เคยสังเกตไหมว่า ในวันที่คุณเครียดจัดจนอยากจะตะโกน ท้องไส้กลับมวนและเริ่มปวดขึ้นมาเสียอย่างนั้น? หรือในวันที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียและเสียใจอย่างหนัก คุณกลับรู้สึกแน่นหน้าอกจนหายใจไม่อิ่ม ราวกับร่างกายกำลังแบกรับน้ำหนักบางอย่างไว้?
ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ได้คิดไปเอง เพราะอารมณ์ไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในหัว แล้วหายไปในอากาศ แต่มันส่งสัญญาณไฟฟ้าและเคมีวิ่งไปทั่วร่างกาย พร้อมกระแทกใส่อวัยวะภายในของเราอยู่ตลอดเวลา
ภูมิปัญญาโบราณ 2,000 ปี: เมื่ออารมณ์ทั้ง 7 สะเทือนถึงอวัยวะทั้ง 5
แนวคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจิตใจและร่างกายไม่ใช่เรื่องใหม่ ในตำราแพทย์แผนจีนโบราณอย่าง
“คัมภีร์หวางตี้เน่ยจิง” (黄帝内经) หรือ
“คัมภีร์จักรพรรดิเหลือง” ซึ่งบันทึกขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ได้กล่าวถึงหลักการ
“รูปและจิตเป็นหนึ่งเดียว” ไว้อย่างลึกซึ้ง
โดยเฉพาะในบท
“ซูเวิ่น” (素问) ได้ระบุไว้ว่า อารมณ์ที่รุนแรงหรือสะสมเป็นเวลานานเกินไป จะเข้าไปขัดขวางการไหลเวียนของ
“ลมปราณ” (ชี่) จนทำลายอวัยวะภายในอย่างคาดไม่ถึง
โกรธทำลายตับ: เมื่อเกิดความโกรธ ลมปราณตับจะพุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เลือดขึ้นหน้า ปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูง และตับทำงานผิดปกติ
เศร้าทำลายปอด: ความเศร้าโศกจะบั่นทอนและสลายพลังลมปราณ ทำให้ปอดอ่อนแอ หายใจสั้น เหนื่อยง่าย และป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจได้ง่าย
วิตก/คิดมาก ทำลายม้าม: การครุ่นคิดหรือกังวลซ้ำๆ ทำให้ลมปราณอุดกักไม่ไหลเวียน ส่งผลกระทบต่อม้ามและกระเพาะอาหาร ทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย และย่อยสลายสารอาหารได้ไม่ดี
ตระหนกกลัว ทำลายไต: ความกลัวทำให้ลมปราณดิ่งลงต่ำ ส่งผลให้พลังไตแปรปรวน อาจเกิดอาการเข่าอ่อน หรือถึงขั้นกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
ตื่นเต้นล้นเกิน ทำลายหัวใจ: แม้ความสุขจะเป็นเรื่องดี แต่หากตื่นเต้นหรือดีใจสุดขีดเกินไป พลังหัวใจจะกระจายออกจนหลวม ทำให้ขาดสมาธิ นอนไม่หลับ หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ
วิทยาศาสตร์ยุคใหม่: ถอดรหัสสิ่งที่คัมภีร์โบราณบอกไว้
เมื่อนำแนวคิดจากคัมภีร์โบราณมาส่องดูผ่านกล้องขยายทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน เราพบว่าทั้งสองโลกพูดถึงสิ่งเดียวกัน เพียงแต่ใช้ภาษาคนละชุด
โกรธ และ เครียดสะสม: คัมภีร์โบราณระบุว่า “ลมปราณตับพุ่งขึ้นสูง” ส่งผลให้เกิดไฟตับกำเริบ ในทางวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบัน อารมณ์โกรธจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมน
“คอร์ติซอล” (Cortisol) และ
“อะดรีนาลีน” (Adrenaline) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว และตับต้องเร่งปลดปล่อยน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภาวะฉุกเฉิน
เศร้า และ เสียใจ: คัมภีร์โบราณระบุว่า
“ลมปราณถดถอยและสลาย” ทำให้พลังปอดอ่อนแอ ในมุมมองวิทยาศาสตร์ ความเศร้าโศกเรื้อรังส่งผลให้สารอักเสบ ในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น ระดับสารเคมีในสมองตก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกันและประสิทธิภาพการทำงานของระบบทางเดินหายใจ
วิตกกังวล และ คิดมาก: คัมภีร์โบราณระบุว่า
