สวัสดีค่ะ วันนี้อยากมาแชร์ประสบการณ์ส่วนตัว เผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครสักคน หรืออยากแลกเปลี่ยนกับคนที่เคยผ่านเหตุการณ์คล้ายๆกันค่ะ
ตอนนี้เราอายุใกล้เลข 6 แล้วค่ะ เกษียณจากงานราชการแล้ว และอยู่ในช่วงที่คุณหมอเรียกว่า “โรคสงบ” หลังรักษาครบทั้งการผ่าตัด เคมีบำบัด และฉายแสง ตอนนี้ยังต้องไปตรวจติดตามทุก 3 เดือน ก่อนหน้านี้เราเคยคิดว่า ถ้าดูแลสุขภาพดี โอกาสเป็นมะเร็งก็น่าจะน้อยมาก จริงๆ คือ ไม่เคยคิดเลยดีกว่าว่ามะเร็งจะเกิดกับเรา คำว่า “มะเร็ง” มันไกลตัวเรามากๆ
เราเป็นคนเลือกกินอาหาร ทำอาหารเองบ่อย กินอาหารแปรรูปน้อย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพทุกปี มีโรคประจำตัวแค่ภูมิแพ้ หอบหืดเล็กน้อย และเป็นพาหะธาลัสซีเมีย เลยไม่เคยนึกเลยว่าวันหนึ่งจะต้องนั่งอยู่หน้าห้องตรวจ แล้วได้ยินคำว่า "เป็นมะเร็ง" จากคุณหมอ
จุดเริ่มต้นคือ ย้อนกลับไปช่วงปี 2565 เราเคยผ่าตัดเนื้องอกบริเวณกระดูกเชิงกราน ทำให้ปีนั้นเป็นปีที่ไม่ได้ตรวจสุขภาพ ตรวจแมมโมแกรมตามปกติ
พอปลายปี 2566 กลับไปตรวจสุขภาพอีกครั้ง คุณหมอพบก้อนที่เต้านมด้านขวา จึงส่งตรวจเพิ่มเติมด้วย MRI และเจาะชิ้นเนื้อ
ผลออกมาเร็วมาก เร็วเกินกว่าที่เราจะตั้งตัว จำได้ว่าตอนคุณหมอบอกว่าเป็น "เนื้อร้าย" เหมือนทุกอย่างเงียบไปหมด สิ่งแรกที่คิดไม่ใช่ว่าจะรักษายังไง
แต่คือ... "ทำไมถึงเป็นเรา" ทั้งที่เราดูแลตัวเองมาตลอด โชคดีที่คุณหมอบอกว่าเจอเร็ว เป็นระยะที่ 1 และยังรักษาได้
เราเลยเริ่มเปลี่ยนความคิดจากการถามว่า ทำไมต้องเป็นเรา มาเป็น "ต่อจากนี้ต้องทำอะไรต่อ" แผนการรักษามีครบเลยค่ะ ทั้งผ่าตัด เคมีบำบัด และฉายแสง
ยอมรับว่าช่วงที่กลัวที่สุดก่อนเริ่มรักษา ไม่ใช่การผ่าตัด แต่เป็นคีโม กลัวผมร่วง กลัวสภาพตัวเองเปลี่ยนไป กลัวว่ามองกระจกแล้วจะไม่เหมือนเดิม สุดท้ายก็ต้องยอมรับและเดินหน้า เพราะคิดอยู่ประโยคเดียวว่า "รีบรักษา ก็มีโอกาสรีบหาย"
การผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี พักฟื้นประมาณเดือนกว่า หลังจากนั้นเริ่มให้ยาเคมีบำบัด เข็มแรกก็เป็นอย่างที่หลายคนเคยเล่าไว้ ผมร่วงเยอะมาก แต่เรื่องที่ทำให้เรากังวลที่สุด กลับไม่ใช่ผมร่วง แต่เป็นตอนที่ต้องไปให้คีโมเข็มที่สอง แล้ว “ผลเลือดไม่ผ่าน” คุณหมอบอกว่ายังให้ยาไม่ได้ ต้องเลื่อนการรักษาออกไปก่อน
วันนั้นใจเสียมาก ไม่รู้ว่าการเลื่อนจะกระทบกับผลการรักษาหรือเปล่า ไม่รู้ว่ารอบหน้าค่าเลือดจะขึ้นไหม ไม่รู้ว่าจะต้องเลื่อนไปอีกกี่ครั้ง
ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด ยิ่งเครียดก็กินไม่ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ ช่วงนั้นยอมรับว่าใช้เวลาไปกับการหาข้อมูลเยอะมาก จนสุดท้ายรู้สึกว่าตัวเองยิ่งกดดัน
หลังจากคุยกับคุณหมอ รวมถึงอ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยหลายๆคน เราเลยพยายามเปลี่ยนสิ่งที่ควบคุมได้แทน
พยายามกินอาหารให้ได้ นอนให้พอ หยุดเสพข้อมูลที่ทำให้เครียด ปลูกต้นไม้ ดูซีรีส์ อ่านหนังสือ ทำทุกอย่างที่ทำให้ใจสงบลง
พอถึงวันตรวจเลือดอีกครั้ง ผลออกมาว่า... “ค่าเลือดผ่าน” จำความรู้สึกวันนั้นได้เลยค่ะ เหมือนยกภูเขาออกจากอก
หลังจากนั้นการรักษาก็ดำเนินต่อจนจบ ทั้งคีโมครบ 4 ครั้ง และฉายแสงอีก 16 ครั้ง จนถึงจุดที่คุณหมอบอกว่า ครบจบขั้นตอนการรักษาแล้ว ค่ามะเร็งอยู่ในเกณฑ์ปกติแล้ว ดีใจมากเลยค่ะ
ตอนนี้ผ่านมาได้กว่าหนึ่งปีแล้ว ยังต้องไปติดตามอาการทุก 3 เดือน ทุกครั้งที่รอฟังผลก็ยังตื่นเต้นเหมือนเดิม แต่ก็ขอบคุณตัวเองที่วันนั้นเลือกตั้งสติและรักษาตามแผนของคุณหมอ
ถ้าถามว่าหลังผ่านเรื่องนี้มา ได้เรียนรู้อะไรบ้าง สำหรับเรามีอยู่ไม่กี่ข้อ อย่างแรก ต่อให้เราดูแลสุขภาพดีแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีวันป่วย แต่การตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ อาจทำให้เราเจอโรคได้เร็ว และมีโอกาสรักษาได้มากกว่า
อย่างที่สอง เวลารักษา สุขภาพใจก็สำคัญไม่แพ้สุขภาพกาย ช่วงไหนที่เราปล่อยให้ตัวเองเครียด ทุกอย่างดูหนักไปหมด แต่พอเริ่มกลับมาดูแลใจตัวเอง การเดินต่อก็ง่ายขึ้นจริง ๆ
และสุดท้าย อยากฝากถึงคนที่มีคนในครอบครัวกำลังรักษามะเร็ง บางครั้งสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการ อาจไม่ใช่คำแนะนำมากมาย แค่มีคนรับฟัง อยู่ข้าง ๆ และทำให้รู้ว่ายังใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม เท่านั้นก็มีค่ามากแล้ว
สุดท้ายนี้อยากชวนคุยค่ะ
มีใครใน Pantip เคยเป็นคนที่ดูแลสุขภาพมาตลอด แต่สุดท้ายก็ตรวจเจอมะเร็ง หรือโรคร้ายแรงแบบไม่คาดคิดบ้างไหม หรือใครเคยมีประสบการณ์ที่ต้องเลื่อนการรักษาเพราะค่าเลือดไม่ผ่าน อยากรู้เหมือนกันว่าช่วงนั้นทุกคนรับมือกับความเครียดกันยังไง
เผื่อกระทู้นี้จะเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกำลังใจให้กับคนที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกันค่ะ
