‘สมชัย’ เปิดตอน 7 ตั้งคำถามคดีฮั้วสว. ‘สำนวนอ่อน’ ฝั่งนักการเมือง เริ่มจากชุด 26 หรือทีมเลขาฯ ชุด 36 https://www.matichon.co.th/politics/news_5881564
.
.
‘สมชัย’ เปิดตอน 7 ตั้งคำถามคดีฮั้วสว. ‘สำนวนอ่อน’ ฝั่งนักการเมือง เริ่มจากชุด 26 หรือทีมเลขาฯ ชุด 36
.
เมื่อวันที่ 9 กันยายน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ตอนที่ 7 สำนวนอ่อน ของกลุ่มนักการเมือง เริ่มมาจากขั้นไหน” โดยกล่าวถึงการอ่านรายงานการประชุมคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ครั้งที่ 7/2569 เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ซึ่งใช้เวลาประชุม 2 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 13.30-15.30 น. และครั้งที่ 8/2569 เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 09.30-12.00 น.
.
นายสมชัยระบุว่า การประชุมทั้ง 2 ครั้งใช้เวลารวม 5 ชั่วโมงครึ่ง ในการพิจารณาสำนวนฝ่ายการเมือง 22 คน ตั้งแต่ผู้ถูกร้องที่ 187 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ถึงผู้ถูกร้องที่ 228 นายเนวิน ชิดชอบ เฉลี่ยใช้เวลาพิจารณาคนละ 15 นาที
.
นายสมชัยระบุว่า จากการอ่านการนำเสนอข้อมูลการสอบสวนและไต่สวนของชุดที่ 26 โดยทีมเลขานุการชุดที่ 36 ทำให้เกิดความรู้สึกว่า “หย่อนมือมาตั้งแต่ชุด 26 เพื่อให้คดีฮั้ว สว.ไม่ไปถึงนักการเมืองหรือไม่”
.
นายสมชัยระบุต่อว่า สำนวนในกรณีอื่นๆ ที่เคยมีความเข้มข้น มีพยานหลักฐานทั้งภาพถ่าย คลิปเสียง คลิปภาพ หลักฐานการโอนเงิน หลักฐานการจองที่พัก เส้นทางการเงิน รายละเอียดการสอบพยาน และรายการโทรศัพท์ แต่กลับปรากฏน้อยถึงน้อยมากในสำนวนที่เกี่ยวกับนักการเมือง
.
ส่วนพยานหลักฐานที่ฝ่ายเลขานุการนำเสนอต่ออนุกรรมการชุดที่ 36 ส่วนใหญ่เป็นพยานบอกเล่าและพยานรหัส โดยเฉพาะพยานรหัส 16 พร้อมมีรายละเอียดกำกับว่า “เป็นอดีต สส.ภูมิใจไทย เมื่อถูกขับออกจากพรรคก็มาให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อพรรค ต่อมามีหนังสือขอกลับคำให้การทั้งหมดที่ตนให้ไว้” และมีข้อความว่า “จึงมีข้อพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือของพยานรายนี้ โดยเห็นว่า ไม่น่าเชื่อถือ” ระบุท้ายการอ่านสำนวนของนักการเมืองในชุดที่ 26 แทบตลอดเวลา
.
นายสมชัยยังยกตัวอย่างกรณีผู้ถูกร้องที่ 191 ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่า มีการเสนอหลักฐานการโทรหาผู้สมัคร ส.ว.ที่ได้รับเลือกเป็น ส.ว. 3 ราย จำนวน 4 ครั้ง 7 ครั้ง และ 3 ครั้ง แต่ไม่มีการระบุว่าโทรเมื่อใด ใกล้วันเลือกหรือไม่ เป็น ส.ว.จากจังหวัดใด หรือมารวมกันที่ใดหรือไม่
ส่วนผู้ถูกร้องที่ 196 ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย มีรายการรับโทรศัพท์จากผู้สมัคร ส.ว.ที่ได้รับเลือกเป็น ส.ว. 4 ราย จำนวน 19 ครั้ง 1 ครั้ง 13 ครั้ง และ 25 ครั้ง แต่ไม่ระบุว่าโทรเมื่อใด เวลาใด เป็นการโทรในวันเลือก ส.ว.หรือไม่ และผู้สมัครดังกล่าวมาจากจังหวัดใด โดยระบุเพียงว่าพิกัดโทรศัพท์ของทั้ง 4 รายมาจากอิมแพ็ค ฟอรั่ม จ.นนทบุรี
.
