🕶️
บอสพาชิม in Bangkok: MACHRI - "อาหารเก่าในวันนี้ คืออาหารใหม่ในวันนั้น"
"อาหารเก่าในวันนี้ คืออาหารใหม่ในวันนั้น" ประโยคนี้อธิบายตัวตนของร้าน MACHRI (มาครี) ร้านอาหารสไตล์ Fine Dining น้องใหม่ในโรงแรม Pullman King Power ซอยรางน้ำ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยความน่าสนใจของมื้อนี้คือการได้ "เชฟแท็ป" (ศุภสิทธิ์ ก๊กผล) เชฟมากฝีมือจากร้าน Coda มาร่วมครีเอตเมนู

คอนเซปต์ของที่นี่เป็นการหยิบยกแรงบันดาลใจจากการเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ซึ่งทรงเป็นนักชิมชื่อดังของไทย และเป็นหมุดหมายสำคัญที่วัฒนธรรมตะวันตกเริ่มเข้ามาผสมผสานกับอาหารไทยจากการลองดัดแปลงทำอาหารไทยในยุโรป หรือการนำอาหารตะวันตกที่ประทับใจกลับมาเลียนแบบทำในไทย
โดย ชื่อร้าน "มาครี" ก็มาจากชื่อเรือพระที่นั่ง "มหาจักรี" ที่ใช้ในการเสด็จประพาสนั่นเอง เชฟได้นำศาสตร์อาหารไทยโบราณมาตีความใหม่ ผ่านเทคนิคสมัยใหม่และกลิ่นอายจากสเปนตอนเหนือไปจนถึงฝรั่งเศสตอนใต้

การบริการของร้านนำเสนอความโก้หรูแบบคลาสสิก ปูโต๊ะด้วย White Cloth และใช้จาน Royal Bone China พร้อม Silverwareรวมทั้งเครื่องเบญจรงค์ สะท้อนความงดงามของมื้ออาหารแบบคลาสสิค
อาหารนั้นมีลายเซ็นต์เชฟอย่างเด่นชัด ซึ่งร้านนี้จะมีความเป็นไทยมากกว่าร้านก่อนแต่ตัวที่ผมรู้สึกต่างคือมีการใส่ความเป็นอาหารสเปนทางตอนเหนือ และฝรั่งเศสตอนใต้ เข้ามาในเมนูมากขึ้น MACHRI คือการเดินทางของรสชาติที่นำอดีตมาปัดฝุ่นและเล่าใหม่ได้อย่างมีชั้นเชิง เชฟแท็ปมีความกล้าที่จะท้าทายกรอบเดิมๆ ของอาหารไทย และนำเข้ากลิ่นอายสมุนไพรตะวันตกได้อย่างแนบเนียน แม้บางจานอาจจะมีองค์ประกอบวัตถุดิบที่แย่งซีนกันอยู่บ้าง หรือการเรียงคอร์สนั้นยังไม่ค่อยสมบูรณ์อยู่บ้าง แต่โดยรวมถือเป็นประสบการณ์ Gastronomy ที่น่าตื่นเต้น คุ้มค่าแก่การมาสัมผัส เหมาะสำหรับผู้ที่เปิดรับรสชาติใหม่ๆ และอยากเรียนรู้วัฒนธรรมผ่านจานอาหาร ร้านยังอยู่ในช่วง Soft Opening หากปรับจูนให้ดีก็นับว่ามีลุ้นในมิชลินไกด์อยู่เหมือนกันครับ
Bottarga (ยำไข่ปลาดุก): จานนี้ได้แรงบันดาลใจจากยำไข่ปลาดุก แต่เชฟทวิสต์มาใช้ "คาราสุมิ" (Karasumi) หรือไข่ปลากระบอกตากแห้งญี่ปุ่นที่ให้รสชาติอูมามิแบบละมุนกว่าไข่ปลาดุก ห่อหุ้มด้วยแพรเกาหลี (Honey Pear) เสิร์ฟพร้อมเซเลอรี่และมีไข่แดงเชื่อมรส เป็นจานที่ผมรู้สึกว่า รสชาติออกไปทางตะวันตกที่มีความเปรี้ยวหวานอ่อนๆ ส่วนตัวบอสแอบรู้สึกว่าเทกซ์เจอร์ยังขาดความหนึบแบบไข่ปลาดุก ไปสักนิด และกลิ่นหอมแดงค่อนข้างฉุนจนกลบความสดชื่นของเซเลอรีไปบ้าง