เป็นคนตรวจสุขภาพทุกปี กินคลีน ออกกำลังกายมาตลอด แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นมะเร็ง
ตอนนี้เราอายุใกล้เลข 6 แล้วค่ะ เกษียณจากงานราชการแล้ว และอยู่ในช่วงที่คุณหมอเรียกว่า “โรคสงบ” หลังรักษาครบทั้งการผ่าตัด เคมีบำบัด และฉายแสง ตอนนี้ยังต้องไปตรวจติดตามทุก 3 เดือน ก่อนหน้านี้เราเคยคิดว่า ถ้าดูแลสุขภาพดี โอกาสเป็นมะเร็งก็น่าจะน้อยมาก จริงๆ คือ ไม่เคยคิดเลยดีกว่าว่ามะเร็งจะเกิดกับเรา คำว่า “มะเร็ง” มันไกลตัวเรามากๆ
เราเป็นคนเลือกกินอาหาร ทำอาหารเองบ่อย กินอาหารแปรรูปน้อย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพทุกปี มีโรคประจำตัวแค่ภูมิแพ้ หอบหืดเล็กน้อย และเป็นพาหะธาลัสซีเมีย เลยไม่เคยนึกเลยว่าวันหนึ่งจะต้องนั่งอยู่หน้าห้องตรวจ แล้วได้ยินคำว่า "เป็นมะเร็ง" จากคุณหมอ
จุดเริ่มต้นคือ ย้อนกลับไปช่วงปี 2565 เราเคยผ่าตัดเนื้องอกบริเวณกระดูกเชิงกราน ทำให้ปีนั้นเป็นปีที่ไม่ได้ตรวจสุขภาพ ตรวจแมมโมแกรมตามปกติ
พอปลายปี 2566 กลับไปตรวจสุขภาพอีกครั้ง คุณหมอพบก้อนที่เต้านมด้านขวา จึงส่งตรวจเพิ่มเติมด้วย MRI และเจาะชิ้นเนื้อ
ผลออกมาเร็วมาก เร็วเกินกว่าที่เราจะตั้งตัว จำได้ว่าตอนคุณหมอบอกว่าเป็น "เนื้อร้าย" เหมือนทุกอย่างเงียบไปหมด สิ่งแรกที่คิดไม่ใช่ว่าจะรักษายังไง
แต่คือ... "ทำไมถึงเป็นเรา" ทั้งที่เราดูแลตัวเองมาตลอด โชคดีที่คุณหมอบอกว่าเจอเร็ว เป็นระยะที่ 1 และยังรักษาได้
เราเลยเริ่มเปลี่ยนความคิดจากการถามว่า ทำไมต้องเป็นเรา มาเป็น "ต่อจากนี้ต้องทำอะไรต่อ" แผนการรักษามีครบเลยค่ะ ทั้งผ่าตัด เคมีบำบัด และฉายแสง
ยอมรับว่าช่วงที่กลัวที่สุดก่อนเริ่มรักษา ไม่ใช่การผ่าตัด แต่เป็นคีโม กลัวผมร่วง กลัวสภาพตัวเองเปลี่ยนไป กลัวว่ามองกระจกแล้วจะไม่เหมือนเดิม สุดท้ายก็ต้องยอมรับและเดินหน้า เพราะคิดอยู่ประโยคเดียวว่า "รีบรักษา ก็มีโอกาสรีบหาย"
การผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี พักฟื้นประมาณเดือนกว่า หลังจากนั้นเริ่มให้ยาเคมีบำบัด เข็มแรกก็เป็นอย่างที่หลายคนเคยเล่าไว้ ผมร่วงเยอะมาก แต่เรื่องที่ทำให้เรากังวลที่สุด กลับไม่ใช่ผมร่วง แต่เป็นตอนที่ต้องไปให้คีโมเข็มที่สอง แล้ว “ผลเลือดไม่ผ่าน” คุณหมอบอกว่ายังให้ยาไม่ได้ ต้องเลื่อนการรักษาออกไปก่อน
วันนั้นใจเสียมาก ไม่รู้ว่าการเลื่อนจะกระทบกับผลการรักษาหรือเปล่า ไม่รู้ว่ารอบหน้าค่าเลือดจะขึ้นไหม ไม่รู้ว่าจะต้องเลื่อนไปอีกกี่ครั้ง
ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด ยิ่งเครียดก็กินไม่ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ ช่วงนั้นยอมรับว่าใช้เวลาไปกับการหาข้อมูลเยอะมาก จนสุดท้ายรู้สึกว่าตัวเองยิ่งกดดัน
หลังจากคุยกับคุณหมอ รวมถึงอ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยหลายๆคน เราเลยพยายามเปลี่ยนสิ่งที่ควบคุมได้แทน
พยายามกินอาหารให้ได้ นอนให้พอ หยุดเสพข้อมูลที่ทำให้เครียด ปลูกต้นไม้ ดูซีรีส์ อ่านหนังสือ ทำทุกอย่างที่ทำให้ใจสงบลง
พอถึงวันตรวจเลือดอีกครั้ง ผลออกมาว่า... “ค่าเลือดผ่าน” จำความรู้สึกวันนั้นได้เลยค่ะ เหมือนยกภูเขาออกจากอก
หลังจากนั้นการรักษาก็ดำเนินต่อจนจบ ทั้งคีโมครบ 4 ครั้ง และฉายแสงอีก 16 ครั้ง จนถึงจุดที่คุณหมอบอกว่า ครบจบขั้นตอนการรักษาแล้ว ค่ามะเร็งอยู่ในเกณฑ์ปกติแล้ว ดีใจมากเลยค่ะ
ตอนนี้ผ่านมาได้กว่าหนึ่งปีแล้ว ยังต้องไปติดตามอาการทุก 3 เดือน ทุกครั้งที่รอฟังผลก็ยังตื่นเต้นเหมือนเดิม แต่ก็ขอบคุณตัวเองที่วันนั้นเลือกตั้งสติและรักษาตามแผนของคุณหมอ
ถ้าถามว่าหลังผ่านเรื่องนี้มา ได้เรียนรู้อะไรบ้าง สำหรับเรามีอยู่ไม่กี่ข้อ อย่างแรก ต่อให้เราดูแลสุขภาพดีแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีวันป่วย แต่การตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ อาจทำให้เราเจอโรคได้เร็ว และมีโอกาสรักษาได้มากกว่า
อย่างที่สอง เวลารักษา สุขภาพใจก็สำคัญไม่แพ้สุขภาพกาย ช่วงไหนที่เราปล่อยให้ตัวเองเครียด ทุกอย่างดูหนักไปหมด แต่พอเริ่มกลับมาดูแลใจตัวเอง การเดินต่อก็ง่ายขึ้นจริง ๆ
และสุดท้าย อยากฝากถึงคนที่มีคนในครอบครัวกำลังรักษามะเร็ง บางครั้งสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการ อาจไม่ใช่คำแนะนำมากมาย แค่มีคนรับฟัง อยู่ข้าง ๆ และทำให้รู้ว่ายังใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม เท่านั้นก็มีค่ามากแล้ว
สุดท้ายนี้อยากชวนคุยค่ะ
มีใครใน Pantip เคยเป็นคนที่ดูแลสุขภาพมาตลอด แต่สุดท้ายก็ตรวจเจอมะเร็ง หรือโรคร้ายแรงแบบไม่คาดคิดบ้างไหม หรือใครเคยมีประสบการณ์ที่ต้องเลื่อนการรักษาเพราะค่าเลือดไม่ผ่าน อยากรู้เหมือนกันว่าช่วงนั้นทุกคนรับมือกับความเครียดกันยังไง
เผื่อกระทู้นี้จะเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกำลังใจให้กับคนที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกันค่ะ