ขณะที่ผู้ถูกร้องที่ 197 ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย นายสมชัยระบุว่า มีการใช้โทรศัพท์ของผู้สมัคร ส.ว.ที่ได้รับเลือก โทรต่อวนเป็นเครือข่ายรวมนับสิบครั้ง จนวนถึงผู้ถูกร้องที่ 228 นายเนวิน ชิดชอบ แต่ไม่มีรายละเอียดวันและเวลาการโทร
.
นายสมชัยระบุว่า การอ่านสำนวนของชุดที่ 26 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองเป็นลักษณะเช่นนี้ตลอดการประชุมทั้ง 2 ครั้ง พร้อมระบุว่า “หากอนุฯ ชุด 36 เอาแต่ฟังไม่สนใจซักถามเชิงลึก เป็นผม ผมก็คงยกคำร้องว่า ไม่ผิดแทบทั้งหมด”
.
พร้อมตั้งคำถามว่า “ชุด 26 สอบสวนหยาบ โดยเน้นหยาบเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับนักการเมือง หรือสอบละเอียดแล้ว มารายงานสรุปแบบหยาบ ของทีมเลขา ชุด 36”
.
นายสมชัยระบุด้วยว่า ตนไม่มีเอกสารของชุดที่ 26 พร้อมขอให้ผู้ที่มีเอกสารลองตรวจสอบในรายละเอียด และหากมีผู้อนุเคราะห์เอกสารก็ยินดีนำมาศึกษา “เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทั้ง 2 ชุด”
.
ทั้งนี้ นายสมชัยระบุว่า ในตอนที่ 8 จะนำมาตรฐานอดีต กกต. มาพิจารณาจากรายงานการประชุมชุดที่ 36 ว่า ในคดีส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง 22 คน น่าจะส่งศาลฎีกากี่คน
.
https://www.facebook.com/somchaivision/posts/pfbid0xkztpVaSdtHJmtb4oryynuu2CiqNyd82DGCTzQw7vBLqTrxo3mYBHqKY4jeLq13ol
.
.
สส.ปชน. รุมฉะ กรมการปกครอง ซื้อเสื้อเกราะตัวละ 4.6 หมื่น จากบริษัทขายเสื้อนักเรียน
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10392021
.
สส.ปชน. รุมฉะ กรมการปกครอง ซื้อซอฟต์แวร์สแกนมือถือ 100 ล้าน ไร้สเปก จากบริษัทที่มีรายได้ 0 บาท แฉ ซื้อเสื้อเกราะ ตัวละ 46,000 บาท จากบริษัทขายเสื้อนักเรียน ชี้สเปกเดียวกับ กอ.รมน. แต่แพงกว่า 1.5 หมื่น
.
เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 9 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนาย
โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันที่ 3 เข้าสู่มาตรา 20 กระทรวงหมาดไทย และหน่วยงานในกำกับ วงเงิน 226,929 ล้านบาท
.
โดย น.ส.
ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า ขอเสนอตัดงบโครงการจัดหาระบบวิเคราะห์และสำเนาข้อมูลโทรศัพท์มือถือ เพื่อการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัล วงเงิน 100 ล้านบาท ของกรมการปกครอง เป็นโครงการสำหรับดึงและตรวจข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือ เพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐาน
.
แต่ไม่สามารถชี้แจงได้ว่า ซอฟต์แวร์ที่จะซื้อคือผลิตภัณฑ์อะไร แต่กำหนดราคากลางมาแล้ว 100 ล้านบาท โดยไปสืบราคาจาก 2 บริษัท โดยบริษัทแรกมีรายได้ 0 บาท ที่แจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และบริษัทที่สองมีรายได้ 480,000 บาท ทั้งที่โครงการมีวงเงิน 100 ล้านบาท
.
