ทรัมป์ เร่งกดดัน “วอร์ช” หวั่นเฟดขึ้นดอกเบี้ยประชุม 15-16 ก.ย.
โดนัลด์ ทรัมป์ ผนึกทีมเศรษฐกิจเดินหน้ากดดัน “เควิน วอร์ช” ประธานเฟด ก่อนประชุม 15-16 ก.ย. หวังสกัดการขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ตลาดให้น้ำหนักโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 60% หลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ เดือน ส.ค. แข็งแกร่งเกินคาด
6 กันยายน 2569 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า แรงกดดันจากรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ทวีความรุนแรงขึ้น ก่อนการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 15-16 กันยายน 2569 ซึ่งตลาดกำลังจับตาว่าเฟดจะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ รัฐมนตรีคลังสกอตต์ เบสเซนต์ และปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาอาวุโสด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดี ต่างออกมาเรียกร้องให้เฟดหลีกเลี่ยงการขึ้นดอกเบี้ย และบางรายสนับสนุนให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นแรงกดดันต่อเฟดในวงกว้างอย่างผิดปกติ แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการเงินของธนาคารกลางมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม
ล่าสุด ทรัมป์เพิ่มแรงกดดันด้วยการขู่ว่าอาจระงับการค้ากับประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ หากเฟดไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ถือเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ใช้มาตรการทางการค้าโดยตรง หากเฟดไม่ดำเนินนโยบายลดดอกเบี้ย
แม้ทรัมป์จะไม่ได้วิจารณ์ เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่โดยตรงเหมือนที่เคยทำกับ เจอโรม พาวเวลล์ อดีตประธานเฟด แต่แรงกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการดำเนินนโยบายการเงินสหรัฐฯ
ขณะที่ ปีเตอร์ นาวาร์โร ให้สัมภาษณ์กับ สตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาของทรัมป์ โดยระบุว่า การขึ้นดอกเบี้ยในขณะนี้เป็นการดำเนินการที่ “ประมาท” และจะกระทบภาคส่วนที่สหรัฐฯ จำเป็นต้องสนับสนุนให้เติบโตมากที่สุด พร้อมเรียกสมาชิกคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ว่า “ตัวตลก” และกล่าวถึงวอร์ชว่า พยายาม “ทำในสิ่งที่ถูกต้อง”
ด้าน เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลเชื่อว่าเฟดควรลดอัตราดอกเบี้ย พร้อมระบุว่ารัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยกดอัตราดอกเบี้ยให้ลดลง และต้องการให้เฟดให้ความร่วมมือ
ขณะที่ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า โดยทั่วไปเฟดจะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญภาวะช็อกจากด้านอุปทาน จนกว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบด้านเงินเฟ้อในลำดับที่สองหรือสาม
ตลาดให้น้ำหนักขึ้นดอกเบี้ยราว 60%
แรงกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ เควิน วอร์ช กำลังเผชิญโจทย์สำคัญ โดยตลาดให้น้ำหนักความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 กันยายนอยู่เพียงประมาณ 60% ก่อนจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหลังตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด
การประชุมดังกล่าวยังเกิดขึ้นเพียงประมาณ 2 เดือนก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นสะท้อนว่ารัฐบาลกำลังเผชิญความไม่พอใจจากประชาชนเกี่ยวกับราคาสินค้าและอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามว่าการรณรงค์กดดันจากรัฐบาลจะส่งผลต่อการตัดสินใจของวอร์ชมากน้อยเพียงใด โดยก่อนหน้านี้ The Wall Street Journal รายงานว่า ทรัมป์ได้พูดคุยกับวอร์ชหลายครั้ง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่หลายคนในรัฐบาลออกมาสนับสนุนรายงานดังกล่าว แต่ทรัมป์ปฏิเสธ โดยระบุว่า นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งได้พูดคุยกับวอร์ชเพียงครั้งเดียว
วอร์ชเองยืนยันว่า ทรัมป์ไม่ได้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของเขา โดยในการให้การต่อสภาคองเกรสเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขาชี้ว่าการที่เฟดคงอัตราดอกเบี้ยและยังไม่ลดดอกเบี้ย ถือเป็นหลักฐานสะท้อนความเป็นอิสระของธนาคารกลาง อย่างไรก็ตาม วอร์ชยอมรับว่าประธานาธิบดีและนักการเมืองมีสิทธิแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายของเฟด
เงินเฟ้อยังเป็นโจทย์ใหญ่ของเฟด
สถานการณ์ในปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกับช่วงเดือนพฤษภาคม 2562 ในสมัยทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก ซึ่งขณะนั้น ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดี, สตีฟ มนูชิน รัฐมนตรีคลัง และ แลร์รี คุดโลว์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ต่างออกมาเรียกร้องให้เฟดพิจารณาลดดอกเบี้ย แม้เฟดจะไม่ได้ตอบสนองต่อแรงกดดันในทันที แต่ท้ายที่สุดก็ลดดอกเบี้ยลงในอีก 2 เดือนต่อมา
