"จอชชัว" ตอบครั้งแรก ปมไร้ธงชาติไทย แม้สร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ 2026
วันที่ 29 กันยายน 2569 จอชชัว โรเบิร์ต แอทคินสัน นักวิ่งลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย วัย 23 ปี ให้สัมภาษณ์เปิดใจครั้งแรก หลังมีประเด็นดราม่าที่ สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยฯ ไม่ได้เตรียมธงชาติไทยไว้ให้เขาที่เส้นชัย
ทั้งนี้ จอชชัว โรเบิร์ต แอทคินสัน คว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ 2026 จากการแข่งขันวิ่ง 400 เมตร ชาย ด้วยเวลา 44.90 วินาที สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักวิ่งทีมชาติไทยคนแรกที่คว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ในประเภทนี้ได้สำเร็จ
แต่ตอนที่เข้าเส้นชัย สมาคมกีฬากรีฑาฯ กลับไม่ได้นำธงชาติไทยมาให้เขาได้ฉลองชัยชนะ ทั้งที่คว้าเหรียญทองประวัติศาสตร์ให้กับประเทศไทย ทำให้ จอชชัว โรเบิร์ต แอทคินสัน ระบายความผิดหวังผ่านโซเชียลมีเดีย
จากนั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา นายกสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยฯ จึงเข้าไปพูดคุยและให้กำลังใจ จอชชัว โรเบิร์ต แอทคินสัน พร้อมคุณแม่ เพื่อรับฟังความคิดเห็น ปัญหา เพื่อปรับปรุงการดูแล ตลอดจน วางแผนการฝึกซ้อม พัฒนาศักยภาพ และการส่งเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติอย่างเหมาะสมและต่อเนื่องร่วมกัน
ล่าสุด จอชชัว เปิดใจถึงเรื่องนี้ หลังพาทีมวิ่งผลัด 4x400 เมตร ชาย เข้ารอบชิงชนะเลิศ มีลุ้นเหรียญเอเชียนเกมส์ 2026 อีก 1 รายการ (แข่งขันวันนี้ เวลา 19.17 น. เวลาไทย) ว่า "ผมคิดว่าไม่มีอะไรต้องพูดเยอะแยะ คือไม่ได้มีความเกลียดชัง ไม่ได้เจาะจงถึงใครเป็นพิเศษ"
"ผมคิดว่า ตอนแรกมันเป็นอารมณ์ความรู้สึกล้วนๆ เพราะผมแค่หงุดหงิด อึดอัดใจ เพราะผมรู้สึกว่าผมอาจจะเป็นนักกรีฑาไทยคนแรกเลยมั้งที่ได้เหรียญนี้ อย่าว่าแต่ชนะเลิศเลย แม้กระทั่งในรายการใหญ่แบบนี้ โดยที่ไม่มีธงชาติ ดังนั้นมันเลยค่อนข้างน่าเสียใจครับ"
"แต่สุดท้ายแล้ว เราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน เราทำผิดพลาดกันได้ ทางสมาคมเอง... ผมคิดว่าทีมงานชุดใหม่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่ถึงปีด้วยซ้ำ การจัดการดูแลทุกคนเป็นเรื่องที่ยากมากจริงๆ เพราะฉะนั้นการจะไปต่อว่าหรือวิจารณ์เพียงเพราะความผิดพลาดครั้งเดียวมันก็..."