“
ช่วงนี้คำว่า “ฮั้ว” เป็นคำที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของคนบางกลุ่ม จึงต้องชี้แจงให้ได้อย่างโปร่งใส” น.ส.
ชลณัฏฐ์ กล่าว
.
น.ส.
ชลณัฏฐ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลทางโทรศัพท์ ที่ระบุว่า ข้อมูลต้องถูกส่งไปให้ผู้บริการภายนอกประเทศช่วยประมวลผล จึงเป็นห่วงการเข้าถึงข้อมูล เพราะช่วงที่ผ่านมากรมการปกครองมีกระแสข่าวว่ามีข้อมูลหลุด
.
รวมถึงเรื่องความซ้ำซ้อนการทำงาน เพราะปัจจุบันตำรวจและหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานมีการตรวจข้อมูลจากโทรศัพท์อยู่แล้ว เหตุใดกรมการปกครองต้องซื้อระบบของตัวเองอีก 100 ล้านบาท งานที่กรมการปกครองทำ มีอะไรที่ระบบของตำรวจทำไม่ได้ หากต่างคนต่างซื้อ คนที่จ่ายเงินคือประชาชน
.
ขณะที่ น.ท.
กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายมาตรา 20 กระทรวงมหาดไทยว่า ปีนี้กรมการปกครอง ของบประมาณมาเพื่อขอซื้อเสื้อเกราะกันกระสุน จำนวน 14,814 ตัว วงเงิน 482.8 ล้านบาท ประกอบด้วย เสื้อเกราะสำหรับกองบัญชาการกองรักษาการดินแดนจำนวน 4,977 ตัว ราคาตัวละ 46,000 บาท วงเงิน 228.9 ล้านบาท
.
สำหรับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านอีก 1,200 ตัว ราคาตัวละ 46,000 บาท วงเงิน 55.2 ล้านบาท และเสื้อคออ่อนระดับ 3A อีก 8,637 ตัวราคาตัวละ 23,000 บาท วงเงิน 198.6 ล้านบาท
.
ยืนยันว่าตนไม่ได้ติดขัดในการจัดหาเสื้อเกราะให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง แต่สิ่งที่ตนติดใจ คือ ราคาและที่มาของราคา เพราะเสื้อเกราะที่กรมการปกครองซื้อราคาตัวละ 46,000 บาท ในขณะที่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซื้อเสื้อเกาะสเปกเดียวกันราคาตัวละ 31,000 บาท ส่วนต่าง 15,000 บาท
.
น.ท.
กิตติพงษ์ กล่าวต่อว่า ถ้าใช้เงิน 93,000 บาท กรมการปกครองจะซื้อได้เพียง 2 ตัว ขณะที่ กอ.รมน. ซื้อได้ถึง 3 ตัว ถ้าสเปกเหมือนกันจริง คำถามคือทำไมประชาชนต้องจ่ายแพงกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะการซื้อเสื้อเกราะ แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในการพิจารณางบประมาณแต่ละปี ที่สินค้าประเภทเดียวกันบางครั้งตราอักษรและสเปกเดียวกัน
.
แต่พอเป็นหน่วยงานต่างกัน ราคาก็ต่างกัน เพราะระบบของเรายังปล่อยให้แต่ละหน่วยงานไปสืบราคาด้วยตัวเองได้ แล้วนำใบเสนอราคามาตั้งคำของบประมาณ ทั้งที่ภาครัฐควรมีข้อมูลการจัดซื้อ เบิกจ่ายจำนวนมหาศาลอยู่แล้วก็ควรรู้ว่าของชิ้นนี้หน่วยงานไหนเคยซื้อ ซื้อเมื่อไหร่ ซื้อกี่ชิ้น ราคาต่อชิ้นเท่าไหร่
.