เหตุผลของรัฐบาลในขณะนั้นคล้ายคลึงกับปัจจุบัน คือ การขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของเงินเฟ้อ และการเพิ่มศักยภาพด้านอุปทานผ่านมาตรการลดภาษีและการลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่ง จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตของเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็นต้องทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social เมื่อวันศุกร์ว่า เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวอย่างมาก สหรัฐฯ จึงควรมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดในโลก
เจ้าหน้าที่รัฐบาลยังชูข้อมูลเงินเฟ้อ โดยระบุว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของดัชนีราคาผู้บริโภค (Core CPI) ในช่วง 3 เดือนล่าสุดเมื่อคำนวณเป็นรายปีอยู่ที่ 1.6% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจากดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (Core PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ อยู่ที่มากกว่า 3%
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายยังแสดงความกังวลว่า เงินเฟ้ออยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดมาเป็นเวลานานถึง 5 ปี และเริ่มมีสัญญาณแรงกดดันด้านราคาจากปัจจัยอื่นนอกเหนือจากมาตรการภาษีของทรัมป์และต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ในการประชุมเดือนกรกฎาคม มีกรรมการเฟด 3 ราย ได้แก่ เบธ แฮมแมค, นีล แคชคารี และลอรี โลแกน ที่ลงมติไม่เห็นด้วยกับการคงดอกเบี้ย และสนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ขณะที่เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมดังกล่าว
ด้านวอร์ชกล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองแจ็กสัน โฮลว่า เฟดจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเงินเฟ้อเป็นหลัก โดยระบุว่า 54% ขององค์ประกอบ 199 รายการในดัชนี PCE มีราคาปรับขึ้นมากกว่า 3% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
จับตา CPI ชี้ทิศทางดอกเบี้ย
ประเด็นที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามปฏิเสธความเชื่อมโยงระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับเงินเฟ้อ ถือเป็นการท้าทายแนวคิดสำคัญทางเศรษฐศาสตร์ เพราะเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวเกินขีดความสามารถในการผลิต อาจนำไปสู่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อได้
หนึ่งในแนวคิดที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ เส้นโค้งฟิลลิปส์ (Phillips Curve) ซึ่งเชื่อมโยงตลาดแรงงานที่ตึงตัวและค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเข้ากับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตลาดเพิ่มการคาดการณ์โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย หลังตัวเลขการจ้างงานเดือนสิงหาคมออกมาแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวไม่ได้สะท้อนแรงกดดันด้านค่าจ้างที่รุนแรง โดยค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนสิงหาคม และเพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.1%
ด้านการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่งในเดือนสิงหาคม สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้
สำหรับข้อเสนอของรัฐบาลที่ว่า การเพิ่มอุปทานและศักยภาพการผลิตของเศรษฐกิจจะช่วยชดเชยแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ อาจมีความเป็นไปได้ในระยะยาว แต่ยังมีข้อจำกัดด้านเวลา โดยเฉพาะการลงทุนมหาศาลในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่คาดว่าจะช่วยเพิ่มผลิตภาพในอนาคต แต่ข้อมูลในปัจจุบันกลับสะท้อนว่า ความต้องการอุปกรณ์สำหรับสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังผลักดันให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น
ดังนั้น ตลาดจึงจับตารายงาน ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเจ้าหน้าที่เฟดมองว่าเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินว่าเงินเฟ้อกำลังชะลอตัวลงหรือกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าเฟดจะ ขึ้นดอกเบี้ยหรือคงดอกเบี้ย ในการประชุมเดือนกันยายน
ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่มีกรรมการ FOMC รายใดออกมาแสดงความเห็นต่อสาธารณะอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า
ที่มา
ทรัมป์ เร่งกดดัน “วอร์ช” หวั่นเฟดขึ้นดอกเบี้ยประชุม 15-16 ก.ย.