"เอาเป็นว่า ย้ำอีกครั้งว่าไม่มีความเกลียดชัง ไม่มีความรู้สึกแย่ๆ อะไรครับ ตอนนี้ผมก้าวข้ามมันมาแล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ทางเขายอมรับ รับรู้ และขอโทษแล้ว ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้"
"ผมมูฟออนได้ เขาก็มูฟออนได้ ตราบใดที่ไม่มีความขุ่นเคืองหรือผิดใจกัน สำหรับตัวผมเองไม่มีอะไรค้างคาใจเลย ผมโอเคและสบายใจมากครับ"
" (ได้คุยอะไรกับนายกสมาคมฯ บ้าง) เราได้คุยกันนิดหน่อย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับแม่ของผม ตอนนี้ผมค่อนข้างเหนื่อยนิดหน่อยเลยจำรายละเอียดเป๊ะๆ ไม่ค่อยได้ แต่ไม่มีอะไรที่เป็นลบหรือแย่ๆ ให้พูดถึงเลยครับ อย่างที่บอก ผมแค่พยายามจะมูฟออน และผมก็มูฟออนแล้วจริงๆ ครับ"
" (รู้ไหมว่าแฟนๆ ชาวไทยอยู่ข้างคุณเสมอ) ครับ ผมทราบครับ คือตอนนี้ผมยังไล่อ่านข้อความทั้งหมดไม่หมดเลย มันหลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ ไม่หยุด ผมพยายามจะตอบทุกคนอยู่นะครับ แต่มัน... ถือเป็นกำลังใจและการสนับสนุนที่ท่วมท้นมากจริงๆ"
"ผมรู้สึกขอบคุณมากๆ หลายคนเล่าเรื่องราวของพวกเขาให้ผมฟัง ว่าพวกเขาประทับใจอย่างไร เช่น การที่ผมนำเอาพลังลบที่เคยรู้สึก เปลี่ยนให้กลายมาเป็นพลังที่แข็งแกร่งและใช้มันให้เกิดประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมทำลงไป มันเหมือนช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนจำนวนมาก ให้ไปทำสิ่งต่างๆ และไม่ยอมแพ้"
"ผมไม่ได้แค่รู้สึกขอบคุณที่ทุกคนซัพพอร์ตผม แต่ผมซาบซึ้งใจยิ่งกว่าที่เห็นผู้คนได้รับแรงบันดาลใจและพลังใจในการทำชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้น"
"เอาเป็นว่า ถ้าคุณเป็นคนไทย ผมก็เป็นคนไทย เราทุกคนก็เหมือนครอบครัวเดียวกันนั่นแหละครับ ทุกคนอยากให้ผมทำได้ดี ผมก็อยากให้ทุกคนประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่ดีเหมือนกัน เราดูแลซึ่งกันและกัน มันก็เป็นแบบนั้นแหละครับ"
ที่มา
"จอชชัว" ตอบครั้งแรก ปมไร้ธงชาติไทย แม้สร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ 2026
"จอชชัว" ตอบครั้งแรก ปมไร้ธงชาติไทย แม้สร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ 2026
วันที่ 29 กันยายน 2569 จอชชัว โรเบิร์ต แอทคินสัน นักวิ่งลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย วัย 23 ปี ให้สัมภาษณ์เปิดใจครั้งแรก หลังมีประเด็นดราม่าที่ สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยฯ ไม่ได้เตรียมธงชาติไทยไว้ให้เขาที่เส้นชัย
ทั้งนี้ จอชชัว โรเบิร์ต แอทคินสัน คว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ 2026 จากการแข่งขันวิ่ง 400 เมตร ชาย ด้วยเวลา 44.90 วินาที สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักวิ่งทีมชาติไทยคนแรกที่คว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ในประเภทนี้ได้สำเร็จ
แต่ตอนที่เข้าเส้นชัย สมาคมกีฬากรีฑาฯ กลับไม่ได้นำธงชาติไทยมาให้เขาได้ฉลองชัยชนะ ทั้งที่คว้าเหรียญทองประวัติศาสตร์ให้กับประเทศไทย ทำให้ จอชชัว โรเบิร์ต แอทคินสัน ระบายความผิดหวังผ่านโซเชียลมีเดีย