จึงขอเสนอให้สำนักงานประมาณ นำข้อมูลของกรมบัญชีกลางและข้อมูลจากระบบที่เกี่ยวข้อง มาสร้างฐานข้อมูลเปรียบเทียบราคา ห้ามหน่วยงานหนึ่งซื้อของที่มีลักษณะใกล้เคียงกับที่หน่วยงานหนึ่งเคยซื้อ แต่ราคาแพงกว่า 20% ถึง 40% ระบบควรจะมีการตั้งอัตโนมัติ เพื่อให้รู้ว่าราคาไม่เท่ากันทุกครั้ง หากราคาผิดไปจากที่รัฐเคยซื้ออย่างมีนัยยะสำคัญ หน่วยงานก็ต้องอธิบายว่าทำไมจึงต้องซื้อในราคาที่แพงกว่า
.
น.ท.
กิตติพงษ์ กล่าวว่า ที่สำคัญสินค้ามาตรฐานที่รัฐบาลซื้อซ้ำๆ ควรเร่งผลักดันนโยบาย E-shopping ให้หน่วยงานสามารถเปรียบเทียบราคาและจัดซื้อผ่านระบบกลางได้ และต้องเปลี่ยนจากแต่ละหน่วยงานไปถามเอกชนว่า ซื้อของชิ้นนี้ราคาเท่าไหร่ เป็นรัฐต้องรู้เองว่าต้องซื้อของชิ้นนี้ในราคาเท่าไหร่
.
และโครงการนี้ยังสะท้อนปัญหา คือ คุณภาพใบเสนอราคา จากข้อมูลที่ได้รับในการพิจารณางบประมาณ หนึ่งในบริษัทที่ทางหน่วยงานไปสืบราคามาประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการขายเสื้อนักเรียน แต่เสนอใบเสนอราคามาเป็นขายเสื้อเกราะ และบริษัทนี้รายได้ทั้งปีรวมกันเพียง 12,000 บาท แต่เสื้อเกราะ 1 ตัวราคาตัวละ 46,000 บาท หมายความว่าเสื้อเกราะเพียง1 ตัว มีมูลค่าสูงกว่ารายได้ของบริษัททั้งปี
.
“
ผมไม่ได้กล่าวหาว่าสิ่งที่บริษัททำนั้นผิด แต่ใบเสนอราคาเช่นนี้ไม่ควรใช้เป็นฐานในการตั้งงบประมาณตั้งแต่แรก และนี่ไม่ใช่กรณีเดียว จึงขอเสนอให้สำนักงบประมาณประสานขอข้อมูลกับกลุ่มพัฒนาธุรกิจและการค้า เพื่อช่วยตรวจสอบบริษัทที่ใช้เป็นแหล่งที่มา
.
อย่างน้อยต้องรู้ว่าบริษัทนี้ประกอบธุรกิจประเภทใด มีสถานะอย่างไร และข้อมูลทางธุรกิจมีความสอดคล้องกับสินค้าที่เสนอราคาหรือไม่ เพราะมีใบเสนอราคาไม่ได้แปลว่าได้ราคาตลาดและเอกสารครบ ไม่ได้แปลว่าได้ของที่มีคุณภาพ” น.ท.
กิตติพงษ์ กล่าว
.
.
‘ณัฐพล’ ชงตัดงบกรมปกครอง 47 ล. ชี้ระบบบันทึกผู้เข้าพักแก้ไม่ตรงจุด
https://www.matichon.co.th/politics/news_5881704
.
“ณัฐพล” เสนอตัดงบกรมการปกครอง 47 ล้านบาท โครงการระบบบันทึกข้อมูลผู้เข้าพักฯ เหตุไม่ช่วยแก้ปัญหา กระบวนการยังกลับหัวกลับหาง จี้ รัฐบาลนำร่างแก้ไขพ.ร.บ.โรงแรมฉบับใหญ่เข้าสภาฯ นำ 7 หมื่นกว่าที่พักเข้าระบบก่อน
.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 กันยายน ที่รัฐสภา นาย
ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายงบประมาณกระทรวงมหาดไทย โครงการของกรมการปกครอง โดยชื่นชมโครงการจัดซื้อบัตรประชาชน ที่ในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณปี 70 กรมการปกครอง ได้ปรับลดค่าจัดซื้อบัตรประชาชนลง 43 ล้านบาท เฉลี่ยบัตรละ 15.55 บาท ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ซื้อได้จริง แม้ว่าปีที่ผ่านมาไม่สามารถปรับลดได้ แต่หน่วยงานรับข้อสังเกตจากการพิจารณางบประมาณปีที่ผ่านมา จนนำมาสู่การปรับปรุงทำให้ปีนี้มีการปรับลดลง ตรงนี้เป็นส่วนที่ขอชื่นชม
.