Pad See Ew (ผัดซีอิ๊ว): เสิร์ฟมาในรูปแบบทาร์ตที่ทำจากข้าวไรซ์เบอร์รี สอดไส้ด้านล่างด้วยเส้นก๋วยเตี๋ยวแผ่นบางและท็อปด้วยเส้นหมี่กรอบ เทกซ์เจอร์มีความซับซ้อนคล้ายหมี่กรอบ แต่พอกัดเข้าไปกลับระเบิดรสชาติของ "ผัดซีอิ๊ว" ออกมาได้อย่างชัดเจน รสเค็มนำ หวานตาม และทิ้งความเผ็ดร้อนไว้ที่ปลายลิ้นนิดๆ เส้นสองเทกซ์เจอร์ที่ทั้งกรอบและหนึบหนับทำงานร่วมกันได้ดีมากเป็นคำที่สนุกครับ
Coconut Rolls (ผัดพริกขิง): เครื่องจิ้มสมัยใหม่ที่นำปลาแฮร์ริ่งฟูมาผัดพริกขิงรสชาติเผ็ดอ่อนๆ วางบนเอสพูม่าฮอร์สแรดิช และDill Oil ทานคู่กับทองม้วนเค็มเพื่อเพิ่มความกรอบ กลิ่นฉุนเฉพาะตัวของฮอร์สแรดิชถูกเบรกด้วยความหวานของหอมเจียว พร้อมเพิ่มมิติอโรม่าด้วยน้ำมะกรูดที่ให้กลิ่นหอมสว่างโดยไม่ทิ้งรสขม
Mackerel (ข้าวเหนียวปลาย่าง): เชฟนำข้าวเหนียวแดงมาทำในรูปทรงไทยากิ ผิวนอกกรุบกรอบราวกับข้าวตัง ส่วนด้านในนุ่มหนึบคล้ายโมจิ สอดไส้น้ำพริกปลาย่างหอมกลิ่นควันและมีความเผ็ดบางๆ เสิร์ฟพร้อมเครื่องจิ้มที่คล้ายกับ "Salsa de Pimientos del Piquillo" หยดด้วยน้ำมันเวอร์บีนา (Verbena Oil) ที่ให้รสเปรี้ยวสดชื่นและเผ็ดร้อนอย่างมีระดับ
Steam Egg Custard (ไข่ตุ๋นทรงเครื่อง): ไข่ตุ๋นน้ำสไตล์แต้จิ๋วที่ใช้ไข่เป็ดแทนไข่ไก่ ให้เทกซ์เจอร์ที่ครีมมี่แต่เบาละมุน น้ำสต็อกเคี่ยวจากเห็ดโมเรลและแฮมยูนนาน รสชาติเข้มข้นอูมามิ ท็อปด้วยหอยเป๋าฮื้อเนื้อหนึบ แผ่นมันฝรั่งทอด (Potato Chip) และ "กวนชาเล่" (Guanciale) แก้มหมูอิตาเลียนบ่มเกลือที่ให้กลิ่นควันชัดเจน จานนี้อร่อยและหนักแน่น แต่กลิ่นของวัตถุดิบชั้นยอดหลายตัวแอบแย่งซีนกันเองเบาๆ
Kanom Jeen (ขนมจีนน้ำยาป่า): 🕶️
"จานนี้อร่อยจนบอสต้องขอถอดแว่นชิม" ว่ากันว่าเป็นเมนูโปรดของรัชกาลที่ 5 ที่คนGen Z มักไม่ค่อยอิน เชฟจึงจับมาท้าทายตีความใหม่ในรูปแบบ "น้ำยาป่าเย็น" โดยใช้เส้นซาวร์โดว์ข้าวหมากหั่นแบนคล้ายเส้น "อินานิวะอุด้ง" (Inaniwa Udon) ทานคู่กับลูกชิ้นหอยเชลล์เนื้อหวานหนึบ แตงกวาดอง ใบแมงลัก และโหระพา ตัวน้ำยามีกลิ่นปลาเเห้งรมควันอ่อนๆรสร้อนแบบน้ำยาป่าแม้จะเสริฟ์มาเเเบบเย็น ปิดท้ายด้วยความหวานเย็นสดชื่นจาก "กรานิต้าแตงโม" เป็นการบาลานซ์รสชาติจัดจ้านของน้ำยาป่ากับความหวานเย็นได้อย่างยอดเยี่ยม