ทรัมป์ เร่งกดดัน “วอร์ช” หวั่นเฟดขึ้นดอกเบี้ยประชุม 15-16 ก.ย.
โดนัลด์ ทรัมป์ ผนึกทีมเศรษฐกิจเดินหน้ากดดัน “เควิน วอร์ช” ประธานเฟด ก่อนประชุม 15-16 ก.ย. หวังสกัดการขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ตลาดให้น้ำหนักโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 60% หลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ เดือน ส.ค. แข็งแกร่งเกินคาด
6 กันยายน 2569 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า แรงกดดันจากรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ทวีความรุนแรงขึ้น ก่อนการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 15-16 กันยายน 2569 ซึ่งตลาดกำลังจับตาว่าเฟดจะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ รัฐมนตรีคลังสกอตต์ เบสเซนต์ และปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาอาวุโสด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดี ต่างออกมาเรียกร้องให้เฟดหลีกเลี่ยงการขึ้นดอกเบี้ย และบางรายสนับสนุนให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นแรงกดดันต่อเฟดในวงกว้างอย่างผิดปกติ แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการเงินของธนาคารกลางมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม
ล่าสุด ทรัมป์เพิ่มแรงกดดันด้วยการขู่ว่าอาจระงับการค้ากับประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ หากเฟดไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ถือเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ใช้มาตรการทางการค้าโดยตรง หากเฟดไม่ดำเนินนโยบายลดดอกเบี้ย
แม้ทรัมป์จะไม่ได้วิจารณ์ เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่โดยตรงเหมือนที่เคยทำกับ เจอโรม พาวเวลล์ อดีตประธานเฟด แต่แรงกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการดำเนินนโยบายการเงินสหรัฐฯ
ขณะที่ ปีเตอร์ นาวาร์โร ให้สัมภาษณ์กับ สตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาของทรัมป์ โดยระบุว่า การขึ้นดอกเบี้ยในขณะนี้เป็นการดำเนินการที่ “ประมาท” และจะกระทบภาคส่วนที่สหรัฐฯ จำเป็นต้องสนับสนุนให้เติบโตมากที่สุด พร้อมเรียกสมาชิกคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ว่า “ตัวตลก” และกล่าวถึงวอร์ชว่า พยายาม “ทำในสิ่งที่ถูกต้อง”
ด้าน เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลเชื่อว่าเฟดควรลดอัตราดอกเบี้ย พร้อมระบุว่ารัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยกดอัตราดอกเบี้ยให้ลดลง และต้องการให้เฟดให้ความร่วมมือ
ขณะที่ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า โดยทั่วไปเฟดจะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญภาวะช็อกจากด้านอุปทาน จนกว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบด้านเงินเฟ้อในลำดับที่สองหรือสาม
ตลาดให้น้ำหนักขึ้นดอกเบี้ยราว 60%
แรงกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ เควิน วอร์ช กำลังเผชิญโจทย์สำคัญ โดยตลาดให้น้ำหนักความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 กันยายนอยู่เพียงประมาณ 60% ก่อนจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหลังตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด
การประชุมดังกล่าวยังเกิดขึ้นเพียงประมาณ 2 เดือนก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นสะท้อนว่ารัฐบาลกำลังเผชิญความไม่พอใจจากประชาชนเกี่ยวกับราคาสินค้าและอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามว่าการรณรงค์กดดันจากรัฐบาลจะส่งผลต่อการตัดสินใจของวอร์ชมากน้อยเพียงใด โดยก่อนหน้านี้ The Wall Street Journal รายงานว่า ทรัมป์ได้พูดคุยกับวอร์ชหลายครั้ง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่หลายคนในรัฐบาลออกมาสนับสนุนรายงานดังกล่าว แต่ทรัมป์ปฏิเสธ โดยระบุว่า นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งได้พูดคุยกับวอร์ชเพียงครั้งเดียว
วอร์ชเองยืนยันว่า ทรัมป์ไม่ได้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของเขา โดยในการให้การต่อสภาคองเกรสเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขาชี้ว่าการที่เฟดคงอัตราดอกเบี้ยและยังไม่ลดดอกเบี้ย ถือเป็นหลักฐานสะท้อนความเป็นอิสระของธนาคารกลาง อย่างไรก็ตาม วอร์ชยอมรับว่าประธานาธิบดีและนักการเมืองมีสิทธิแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายของเฟด
เงินเฟ้อยังเป็นโจทย์ใหญ่ของเฟด