จากนั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา นายกสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยฯ จึงเข้าไปพูดคุยและให้กำลังใจ จอชชัว โรเบิร์ต แอทคินสัน พร้อมคุณแม่ เพื่อรับฟังความคิดเห็น ปัญหา เพื่อปรับปรุงการดูแล ตลอดจน วางแผนการฝึกซ้อม พัฒนาศักยภาพ และการส่งเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติอย่างเหมาะสมและต่อเนื่องร่วมกัน
ล่าสุด จอชชัว เปิดใจถึงเรื่องนี้ หลังพาทีมวิ่งผลัด 4x400 เมตร ชาย เข้ารอบชิงชนะเลิศ มีลุ้นเหรียญเอเชียนเกมส์ 2026 อีก 1 รายการ (แข่งขันวันนี้ เวลา 19.17 น. เวลาไทย) ว่า "ผมคิดว่าไม่มีอะไรต้องพูดเยอะแยะ คือไม่ได้มีความเกลียดชัง ไม่ได้เจาะจงถึงใครเป็นพิเศษ"
"ผมคิดว่า ตอนแรกมันเป็นอารมณ์ความรู้สึกล้วนๆ เพราะผมแค่หงุดหงิด อึดอัดใจ เพราะผมรู้สึกว่าผมอาจจะเป็นนักกรีฑาไทยคนแรกเลยมั้งที่ได้เหรียญนี้ อย่าว่าแต่ชนะเลิศเลย แม้กระทั่งในรายการใหญ่แบบนี้ โดยที่ไม่มีธงชาติ ดังนั้นมันเลยค่อนข้างน่าเสียใจครับ"
"แต่สุดท้ายแล้ว เราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน เราทำผิดพลาดกันได้ ทางสมาคมเอง... ผมคิดว่าทีมงานชุดใหม่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่ถึงปีด้วยซ้ำ การจัดการดูแลทุกคนเป็นเรื่องที่ยากมากจริงๆ เพราะฉะนั้นการจะไปต่อว่าหรือวิจารณ์เพียงเพราะความผิดพลาดครั้งเดียวมันก็..."
"เอาเป็นว่า ย้ำอีกครั้งว่าไม่มีความเกลียดชัง ไม่มีความรู้สึกแย่ๆ อะไรครับ ตอนนี้ผมก้าวข้ามมันมาแล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ทางเขายอมรับ รับรู้ และขอโทษแล้ว ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้"
"ผมมูฟออนได้ เขาก็มูฟออนได้ ตราบใดที่ไม่มีความขุ่นเคืองหรือผิดใจกัน สำหรับตัวผมเองไม่มีอะไรค้างคาใจเลย ผมโอเคและสบายใจมากครับ"
" (ได้คุยอะไรกับนายกสมาคมฯ บ้าง) เราได้คุยกันนิดหน่อย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับแม่ของผม ตอนนี้ผมค่อนข้างเหนื่อยนิดหน่อยเลยจำรายละเอียดเป๊ะๆ ไม่ค่อยได้ แต่ไม่มีอะไรที่เป็นลบหรือแย่ๆ ให้พูดถึงเลยครับ อย่างที่บอก ผมแค่พยายามจะมูฟออน และผมก็มูฟออนแล้วจริงๆ ครับ"
" (รู้ไหมว่าแฟนๆ ชาวไทยอยู่ข้างคุณเสมอ) ครับ ผมทราบครับ คือตอนนี้ผมยังไล่อ่านข้อความทั้งหมดไม่หมดเลย มันหลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ ไม่หยุด ผมพยายามจะตอบทุกคนอยู่นะครับ แต่มัน... ถือเป็นกำลังใจและการสนับสนุนที่ท่วมท้นมากจริงๆ"
"ผมรู้สึกขอบคุณมากๆ หลายคนเล่าเรื่องราวของพวกเขาให้ผมฟัง ว่าพวกเขาประทับใจอย่างไร เช่น การที่ผมนำเอาพลังลบที่เคยรู้สึก เปลี่ยนให้กลายมาเป็นพลังที่แข็งแกร่งและใช้มันให้เกิดประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมทำลงไป มันเหมือนช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนจำนวนมาก ให้ไปทำสิ่งต่างๆ และไม่ยอมแพ้"
"ผมไม่ได้แค่รู้สึกขอบคุณที่ทุกคนซัพพอร์ตผม แต่ผมซาบซึ้งใจยิ่งกว่าที่เห็นผู้คนได้รับแรงบันดาลใจและพลังใจในการทำชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้น"
"เอาเป็นว่า ถ้าคุณเป็นคนไทย ผมก็เป็นคนไทย เราทุกคนก็เหมือนครอบครัวเดียวกันนั่นแหละครับ ทุกคนอยากให้ผมทำได้ดี ผมก็อยากให้ทุกคนประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่ดีเหมือนกัน เราดูแลซึ่งกันและกัน มันก็เป็นแบบนั้นแหละครับ"
ที่มา