Kinki (ข้าวคลุกกะปิ): จานนี้เชฟใช้ข้าวดอยผสมข้าวญี่ปุ่นคลุกเคล้าจนหนุบหนับ ตัดเทกซ์เจอร์ด้วยข้าวพองและกุ้งซากุระเอบิ ทานคู่กับปลากิงกิหมักกะปิย่าง เนื้อปลามันละลายในปากผสานรสอูมามิอ่อนๆ เคียงด้วยทาร์ตมะม่วงเบารสเปรี้ยวโปร่ง หอมแดงดอง และแก้มหมูกวนชาเล่รมควันที่ทำรสชาติออกมาคล้ายหมูแดงติดเค็มนิดๆจากเต้าเจี้ยว จิ้มกับน้ำพริกกะปิชุมพรรสกลมกล่อมไม่คาว การแนบผักชีลาวในช่อผักช่วยดึงความหอมหวานแบบตะวันตกออกมาได้อย่างน่าสนใจ หรือใครอยากเพิ่มรสให้ข้าวก็เติมน้ำพริกลงไปก็ได้ครับ น้ำพริกกะปิดที่นี้อาจจะอ่อนเปรี้ยวไปนิดคาดว่าคงเป็นเพระาไม่อยากให้กลิ่นอายทะเลของกระปิเเละปลาชั้นดีถูกลบ
Suckling Pig (Pot-au-feu): สตูหมู ที่รัชกาลที่ 5 ทรงคิดถึงเมื่อครั้งประพาสยุโรป โดยเชฟใช้น้ำซุปก๋วยจั๊บหรือก๋วยเตี๋ยวเรือรสจัดจ้าน หอมกลิ่นพะโล้และเครื่องเทศเผ็ดร้อน เสิร์ฟพร้อมเนื้อลูกหมูป่าย่างที่นุ่มฉ่ำและหนังกรอบ แกล้มด้วยเส้นมันฝรั่งและหัวไชเท้ารมควัน ตัวเนื้อหมูทำออกมาได้ไร้ที่ติ แต่แผ่นชิปสไปซ์ กลิ่นจัดไปนิด เมื่อละลายลงในซุปอาจทำให้กลิ่นเครื่องเทศหนักเกินไปสักหน่อย
Blue Crab (ยำส้มโอ): ปูม้าเนื้อหวานในยำส้มโอรสชาติต้นตำรับ เติมมิติความเปรี้ยวด้วยแอปเปิลเขียว Granny Smith และไอศกรีมส้มโอ แต่ความฝาดขมของใบชะพลูเมื่อเจอกับเม็ดส้มโออาจจะทำให้จานนี้ติดขมนำไปนิด และสัดส่วนของมะพร้าวคั่วกับหอมเจียวค่อนข้างเยอะจนกลบเทกซ์เจอร์ของปูไปบ้าง
Choices of Curries (แกงแดงนกพิราบ): จานหลักเราจะสามารถเลือกแกงชนิดหนึ่งได้จาก 3 ชนิดโดยมีแกงเหลืองแกงแดงและแกงเขียว เสิร์ฟมาพร้อมข้าวหอมมะลิใหม่จากศรีสะเกษ ไข่เจียวเชฟแท็ปที่ท็อปไข่แดงดองน้ำปลา ตัวแกงแดงอาจจะยังไม่กลมกล่อมรสมีความขาดเกินของเครื่องเทศบ้าง แต่ต้องขอชมการเตรียมโปรตีนที่ทำเทกซ์เจอร์นกพิราบได้เฉียบขาด เนื้อเด้งหนึบ ไร้กลิ่นคาวกวนใจ และไม่เหนียวเกินไป
ข้าวต้มสามกษัตริย์: เมนูซิกเนเจอร์ของเชฟแท็ปที่ทุกคนคิดถึง มาร้านนี้ไม่ใช้ข้าวต้มเป็ดเเล้ว โดยวันนี้เชฟใช้ซุปปลากิงกิและเป๋าฮื้อ เครื่องแน่นทั้งหมูตุ๋น กุ้งลายเสือ และปลาหมึก ซดร้อนๆ คล่องคอ สามารถขอเติมได้เรื่อยๆ เหมาะมากสำหรับปิดท้ายมื้ออาหาร หรือช่วยให้ตาสว่างก่อนกลับ