สถานการณ์ในปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกับช่วงเดือนพฤษภาคม 2562 ในสมัยทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก ซึ่งขณะนั้น ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดี, สตีฟ มนูชิน รัฐมนตรีคลัง และ แลร์รี คุดโลว์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ต่างออกมาเรียกร้องให้เฟดพิจารณาลดดอกเบี้ย แม้เฟดจะไม่ได้ตอบสนองต่อแรงกดดันในทันที แต่ท้ายที่สุดก็ลดดอกเบี้ยลงในอีก 2 เดือนต่อมา
เหตุผลของรัฐบาลในขณะนั้นคล้ายคลึงกับปัจจุบัน คือ การขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของเงินเฟ้อ และการเพิ่มศักยภาพด้านอุปทานผ่านมาตรการลดภาษีและการลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่ง จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตของเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็นต้องทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social เมื่อวันศุกร์ว่า เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวอย่างมาก สหรัฐฯ จึงควรมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดในโลก
เจ้าหน้าที่รัฐบาลยังชูข้อมูลเงินเฟ้อ โดยระบุว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของดัชนีราคาผู้บริโภค (Core CPI) ในช่วง 3 เดือนล่าสุดเมื่อคำนวณเป็นรายปีอยู่ที่ 1.6% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจากดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (Core PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ อยู่ที่มากกว่า 3%
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายยังแสดงความกังวลว่า เงินเฟ้ออยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดมาเป็นเวลานานถึง 5 ปี และเริ่มมีสัญญาณแรงกดดันด้านราคาจากปัจจัยอื่นนอกเหนือจากมาตรการภาษีของทรัมป์และต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ในการประชุมเดือนกรกฎาคม มีกรรมการเฟด 3 ราย ได้แก่ เบธ แฮมแมค, นีล แคชคารี และลอรี โลแกน ที่ลงมติไม่เห็นด้วยกับการคงดอกเบี้ย และสนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ขณะที่เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมดังกล่าว
ด้านวอร์ชกล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองแจ็กสัน โฮลว่า เฟดจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเงินเฟ้อเป็นหลัก โดยระบุว่า 54% ขององค์ประกอบ 199 รายการในดัชนี PCE มีราคาปรับขึ้นมากกว่า 3% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
จับตา CPI ชี้ทิศทางดอกเบี้ย
ประเด็นที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามปฏิเสธความเชื่อมโยงระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับเงินเฟ้อ ถือเป็นการท้าทายแนวคิดสำคัญทางเศรษฐศาสตร์ เพราะเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวเกินขีดความสามารถในการผลิต อาจนำไปสู่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อได้
หนึ่งในแนวคิดที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ เส้นโค้งฟิลลิปส์ (Phillips Curve) ซึ่งเชื่อมโยงตลาดแรงงานที่ตึงตัวและค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเข้ากับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตลาดเพิ่มการคาดการณ์โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย หลังตัวเลขการจ้างงานเดือนสิงหาคมออกมาแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวไม่ได้สะท้อนแรงกดดันด้านค่าจ้างที่รุนแรง โดยค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนสิงหาคม และเพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.1%
ด้านการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่งในเดือนสิงหาคม สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้
สำหรับข้อเสนอของรัฐบาลที่ว่า การเพิ่มอุปทานและศักยภาพการผลิตของเศรษฐกิจจะช่วยชดเชยแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ อาจมีความเป็นไปได้ในระยะยาว แต่ยังมีข้อจำกัดด้านเวลา โดยเฉพาะการลงทุนมหาศาลในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่คาดว่าจะช่วยเพิ่มผลิตภาพในอนาคต แต่ข้อมูลในปัจจุบันกลับสะท้อนว่า ความต้องการอุปกรณ์สำหรับสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังผลักดันให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น
ดังนั้น ตลาดจึงจับตารายงาน ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเจ้าหน้าที่เฟดมองว่าเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินว่าเงินเฟ้อกำลังชะลอตัวลงหรือกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าเฟดจะ ขึ้นดอกเบี้ยหรือคงดอกเบี้ย ในการประชุมเดือนกันยายน
ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่มีกรรมการ FOMC รายใดออกมาแสดงความเห็นต่อสาธารณะอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า
ที่มา