ตามรอยเงินทุน ‘Morgan Stanley’ สถาบันการเงินระดับโลก เจาะพอร์ต 1.2 หมื่นล้าน ถือหุ้นใหญ่ SET100 ตัวไหนบ้าง

KEY POINTS
Morgan Stanley สถาบันการเงินระดับโลก ลงทุนในตลาดหุ้นไทยผ่านบริษัทในเครือ (MSIP) ด้วยมูลค่าพอร์ตรวมกว่า 12,000 ล้านบาท

พอร์ตการลงทุนดังกล่าวครอบคลุมหุ้นในบริษัทจดทะเบียนไทย 26 หลักทรัพย์ โดยมีการถือครองหุ้นขนาดใหญ่ในดัชนี SET100 จำนวน 10 หลักทรัพย์

ตัวอย่างหุ้นเด่นใน SET100 ที่ Morgan Stanley ถือครอง ได้แก่ BBL (ธนาคาร), BCP (พลังงาน), CENTEL (โรงแรม), GUNKUL (พลังงาน) และ AEONTS (การเงิน)

Morgan Stanley & Co. International PLC (MSIP) เป็นบริษัทในเครือของ Morgan Stanley สถาบันการเงินและบริษัทด้านการลงทุนระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีเครือข่ายธุรกิจครอบคลุมตลาดการเงินทั่วโลก โดย MSIP มีบทบาทหลักในธุรกิจซื้อขายหลักทรัพย์ วาณิชธนกิจ และบริการด้านตลาดทุน รวมถึงการให้บริการและทำธุรกรรมร่วมกับลูกค้าสถาบันในตลาดทุนไทย

ทั้งนี้ MSIP ปรากฏชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนไทย 26 หลักทรัพย์ คิดเป็นมูลค่าพอร์ตรวมกว่า 12,000 ล้านบาท สะท้อนความเคลื่อนไหวของเงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย โดยกระจายการถือครองในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม "กรุงเทพธุรกิจ" จึงอาสาพาไปสำรวจพอร์ตการถือครองของ MSIP และคัดเลือกเฉพาะหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET100 มีอยู่ด้วยกัน 10 หลักทรัพย์

1.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL
มาร์เก็ตแคป 366,498 ล้านบาท
ถือหุ้นใหญ่ลำดับ 14 จำนวน 16,571,983 หุ้น สัดส่วน 0.87%
ราคา YTD +13.27%
อัตราเงินปันผล YTD 5.21% 
กำไรครึ่งปี 2569 อยู่ที่ 20,492 ล้านบาท   
ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า  BBL คงเป้าสินเชื่อปี 2569 เติบโต 3% โดยเน้นลูกค้ารายใหญ่ในกลุ่ม AI, Data Center และโรงไฟฟ้า ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมคาดโตระดับ Low Single Digit จาก Wealth Management ด้าน Credit Cost คาดลดลงเหลือ 1% จาก 1.3% ในครึ่งปีแรก
ทั้งนี้ มองสินเชื่อกลุ่ม New Economy และ Wealth Management จะช่วยหนุนการเติบโตระยะถัดไป คาดกำไรปี 2570 ฟื้น 6% พร้อมมอง BBL ยังมีจุดเด่นด้านเงินปันผล โดยคาด Div Yield ราว 5% และคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 212 บาท จาก Valuation ที่ยังถูก โดย PBV ปัจจุบันเพียง 0.6 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 1.1 เท่า