มะม่วงเบา: ล้างปากด้วยซอร์เบต์มะม่วงเบาที่เสิร์ฟมาในผลมะม่วงเบา รสมีความเปรี้ยวสว่างเย็น ตัดกับรสเค็มหวานของน้ำปลาหวานและน้ำปลาคาราเมลอย่างลงตัว เป็นขนมหวานที่รสสวยมาก
ขนมสอดไส้ ที่เสิร์ฟมาในรูปแบบมูสมะพร้าวเนื้อเนียนเบา สอดไส้กระฉีกกลิ่นคาราเมลรับ ประทานกับไอศครีมกะทิสด on top ด้วยวอลนัทออยล์ คาลูก้าคาเวียร์ (Kaluga Caviar) และส้มซ่า เป็นขนมไทยที่โก้เก๋เหมือนขนมตะวันตกเลยครับ ตัวไอศครีมรสหวานอ่อนๆมีความมันกะทิกลิ่นหอมเย็นจากมะพร้าวเบาๆพอรับประทานกับมูสแล้วเข้ากันดีมากครับ
Petit Four: ปิดจบมื้อด้วยคานาเล่กล้วยตาก และ
Ovos Moles de Aveiro (ขนมโปรตุเกสโบราณที่ทำจากไข่แดงและน้ำตาล ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ "ทองหยอด" ในประเทศไทย)
Information & Follow-up
📍
Visit: AUG-2026
💰
The Boss's Bill: AD
] 🌐
Booking: na
🗺
เเผนที่ : https://share.google/w72ufeODat6Gdzo3B
⌨️
เว็บไซต์ร้าน: https://www.pullmanbangkokkingpower.com
#บอสพาชิม #eatliketheboss #Gastronomy #FineDining #MACHRI #Bangkok #michelinguide #michelinstar #tatlerdining #bestchefaward
[SR] 🕶️ บอสพาชิม in Bangkok: MACHRI - "อาหารเก่าในวันนี้ คืออาหารใหม่ในวันนั้น"
"อาหารเก่าในวันนี้ คืออาหารใหม่ในวันนั้น" ประโยคนี้อธิบายตัวตนของร้าน MACHRI (มาครี) ร้านอาหารสไตล์ Fine Dining น้องใหม่ในโรงแรม Pullman King Power ซอยรางน้ำ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยความน่าสนใจของมื้อนี้คือการได้ "เชฟแท็ป" (ศุภสิทธิ์ ก๊กผล) เชฟมากฝีมือจากร้าน Coda มาร่วมครีเอตเมนู
คอนเซปต์ของที่นี่เป็นการหยิบยกแรงบันดาลใจจากการเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ซึ่งทรงเป็นนักชิมชื่อดังของไทย และเป็นหมุดหมายสำคัญที่วัฒนธรรมตะวันตกเริ่มเข้ามาผสมผสานกับอาหารไทยจากการลองดัดแปลงทำอาหารไทยในยุโรป หรือการนำอาหารตะวันตกที่ประทับใจกลับมาเลียนแบบทำในไทย
โดย ชื่อร้าน "มาครี" ก็มาจากชื่อเรือพระที่นั่ง "มหาจักรี" ที่ใช้ในการเสด็จประพาสนั่นเอง เชฟได้นำศาสตร์อาหารไทยโบราณมาตีความใหม่ ผ่านเทคนิคสมัยใหม่และกลิ่นอายจากสเปนตอนเหนือไปจนถึงฝรั่งเศสตอนใต้
การบริการของร้านนำเสนอความโก้หรูแบบคลาสสิก ปูโต๊ะด้วย White Cloth และใช้จาน Royal Bone China พร้อม Silverwareรวมทั้งเครื่องเบญจรงค์ สะท้อนความงดงามของมื้ออาหารแบบคลาสสิค