ส่วนโครงการระบบบันทึกข้อมูลผู้เข้าพักโรงแรมเพื่อความมั่นคงและปลอดภัย มูลค่า 47 ล้านบาท รองรับโรงแรมที่พักถูกกฎหมาย 2 หมื่นกว่าแห่ง ซึ่งเป็นโครงการระบบไอทีประเมินผลแบบ AI ที่โรงแรมต้องแจ้งข้อมูลผู้เข้าพักให้กรมการปกครองได้รับรู้ เพื่อทดแทนของเดิมให้ทันสมัยมากขึ้น แต่ปัญหาของการที
JJNY : ‘สมชัย’ถามคดีฮั้วสว.‘สำนวนอ่อน’│ปชน.รุมฉะกรมการปกครอง│‘ณัฐพล’ชี้ระบบเข้าพักแก้ไม่ตรงจุด│ปูตินยันไม่มีแผนโจมตีนาโต
.
https://www.facebook.com/somchaivision/posts/pfbid0xkztpVaSdtHJmtb4oryynuu2CiqNyd82DGCTzQw7vBLqTrxo3mYBHqKY4jeLq13ol
.
.
สส.ปชน. รุมฉะ กรมการปกครอง ซื้อเสื้อเกราะตัวละ 4.6 หมื่น จากบริษัทขายเสื้อนักเรียน
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10392021
.
สส.ปชน. รุมฉะ กรมการปกครอง ซื้อซอฟต์แวร์สแกนมือถือ 100 ล้าน ไร้สเปก จากบริษัทที่มีรายได้ 0 บาท แฉ ซื้อเสื้อเกราะ ตัวละ 46,000 บาท จากบริษัทขายเสื้อนักเรียน ชี้สเปกเดียวกับ กอ.รมน. แต่แพงกว่า 1.5 หมื่น
.
เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 9 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันที่ 3 เข้าสู่มาตรา 20 กระทรวงหมาดไทย และหน่วยงานในกำกับ วงเงิน 226,929 ล้านบาท
.
โดย น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า ขอเสนอตัดงบโครงการจัดหาระบบวิเคราะห์และสำเนาข้อมูลโทรศัพท์มือถือ เพื่อการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัล วงเงิน 100 ล้านบาท ของกรมการปกครอง เป็นโครงการสำหรับดึงและตรวจข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือ เพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐาน
.
แต่ไม่สามารถชี้แจงได้ว่า ซอฟต์แวร์ที่จะซื้อคือผลิตภัณฑ์อะไร แต่กำหนดราคากลางมาแล้ว 100 ล้านบาท โดยไปสืบราคาจาก 2 บริษัท โดยบริษัทแรกมีรายได้ 0 บาท ที่แจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และบริษัทที่สองมีรายได้ 480,000 บาท ทั้งที่โครงการมีวงเงิน 100 ล้านบาท
.
“ช่วงนี้คำว่า “ฮั้ว” เป็นคำที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของคนบางกลุ่ม จึงต้องชี้แจงให้ได้อย่างโปร่งใส” น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าว
.
น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลทางโทรศัพท์ ที่ระบุว่า ข้อมูลต้องถูกส่งไปให้ผู้บริการภายนอกประเทศช่วยประมวลผล จึงเป็นห่วงการเข้าถึงข้อมูล เพราะช่วงที่ผ่านมากรมการปกครองมีกระแสข่าวว่ามีข้อมูลหลุด
.
รวมถึงเรื่องความซ้ำซ้อนการทำงาน เพราะปัจจุบันตำรวจและหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานมีการตรวจข้อมูลจากโทรศัพท์อยู่แล้ว เหตุใดกรมการปกครองต้องซื้อระบบของตัวเองอีก 100 ล้านบาท งานที่กรมการปกครองทำ มีอะไรที่ระบบของตำรวจทำไม่ได้ หากต่างคนต่างซื้อ คนที่จ่ายเงินคือประชาชน
.