2.บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP
มาร์เก็ตแคป 86,149 ล้านบาท
ถือหุ้นใหญ่ลำดับ 9 จำนวน 25,728,450 หุ้น สัดส่วน 1.75%
ราคา YTD +125.00%
อัตราเงินปันผล YTD 1.81% 
กำไรครึ่งปี 2569 อยู่ที่ 18,383 ล้านบาท  
ปรินทร์ นิกรกิตติโกศล ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจโรงกลั่นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้ายังอยู่ในภาวะอุปทานตึงตัว จากกำลังการผลิตในรัสเซียและตะวันออกกลางที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงโรงกลั่น Teapot ในจีนลดอัตราผลิต ขณะที่ครึ่งปีหลังของปี 2569 คาดอัตราการกลั่นราว 260 kbd โดยยังได้แรงหนุนจากตลาดน้ำมันสำเร็จรูป ธุรกิจ Trading และการรับรู้ผลประกอบการ BHK รวมถึงโรงงาน SAF เต็มไตรมาส
ทั้งนี้คาดกำไรครึ่งปีหลังของปี 2569 BCP ยังเติบโตดีจากปีก่อน และคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 2.6 หมื่นล้านบาท ขณะที่ระยะยาวบริษัทมีแผนขยายธุรกิจ Trading และต้นน้ำ เพื่อสร้างการเติบโตและ Synergy เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ได้ปรับราคาเหมาะสมเป็นสิ้นปี 2570 ที่ 58 บาท อิง PBV 0.9 เท่า มี Upside 13.2% พร้อมคาด Dividend Yield ปี 2569 สูง 8.8% และมีโอกาสจ่ายปันผลระหว่างกาลราว 1.50 บาทต่อหุ้น จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”

3.บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL
มาร์เก็ตแคป 56,363 ล้านบาท
ถือหุ้นใหญ่ลำดับ 51 จำนวน 8,278,260 หุ้น สัดส่วน 0.61%
ราคา YTD +21.90%
อัตราเงินปันผล YTD 1.60% 
กำไรครึ่งปี 2569 อยู่ที่ 2,308 ล้านบาท
ธีร์รัฐ  ธนรัตน์ภินันท์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า คาดกำไรไตรมาส 3/2569 ฟื้นตัว QoQ แม้เป็นช่วง Low Season และเติบโตต่อเนื่อง YoY หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย โดยยอดจองล่วงหน้าสะท้อน RevPAR ทั้งกลุ่มมีแนวโน้มเติบโต 5-7% YoY
ทั้งนี้ กำไรปกติครึ่งปีแรกของปี 2569 คิดเป็น 59% ของประมาณการทั้งปีที่ 2.1 พันล้านบาท เติบโต 14% YoY ทำให้แนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังของปี 2569 ที่ฟื้นตัว HoH และเติบโต YoY อาจเปิด Upside ต่อประมาณการราว 10% ขณะที่มองเป็นกลางต่อการปรับลด Guidance เนื่องจากเป้าหมายใหม่ของบริษัทใกล้เคียงกับประมาณการปัจจุบัน
ฝ่ายวิจัยคงประมาณการและคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 45 บาท โดยมองกำไรของทั้งสองธุรกิจที่ดีกว่าคาดเป็น Upside สำคัญ และหุ้นมีโอกาสตอบรับเชิงบวกจากงบ 2Q26 ที่ออกมาดีกว่าคาด รวมถึงโอกาสปรับเพิ่มประมาณการในระยะถัดไป

4.บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL 
มาร์เก็ตแคป 43,169 ล้านบาท
ถือหุ้นใหญ่ลำดับ 4 จำนวน 165,961,720 หุ้น สัดส่วน 1.87%
ราคา YTD +155.79%
อัตราเงินปันผล YTD 2.39% 
กำไรครึ่งปี 2569 อยู่ที่ 1,031 ล้านบาท
นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี เปิดเผยว่า นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี มองธุรกิจโซลาร์รูฟท็อปยังเติบโตต่อเนื่อง แม้มีสัดส่วนรายได้เพียง 6-7% โดยได้แรงหนุนจากนโยบายรัฐ ทั้งลดหย่อนภาษีสูงสุด 2 แสนบาทต่อครัวเรือน รับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชน 500 เมกะวัตต์ และเงินสนับสนุนติดตั้ง 3 หมื่นบาทต่อครัวเรือน ขณะที่ปริมาณลมไตรมาส 3/2569 อยู่ในเกณฑ์ดี หนุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น y-y
ทั้งนี้ คาดกำไรปกติไตรมาส 3/2569 เพิ่มขึ้น y-y จากรายได้ EPC ราว 5.4 พันล้านบาท และส่วนแบ่งกำไรโครงการพลังงานลมที่เพิ่มขึ้น แต่ลดลง q-q ตามฤดูกาล ขณะที่โครงการโซลาร์ 89 MWe ที่ถือร่วมกับ GULF คาดทยอย COD สิ้นปี 2569 และโครงการโซลาร์ลอยน้ำฟิลิปปินส์ 784 MWe คาดเริ่มก่อสร้างไตรมาส 4/2569
อย่างไรก็ตาม ประเมิน Backlog สิ้นปี 2569 ที่ 5-6 พันล้านบาท จาก 8 พันล้านบาทปีก่อน จึงต้องติดตามงานใหม่ โดยเฉพาะสายส่ง EGAT-PEA, PDP2026, Direct PPA และโซลาร์ชุมชน มูลค่ารวม 3.8 แสนล้านบาท ทั้งนี้คงคำแนะนำ ‘Neutral’ ราคาเป้าหมาย 5.40 บาท 