อาหารนั้นมีลายเซ็นต์เชฟอย่างเด่นชัด ซึ่งร้านนี้จะมีความเป็นไทยมากกว่าร้านก่อนแต่ตัวที่ผมรู้สึกต่างคือมีการใส่ความเป็นอาหารสเปนทางตอนเหนือ และฝรั่งเศสตอนใต้ เข้ามาในเมนูมากขึ้น MACHRI คือการเดินทางของรสชาติที่นำอดีตมาปัดฝุ่นและเล่าใหม่ได้อย่างมีชั้นเชิง เชฟแท็ปมีความกล้าที่จะท้าทายกรอบเดิมๆ ของอาหารไทย และนำเข้ากลิ่นอายสมุนไพรตะวันตกได้อย่างแนบเนียน แม้บางจานอาจจะมีองค์ประกอบวัตถุดิบที่แย่งซีนกันอยู่บ้าง หรือการเรียงคอร์สนั้นยังไม่ค่อยสมบูรณ์อยู่บ้าง แต่โดยรวมถือเป็นประสบการณ์ Gastronomy ที่น่าตื่นเต้น คุ้มค่าแก่การมาสัมผัส เหมาะสำหรับผู้ที่เปิดรับรสชาติใหม่ๆ และอยากเรียนรู้วัฒนธรรมผ่านจานอาหาร ร้านยังอยู่ในช่วง Soft Opening หากปรับจูนให้ดีก็นับว่ามีลุ้นในมิชลินไกด์อยู่เหมือนกันครับ
Bottarga (ยำไข่ปลาดุก): จานนี้ได้แรงบันดาลใจจากยำไข่ปลาดุก แต่เชฟทวิสต์มาใช้ "คาราสุมิ" (Karasumi) หรือไข่ปลากระบอกตากแห้งญี่ปุ่นที่ให้รสชาติอูมามิแบบละมุนกว่าไข่ปลาดุก ห่อหุ้มด้วยแพรเกาหลี (Honey Pear) เสิร์ฟพร้อมเซเลอรี่และมีไข่แดงเชื่อมรส เป็นจานที่ผมรู้สึกว่า รสชาติออกไปทางตะวันตกที่มีความเปรี้ยวหวานอ่อนๆ ส่วนตัวบอสแอบรู้สึกว่าเทกซ์เจอร์ยังขาดความหนึบแบบไข่ปลาดุก ไปสักนิด และกลิ่นหอมแดงค่อนข้างฉุนจนกลบความสดชื่นของเซเลอรีไปบ้าง
Pad See Ew (ผัดซีอิ๊ว): เสิร์ฟมาในรูปแบบทาร์ตที่ทำจากข้าวไรซ์เบอร์รี สอดไส้ด้านล่างด้วยเส้นก๋วยเตี๋ยวแผ่นบางและท็อปด้วยเส้นหมี่กรอบ เทกซ์เจอร์มีความซับซ้อนคล้ายหมี่กรอบ แต่พอกัดเข้าไปกลับระเบิดรสชาติของ "ผัดซีอิ๊ว" ออกมาได้อย่างชัดเจน รสเค็มนำ หวานตาม และทิ้งความเผ็ดร้อนไว้ที่ปลายลิ้นนิดๆ เส้นสองเทกซ์เจอร์ที่ทั้งกรอบและหนึบหนับทำงานร่วมกันได้ดีมากเป็นคำที่สนุกครับ
Coconut Rolls (ผัดพริกขิง): เครื่องจิ้มสมัยใหม่ที่นำปลาแฮร์ริ่งฟูมาผัดพริกขิงรสชาติเผ็ดอ่อนๆ วางบนเอสพูม่าฮอร์สแรดิช และDill Oil ทานคู่กับทองม้วนเค็มเพื่อเพิ่มความกรอบ กลิ่นฉุนเฉพาะตัวของฮอร์สแรดิชถูกเบรกด้วยความหวานของหอมเจียว พร้อมเพิ่มมิติอโรม่าด้วยน้ำมะกรูดที่ให้กลิ่นหอมสว่างโดยไม่ทิ้งรสขม
Mackerel (ข้าวเหนียวปลาย่าง): เชฟนำข้าวเหนียวแดงมาทำในรูปทรงไทยากิ ผิวนอกกรุบกรอบราวกับข้าวตัง ส่วนด้านในนุ่มหนึบคล้ายโมจิ สอดไส้น้ำพริกปลาย่างหอมกลิ่นควันและมีความเผ็ดบางๆ เสิร์ฟพร้อมเครื่องจิ้มที่คล้ายกับ "Salsa de Pimientos del Piquillo" หยดด้วยน้ำมันเวอร์บีนา (Verbena Oil) ที่ให้รสเปรี้ยวสดชื่นและเผ็ดร้อนอย่างมีระดับ