ขณะที่ น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายมาตรา 20 กระทรวงมหาดไทยว่า ปีนี้กรมการปกครอง ของบประมาณมาเพื่อขอซื้อเสื้อเกราะกันกระสุน จำนวน 14,814 ตัว วงเงิน 482.8 ล้านบาท ประกอบด้วย เสื้อเกราะสำหรับกองบัญชาการกองรักษาการดินแดนจำนวน 4,977 ตัว ราคาตัวละ 46,000 บาท วงเงิน 228.9 ล้านบาท
.
สำหรับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านอีก 1,200 ตัว ราคาตัวละ 46,000 บาท วงเงิน 55.2 ล้านบาท และเสื้อคออ่อนระดับ 3A อีก 8,637 ตัวราคาตัวละ 23,000 บาท วงเงิน 198.6 ล้านบาท
.
ยืนยันว่าตนไม่ได้ติดขัดในการจัดหาเสื้อเกราะให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง แต่สิ่งที่ตนติดใจ คือ ราคาและที่มาของราคา เพราะเสื้อเกราะที่กรมการปกครองซื้อราคาตัวละ 46,000 บาท ในขณะที่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซื้อเสื้อเกาะสเปกเดียวกันราคาตัวละ 31,000 บาท ส่วนต่าง 15,000 บาท
.
น.ท.กิตติพงษ์ กล่าวต่อว่า ถ้าใช้เงิน 93,000 บาท กรมการปกครองจะซื้อได้เพียง 2 ตัว ขณะที่ กอ.รมน. ซื้อได้ถึง 3 ตัว ถ้าสเปกเหมือนกันจริง คำถามคือทำไมประชาชนต้องจ่ายแพงกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะการซื้อเสื้อเกราะ แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในการพิจารณางบประมาณแต่ละปี ที่สินค้าประเภทเดียวกันบางครั้งตราอักษรและสเปกเดียวกัน
.
แต่พอเป็นหน่วยงานต่างกัน ราคาก็ต่างกัน เพราะระบบของเรายังปล่อยให้แต่ละหน่วยงานไปสืบราคาด้วยตัวเองได้ แล้วนำใบเสนอราคามาตั้งคำของบประมาณ ทั้งที่ภาครัฐควรมีข้อมูลการจัดซื้อ เบิกจ่ายจำนวนมหาศาลอยู่แล้วก็ควรรู้ว่าของชิ้นนี้หน่วยงานไหนเคยซื้อ ซื้อเมื่อไหร่ ซื้อกี่ชิ้น ราคาต่อชิ้นเท่าไหร่
.
จึงขอเสนอให้สำนักงานประมาณ นำข้อมูลของกรมบัญชีกลางและข้อมูลจากระบบที่เกี่ยวข้อง มาสร้างฐานข้อมูลเปรียบเทียบราคา ห้ามหน่วยงานหนึ่งซื้อของที่มีลักษณะใกล้เคียงกับที่หน่วยงานหนึ่งเคยซื้อ แต่ราคาแพงกว่า 20% ถึง 40% ระบบควรจะมีการตั้งอัตโนมัติ เพื่อให้รู้ว่าราคาไม่เท่ากันทุกครั้ง หากราคาผิดไปจากที่รัฐเคยซื้ออย่างมีนัยยะสำคัญ หน่วยงานก็ต้องอธิบายว่าทำไมจึงต้องซื้อในราคาที่แพงกว่า
.
น.ท.กิตติพงษ์ กล่าวว่า ที่สำคัญสินค้ามาตรฐานที่รัฐบาลซื้อซ้ำๆ ควรเร่งผลักดันนโยบาย E-shopping ให้หน่วยงานสามารถเปรียบเทียบราคาและจัดซื้อผ่านระบบกลางได้ และต้องเปลี่ยนจากแต่ละหน่วยงานไปถามเอกชนว่า ซื้อของชิ้นนี้ราคาเท่าไหร่ เป็นรัฐต้องรู้เองว่าต้องซื้อของชิ้นนี้ในราคาเท่าไหร่
.