5.บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA
มาร์เก็ตแคป 39,842 ล้านบาท
ถือหุ้นใหญ่ลำดับ 13 จำนวน 4,882,500 หุ้น สัดส่วน 0.55%
ถือหุ้นใหญ่ลำดับ 16 จำนวน 4,561,800 หุ้น สัดส่วน 0.55%
ราคา YTD +176.07%
อัตราเงินปันผล YTD 2.22% 
กำไรครึ่งปี 2569 อยู่ที่ 430 ล้านบาท
ปิยะธิดา สนธิสมบัติ, IAA นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า คาดกำไร HANA ในครึ่งปีหลังของปี 2569 ฟื้นตัวทั้ง HoH และ YoY จากไฮซีซันของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และวัฏจักรธุรกิจที่ฟื้นตัว หนุนกำไรสุทธิปี 2569 เติบโตราว 18% YoY
ส่วนปี 2570 คาดกำไรปกติโตโดดเด่น 49% YoY รับกระแส AI และ Data Center หนุนความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการเติบโตของธุรกิจ EMS และ OSAT ขณะที่โครงการใหม่ เช่น Cooling Module และ High Density PCBA รวมถึงการปรับสายการผลิต IC ในจีนและเพิ่มกำลังการผลิตในเกาหลีใต้ จะช่วยหนุนมาร์จิ้น
ทั้งนี้ ให้ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 52 บาท แนะนำ “ซื้อ” โดยมอง HANA เป็นหุ้นที่คาดกำไรเติบโตเด่นสุดในกลุ่ม ขณะที่ราคายัง Laggard โดยซื้อขายที่ PER ปี 2570 ราว 28 เท่า ต่ำกว่า KCE ที่ 44 เท่า และ DELTA ที่ 62 เท่า

6.บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD
มาร์เก็ตแคป 37,384 ล้านบาท
ถือหุ้นใหญ่ลำดับ 14 จำนวน 18,994,848 หุ้น สัดส่วน 1.14%
ราคา YTD -11.76%
อัตราเงินปันผล YTD 3.11% 
กำไรครึ่งปี 2569 อยู่ที่ 2,743 ล้านบาท
ตฤณ สิทธิสวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองบวกต่อผลดำเนินงาน SAWAD ในครึ่งปีหลังของปี 2569 คาดสินเชื่อรวมกลับมาเร่งตัว ขณะที่ NIM ฟื้นจากการขยายสินเชื่อ Lock Phone ของ SCAP และต้นทุนทางการเงินลดลง ส่วนการตั้งสำรองคาดลดลง HoH จากแรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ
โดยคงประมาณการกำไรสุทธิ SAWAD ปี 2569 ที่ 5,458 ล้านบาท เติบโต 9.2% YoY และคาดปี 2570 โตต่อ 6.5% YoY โดยมองผลประกอบการ 2H26 จะฟื้นตัวทั้ง YoY และ HoH พร้อมมีมุมมองบวกต่อทั้ง SAWAD และ SCAP
ทั้งนี้ ราคาหุ้น SAWAD มี Upside ราว 31.4% จากมูลค่าพื้นฐานปี 2570 ที่ 31 บาท อิง Sustainable ROE 12% และคาด Dividend Yield 3.5% จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”

มีต่อ



แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่