Steam Egg Custard (ไข่ตุ๋นทรงเครื่อง): ไข่ตุ๋นน้ำสไตล์แต้จิ๋วที่ใช้ไข่เป็ดแทนไข่ไก่ ให้เทกซ์เจอร์ที่ครีมมี่แต่เบาละมุน น้ำสต็อกเคี่ยวจากเห็ดโมเรลและแฮมยูนนาน รสชาติเข้มข้นอูมามิ ท็อปด้วยหอยเป๋าฮื้อเนื้อหนึบ แผ่นมันฝรั่งทอด (Potato Chip) และ "กวนชาเล่" (Guanciale) แก้มหมูอิตาเลียนบ่มเกลือที่ให้กลิ่นควันชัดเจน จานนี้อร่อยและหนักแน่น แต่กลิ่นของวัตถุดิบชั้นยอดหลายตัวแอบแย่งซีนกันเองเบาๆ
Kanom Jeen (ขนมจีนน้ำยาป่า): 🕶️ "จานนี้อร่อยจนบอสต้องขอถอดแว่นชิม" ว่ากันว่าเป็นเมนูโปรดของรัชกาลที่ 5 ที่คนGen Z มักไม่ค่อยอิน เชฟจึงจับมาท้าทายตีความใหม่ในรูปแบบ "น้ำยาป่าเย็น" โดยใช้เส้นซาวร์โดว์ข้าวหมากหั่นแบนคล้ายเส้น "อินานิวะอุด้ง" (Inaniwa Udon) ทานคู่กับลูกชิ้นหอยเชลล์เนื้อหวานหนึบ แตงกวาดอง ใบแมงลัก และโหระพา ตัวน้ำยามีกลิ่นปลาเเห้งรมควันอ่อนๆรสร้อนแบบน้ำยาป่าแม้จะเสริฟ์มาเเเบบเย็น ปิดท้ายด้วยความหวานเย็นสดชื่นจาก "กรานิต้าแตงโม" เป็นการบาลานซ์รสชาติจัดจ้านของน้ำยาป่ากับความหวานเย็นได้อย่างยอดเยี่ยม
Kinki (ข้าวคลุกกะปิ): จานนี้เชฟใช้ข้าวดอยผสมข้าวญี่ปุ่นคลุกเคล้าจนหนุบหนับ ตัดเทกซ์เจอร์ด้วยข้าวพองและกุ้งซากุระเอบิ ทานคู่กับปลากิงกิหมักกะปิย่าง เนื้อปลามันละลายในปากผสานรสอูมามิอ่อนๆ เคียงด้วยทาร์ตมะม่วงเบารสเปรี้ยวโปร่ง หอมแดงดอง และแก้มหมูกวนชาเล่รมควันที่ทำรสชาติออกมาคล้ายหมูแดงติดเค็มนิดๆจากเต้าเจี้ยว จิ้มกับน้ำพริกกะปิชุมพรรสกลมกล่อมไม่คาว การแนบผักชีลาวในช่อผักช่วยดึงความหอมหวานแบบตะวันตกออกมาได้อย่างน่าสนใจ หรือใครอยากเพิ่มรสให้ข้าวก็เติมน้ำพริกลงไปก็ได้ครับ น้ำพริกกะปิดที่นี้อาจจะอ่อนเปรี้ยวไปนิดคาดว่าคงเป็นเพระาไม่อยากให้กลิ่นอายทะเลของกระปิเเละปลาชั้นดีถูกลบ
Suckling Pig (Pot-au-feu): สตูหมู ที่รัชกาลที่ 5 ทรงคิดถึงเมื่อครั้งประพาสยุโรป โดยเชฟใช้น้ำซุปก๋วยจั๊บหรือก๋วยเตี๋ยวเรือรสจัดจ้าน หอมกลิ่นพะโล้และเครื่องเทศเผ็ดร้อน เสิร์ฟพร้อมเนื้อลูกหมูป่าย่างที่นุ่มฉ่ำและหนังกรอบ แกล้มด้วยเส้นมันฝรั่งและหัวไชเท้ารมควัน ตัวเนื้อหมูทำออกมาได้ไร้ที่ติ แต่แผ่นชิปสไปซ์ กลิ่นจัดไปนิด เมื่อละลายลงในซุปอาจทำให้กลิ่นเครื่องเทศหนักเกินไปสักหน่อย