และโครงการนี้ยังสะท้อนปัญหา คือ คุณภาพใบเสนอราคา จากข้อมูลที่ได้รับในการพิจารณางบประมาณ หนึ่งในบริษัทที่ทางหน่วยงานไปสืบราคามาประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการขายเสื้อนักเรียน แต่เสนอใบเสนอราคามาเป็นขายเสื้อเกราะ และบริษัทนี้รายได้ทั้งปีรวมกันเพียง 12,000 บาท แต่เสื้อเกราะ 1 ตัวราคาตัวละ 46,000 บาท หมายความว่าเสื้อเกราะเพียง1 ตัว มีมูลค่าสูงกว่ารายได้ของบริษัททั้งปี
.
“ผมไม่ได้กล่าวหาว่าสิ่งที่บริษัททำนั้นผิด แต่ใบเสนอราคาเช่นนี้ไม่ควรใช้เป็นฐานในการตั้งงบประมาณตั้งแต่แรก และนี่ไม่ใช่กรณีเดียว จึงขอเสนอให้สำนักงบประมาณประสานขอข้อมูลกับกลุ่มพัฒนาธุรกิจและการค้า เพื่อช่วยตรวจสอบบริษัทที่ใช้เป็นแหล่งที่มา
.
อย่างน้อยต้องรู้ว่าบริษัทนี้ประกอบธุรกิจประเภทใด มีสถานะอย่างไร และข้อมูลทางธุรกิจมีความสอดคล้องกับสินค้าที่เสนอราคาหรือไม่ เพราะมีใบเสนอราคาไม่ได้แปลว่าได้ราคาตลาดและเอกสารครบ ไม่ได้แปลว่าได้ของที่มีคุณภาพ” น.ท.กิตติพงษ์ กล่าว
.
.
‘ณัฐพล’ ชงตัดงบกรมปกครอง 47 ล. ชี้ระบบบันทึกผู้เข้าพักแก้ไม่ตรงจุด
https://www.matichon.co.th/politics/news_5881704
.
“ณัฐพล” เสนอตัดงบกรมการปกครอง 47 ล้านบาท โครงการระบบบันทึกข้อมูลผู้เข้าพักฯ เหตุไม่ช่วยแก้ปัญหา กระบวนการยังกลับหัวกลับหาง จี้ รัฐบาลนำร่างแก้ไขพ.ร.บ.โรงแรมฉบับใหญ่เข้าสภาฯ นำ 7 หมื่นกว่าที่พักเข้าระบบก่อน
.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 กันยายน ที่รัฐสภา นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายงบประมาณกระทรวงมหาดไทย โครงการของกรมการปกครอง โดยชื่นชมโครงการจัดซื้อบัตรประชาชน ที่ในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณปี 70 กรมการปกครอง ได้ปรับลดค่าจัดซื้อบัตรประชาชนลง 43 ล้านบาท เฉลี่ยบัตรละ 15.55 บาท ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ซื้อได้จริง แม้ว่าปีที่ผ่านมาไม่สามารถปรับลดได้ แต่หน่วยงานรับข้อสังเกตจากการพิจารณางบประมาณปีที่ผ่านมา จนนำมาสู่การปรับปรุงทำให้ปีนี้มีการปรับลดลง ตรงนี้เป็นส่วนที่ขอชื่นชม
.
ส่วนโครงการระบบบันทึกข้อมูลผู้เข้าพักโรงแรมเพื่อความมั่นคงและปลอดภัย มูลค่า 47 ล้านบาท รองรับโรงแรมที่พักถูกกฎหมาย 2 หมื่นกว่าแห่ง ซึ่งเป็นโครงการระบบไอทีประเมินผลแบบ AI ที่โรงแรมต้องแจ้งข้อมูลผู้เข้าพักให้กรมการปกครองได้รับรู้ เพื่อทดแทนของเดิมให้ทันสมัยมากขึ้น แต่ปัญหาของการที