อย่าให้โปรไฟล์ของใครมาข่มขวัญเราได้! ปลุกพลังเสือปอดเหล็กในตัวคุณ เลิกกลัวแล้วเดินหน้าชน

สวัสดีครับเพื่อน ๆ ชาวพันทิปทุกคน
ยอมรับเลยครับว่าช่วงนี้หันไปทางไหน ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ การทำงาน หรือการใช้ชีวิต หลายคนมักจะบ่นให้ฟังว่าเหนื่อย และรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเป็น "มวยรอง" ที่ต้องสู้ในเกมที่ไม่มีวันชนะ ต้องแข่งกับคู่แข่งที่ใหญ่กว่า มีทุนหนากว่า หรือมีแต้มต่อเหนือกว่าเราในทุก ๆ ด้าน
พอดีผมได้ไปอ่านเจอประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของวงการวิ่งมาราธอนไทยเมื่อปี พ.ศ. 2541 แล้วรู้สึกว่าเรื่องนี้ให้คำตอบที่ดีมาก ๆ เลยอยากชวนทุกคนมาถอดรหัสจุดเปลี่ยนนี้กันครับ
เรื่องราวเกิดขึ้นในการแข่งขัน วิ่งมาราธอนชิงแชมป์เอเชีย ครั้งที่ 6 (6th Asian Marathon Championships) ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ในวันนั้น นักวิ่งไทยเราต้องวิ่งแข่งกับยอดนักวิ่งระดับตำนานชาวอินโดนีเซีย "เอดวาร์ดุส นาบูนูเม" (Edwardus Nabunome) ดีกรีเหรียญทองซีเกมส์ปี 1997 ที่จาการ์ตา ผู้ที่เพิ่งทุบสถิติเวลา 2:20:27 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการทำลายสถิติซีเกมส์ (Games Record) ในเวลานั้นอีกด้วย ชึ่งสถิตินี้...ยังไม่มีใครทำลายได้และยังอยู่มาจนถึงปัจจุบันเกือบ 30 ปี พ.ศ.2569   ถ้าพูดกันตามตรงในเชิงสถิติและการคาดการณ์ก่อนแข่ง โอกาสที่นักวิ่งไทยจะชนะแทบจะเป็นศูนย์
แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ "คุณโอภาส ศรีมาศ"  ยอดนักวิ่งปอดเหล็กทีมชาติไทย สามารถเร่งฝีเท้า วิ่งบด วิ่งบี้ และพลิกเอาชนะตัวเต็งระดับเอเชียรายนี้เข้าเส้นชัยได้สำเร็จ! เป็นอันดับที่ 5 ของเอเชีย
เมื่อมาลองถอดรหัสดูว่า "คุณโอภาสทำได้อย่างไร ในวันที่เป็นรองทุกประตู?" สรุปจุดเปลี่ยนออกมาได้ 3 ข้อหลัก ๆ ที่สามารถเอามาปรับใช้กับการสู้ชีวิตในปัจจุบันครับ:
1. ไม่โฟกัสที่ "ความยิ่งใหญ่" ของคู่แข่ง แต่โฟกัสที่ "หน้าที่" ของเรา: คุณโอภาสไม่ได้ปล่อยให้โปรไฟล์ระดับแชมป์ของอีกฝ่ายมาข่มขวัญ หน้าที่ในวันนั้นคือการลงไปวิ่งในนามนักวิ่งมาราธอนทีมชาติไทยต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เช่นเดียวกับการทำงาน ถ้าเรามัวแต่กลัวคู่แข่งที่เก่งกว่า เราจะลืมพัฒนาศักยภาพของตัวเอง
2. ชัยชนะในระยะยาว วัดกันที่ "ความอึดและการยืนระยะ": ในเกมมาราธอนระยะทางกว่า 42.195 กิโลเมตร หรือในเกมชีวิตที่ต้องสู้กันเป็นปี ๆ คนที่เก่งที่สุดหรือออกตัวแรงที่สุดไม่ได้แปลว่าจะชนะเสมอไป แต่คนที่ "อึด" มีจิตใจที่ทนทานต่อความเหนื่อยล้า และไม่ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายทิ้งห่างต่างหากที่จะเป็นผู้ชนะ
3. "หัวใจเกินร้อย" คือพลังงานสำรองในกิโลเมตรสุดท้าย: เมื่อร่างกายเหนื่อยล้าจนถึงขีดสุด สิ่งเดียวที่จะขับเคลื่อนฝีเท้าต่อได้คือความใจสู้ ชัยชนะของคุณโอภาสในวันนั้นพิสูจน์แล้วว่า "หัวใจที่ไม่ยอมจำนน" สามารถชดเชยทุกแต้มต่อที่เสียไปได้จริง ๆ
เรื่องราวนี้....ทำให้ผมได้คิดว่า บางทีอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าเราในตอนนี้ อาจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ขอแค่เรามีวินัย ประคองจังหวะชีวิตให้ดี แล้วฮึดสู้ด้วยใจที่เกินร้อย ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในชีวิตเราก็เกิดขึ้นได้เสมอครับ
แล้วเพื่อน ๆ ล่ะครับ?
มีวิธี "ปลุกพลังใจตัวเอง" ให้ฮึดสู้ต่อในวันที่รู้สึกว่าเป็นรองอย่างไรกันบ้าง?มาร่วมคอมเมนต์แชร์ไอเดียและส่งต่อพลังบวกให้กันในกระทู้นี้ได้เลยนะครับ! 🇹🇭✌️
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่