Blue Crab (ยำส้มโอ): ปูม้าเนื้อหวานในยำส้มโอรสชาติต้นตำรับ เติมมิติความเปรี้ยวด้วยแอปเปิลเขียว Granny Smith และไอศกรีมส้มโอ แต่ความฝาดขมของใบชะพลูเมื่อเจอกับเม็ดส้มโออาจจะทำให้จานนี้ติดขมนำไปนิด และสัดส่วนของมะพร้าวคั่วกับหอมเจียวค่อนข้างเยอะจนกลบเทกซ์เจอร์ของปูไปบ้าง
Choices of Curries (แกงแดงนกพิราบ): จานหลักเราจะสามารถเลือกแกงชนิดหนึ่งได้จาก 3 ชนิดโดยมีแกงเหลืองแกงแดงและแกงเขียว เสิร์ฟมาพร้อมข้าวหอมมะลิใหม่จากศรีสะเกษ ไข่เจียวเชฟแท็ปที่ท็อปไข่แดงดองน้ำปลา ตัวแกงแดงอาจจะยังไม่กลมกล่อมรสมีความขาดเกินของเครื่องเทศบ้าง แต่ต้องขอชมการเตรียมโปรตีนที่ทำเทกซ์เจอร์นกพิราบได้เฉียบขาด เนื้อเด้งหนึบ ไร้กลิ่นคาวกวนใจ และไม่เหนียวเกินไป
ข้าวต้มสามกษัตริย์: เมนูซิกเนเจอร์ของเชฟแท็ปที่ทุกคนคิดถึง มาร้านนี้ไม่ใช้ข้าวต้มเป็ดเเล้ว โดยวันนี้เชฟใช้ซุปปลากิงกิและเป๋าฮื้อ เครื่องแน่นทั้งหมูตุ๋น กุ้งลายเสือ และปลาหมึก ซดร้อนๆ คล่องคอ สามารถขอเติมได้เรื่อยๆ เหมาะมากสำหรับปิดท้ายมื้ออาหาร หรือช่วยให้ตาสว่างก่อนกลับ
มะม่วงเบา: ล้างปากด้วยซอร์เบต์มะม่วงเบาที่เสิร์ฟมาในผลมะม่วงเบา รสมีความเปรี้ยวสว่างเย็น ตัดกับรสเค็มหวานของน้ำปลาหวานและน้ำปลาคาราเมลอย่างลงตัว เป็นขนมหวานที่รสสวยมาก
ขนมสอดไส้ ที่เสิร์ฟมาในรูปแบบมูสมะพร้าวเนื้อเนียนเบา สอดไส้กระฉีกกลิ่นคาราเมลรับ ประทานกับไอศครีมกะทิสด on top ด้วยวอลนัทออยล์ คาลูก้าคาเวียร์ (Kaluga Caviar) และส้มซ่า เป็นขนมไทยที่โก้เก๋เหมือนขนมตะวันตกเลยครับ ตัวไอศครีมรสหวานอ่อนๆมีความมันกะทิกลิ่นหอมเย็นจากมะพร้าวเบาๆพอรับประทานกับมูสแล้วเข้ากันดีมากครับ
Petit Four: ปิดจบมื้อด้วยคานาเล่กล้วยตาก และ Ovos Moles de Aveiro (ขนมโปรตุเกสโบราณที่ทำจากไข่แดงและน้ำตาล ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ "ทองหยอด" ในประเทศไทย)
Information & Follow-up
📍 Visit: AUG-2026
💰 The Boss's Bill: AD
] 🌐 Booking: na
🗺 เเผนที่ : https://share.google/w72ufeODat6Gdzo3B
⌨️ เว็บไซต์ร้าน: https://www.pullmanbangkokkingpower.com
#บอสพาชิม #eatliketheboss #Gastronomy #FineDining #MACHRI #Bangkok #michelinguide #michelinstar #tatlerdining #bestchefaward
SR - Sponsored Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ SR โดยที่เจ้าของกระทู้