร์โบไฮเดรตมากกว่า จึงเหมาะเป็นแหล่งพลังงานในมื้ออาหาร และยังมีโพแทสเซียม รวมถึงวิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิด

แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า การกินแครอทหรือมันหวานเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะลดความดันหรือคอเลสเตอรอลได้โดยตรง สุขภาพหัวใจขึ้นอยู่กับภาพรวมของอาหาร น้ำหนักตัว การออกกำลังกาย การนอน และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆด้วย


3. ถ้าเทียบโภชนาการต่อ 100 กรัม ต่างกันอย่างไร ?
🧿จากข้อมูลที่นำมาเปรียบเทียบ แครอทสุกให้พลังงานประมาณ 35 กิโลแคลอรี ขณะที่มันหวานอบอยู่ที่ประมาณ 90 กิโลแคลอรี
• ในด้านคาร์โบไฮเดรต แครอทมีประมาณ 8.22 กรัม ส่วนมันหวานมีประมาณ 20.7 กรัม
• น้ำตาลอยู่ที่ประมาณ 3.45 กรัมในแครอท และ 6.48 กรัมในมันหวาน
• ส่วนใยอาหาร ทั้งคู่มีใกล้เคียงกัน โดยแครอทมีประมาณ 3 กรัม และมันหวานประมาณ 3.3 กรัมต่อ 100 กรัม
• สำหรับสารอาหารอื่นๆ มันหวานมีโปรตีนประมาณ 2 กรัม วิตามินซีประมาณ 19.6 มิลลิกรัม โพแทสเซียมประมาณ 475 มิลลิกรัม และแมกนีเซียมประมาณ 27 มิลลิกรัม
• ขณะที่แครอทมีโปรตีนประมาณ 0.76 กรัม วิตามินซีประมาณ 3.6 มิลลิกรัม โพแทสเซียมประมาณ 235 มิลลิกรัม และแมกนีเซียมประมาณ 10 มิลลิกรัม

ดังนั้นจะเห็นว่า มันหวานให้พลังงาน และคาร์โบไฮเดรตมากกว่า แต่ก็มีสารอาหารบางชนิดสูงกว่าเช่นกัน


4. ถ้าเน้นคุมพลังงาน เลือกแครอทได้ไหม ?
🧿ถ้าเน้นคุมพลังงาน เลือกแครอทได้ โดยเฉพาะถ้าต้องการเพิ่มปริมาณผักในมื้ออาหาร โดยไม่เพิ่มพลังงานมากเกินไป
• แครอทสามารถกินเป็นผักเคียง ใส่ในสลัด ซุปหรือเมนูต่างๆ ได้ และมีใยอาหารที่ช่วยเพิ่มความอิ่ม
• ส่วนเรื่อง “คุมเบาหวาน”ไม่ควรดูเพียงค่า GI ของอาหารชนิดเดียว แต่ควรดูปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่กินจริงทั้งมื้อ รวมถึงวิธีปรุง และอาหารที่กินคู่กันด้วย

5. ถ้าต้องการพลังงาน และอิ่มท้อง มันหวานก็มีข้อดี
🧿มันหวานมีคาร์โบไฮเดรตมากกว่าแครอท จึงสามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานในมื้ออาหารได้ โดยเฉพาะคนที่มีกิจกรรมหรือออกกำลังกาย นอกจากนี้ ยังมีใยอาหาร และสารอาหารหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม วิตามินซี และวิตามินเอ แต่ถ้ากำลังควบคุมพลังงาน ก็ควรดูปริมาณที่กิน เพราะมันหวานให้พลังงานมากกว่าแครอทต่อ 100 กรัม

☑️สรุปแล้ว ไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงอย่างเดียว เพราะแครอท และมันหวานมีจุดเด่นต่างกัน โดยแครอทเหมาะกับคนที่อยากเพิ่มผักในมื้ออาหาร และควบคุมพลังงาน ส่วนมันหวาน เหมาะกับคนที่ต้องการแหล่งคาร์โบไฮเดรต และพลังงาน พร้อมได้รับใยอาหาร และสารอาหารอื่นๆ

ถ้าอยากกินให้หลากหลาย จะสลับกันกินก็ได้ เพราะการดูแลสุขภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหาร “ตัวท็อป” เพียงชนิดเดียว แต่สำคัญที่ภาพรวมของอาหาร และพฤติกรรมในแต่ละวัน

และอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือ “วิธีปรุง” มันหวานนึ่งหรืออบแบบไม่เติมน้ำตาลย่อมแตกต่างจากมันหวานที่นำไปทอดหรือราดซอสหวาน ส่วนแครอทเองก็เช่นกัน หากนำไปผัดด้วยน้ำมันหรือทำเป็นเมนูที่มีน้ำตาล และซอสจำนวนมาก คุณค่าทางโภชนาการของทั้งมื้อก็เปลี่ยนไปได้

สุดท้ายแล้ว แครอทกับมันหวานไม่ได้มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว  เลือกให้เหมาะกับเป้าหมาย ปริมาณ และรูปแบบการกินของเรา จะเป็นประโยชน์มากกว่าครับ

ที่มา :Sanook
อ้างอิง : USDA FoodData Central และข้อมูลโภชนาการที่เกี่ยวข้อง
ภาพประกอบ : Pixabay
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่