“ลมปราณอุดกัก ไม่ไหลเวียน” ทำลายม้ามและกระเพาะอาหาร วิทยาศาสตร์อธิบายด้วยการทำงานผ่านแกนสมองและลำไส้ (Brain-Gut Axis) เมื่อจิตใจเครียดหรือกังวล สมองจะส่งสัญญาณรบกวนการบีบตัวของระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้เกิดโรคกระเพาะ ท้องอืด และโรคลำไส้แปรปรวน (IBS)
ตระหนก และ ตื่นกลัว: คัมภีร์โบราณระบุว่า
“ลมปราณดิ่งลงล่าง” ส่งผลกระทบต่อพลังไต ในทางวิทยาศาสตร์ ความกลัวจะเข้ากระตุ้นระบบประสาท Sympathetic อย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อการทำงานของหมวกไต (Adrenal Glands) และระบบฮอร์โมนที่ควบคุมความกดดันและของเหลวในร่างกาย
กลไกทั้งหมดนี้เริ่มจากการที่สมองส่วน Amygdala รับรู้อารมณ์ความรู้สึก จากนั้นส่งสัญญาณประสาทไปกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนต่างๆ จนทำให้อวัยวะภายในต้องรับแรงกระแทก ทั้งสองศาสตร์จึงพูดถึงสิ่งเดียวกัน เพียงแต่ใช้ภาษาคนละยุคสมัยในการอธิบาย
โลกสองทาง: ร่างกายป่วยทำจิตใจพัง จิตใจพังทำร่างกายป่วย
ความน่าสนใจอีกประการคือ ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้วิ่งแค่ทางเดียว เพราะในทางแพทย์แผนจีน ชี้ว่า หากอวัยวะภายในป่วย ร่างกายก็สามารถแสดงออกเป็นอารมณ์ได้เช่นกัน คนที่มีภาวะ “ไฟตับกำเริบ” มักกลายเป็นคนหงุดหงิดโมโหง่ายโดยไร้สาเหตุ หรือคนที่มี “พลังปอดพร่อง” มักกลายเป็นคนหงอยเหงาและอมทุกข์ได้ง่ายขึ้น ดังนั้น การรักษาหรือดูแลสุขภาพที่แท้จริง จึงต้องทำไปพร้อมกันทั้งสองทาง
คืนความสมดุลให้ “บ้าน” หลังเดียวที่คุณมี
เราอาจไม่สามารถห้ามไม่ให้ความโกรธ ความเศร้า หรือความกังวลเกิดขึ้นได้ เพราะมันคือธรรมชาติของมนุษย์ แต่เราเลือกที่จะ “ไม่สะสม” มันไว้จนกลายเป็นพิษทำร้ายตัวเองได้ด้วยแนวทางง่ายๆ ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
รู้เท่าทันอารมณ์: เมื่อความโกรธหรือความเศร้าเกิดขึ้น ให้รับรู้ว่ามันมาเยือน แล้วค่อยๆ ปล่อยมันไป การปราบหรือกดทับอารมณ์ไว้คือการบังคับให้ลมปราณอุดกักอยู่ภายใน
ปรับลมหายใจ ดึงชี่กลับสู่ศูนย์กลาง: เมื่อรู้สึกว่าโกรธจนเลือดขึ้นหน้า หรือเศร้าจนแน่นหน้าอก ให้ถอยออกมาสูดหายใจเข้าลึกๆ ยาวๆ การหายใจทางท้องจะช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด และช่วยดึงลมปราณที่พุ่งสูงหรือกระจัดกระจายให้กลับเข้าสู่ภาวะสมดุล
ดูแลอวัยวะด้วยอาหารและนาฬิกาชีวิต: พักผ่อนให้เป็นเวลา โดยเฉพาะช่วง 23.00 - 03.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาซ่อมแซมถุงน้ำดีและตับ ตามแพทย์แผนจีน รวมถึงทานอาหารที่มีรสชาติช่วยปรับสมดุล เช่น อาหารรสขมเล็กน้อยช่วยลดไฟตับ หรืออาหารสีขาวช่วยบำรุงปอด เช่น เม็ดแปะก๊วย เม็ดเดือย หัวไชเท้า ฯ
การดูแลสุขภาพที่แท้จริง ไม่ได้จบลงแค่การนับแคลอรี เข้าฟิตเนส หรือกินคลีนเท่านั้น แต่คือการหมั่นสำรวจสภาวะอารมณ์ของตัวเองในแต่ละวัน เพราะในท้ายที่สุดแล้ว จิตใจที่สงบและสมดุล คือเกราะป้องกันอวัยวะภายในที่ดีที่สุดสำหรับบ้านหลังเดียวที่คุณต้องอยู่อาศัยไปตลอดชีวิต นั่นคือ ร่างกายของคุณเอง
ที่มา :
https://mgronline.com/goodhealth/detail/9690000085123
โกรธลงตับ เศร้าลงปอด! เมื่อ ‘อารมณ์’ ก่อโรค ในมุมมองคัมภีร์จีนโบราณและวิทยาศาสตร์
เคยสังเกตไหมว่า ในวันที่คุณเครียดจัดจนอยากจะตะโกน ท้องไส้กลับมวนและเริ่มปวดขึ้นมาเสียอย่างนั้น? หรือในวันที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียและเสียใจอย่างหนัก คุณกลับรู้สึกแน่นหน้าอกจนหายใจไม่อิ่ม ราวกับร่างกายกำลังแบกรับน้ำหนักบางอย่างไว้?
ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ได้คิดไปเอง เพราะอารมณ์ไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในหัว แล้วหายไปในอากาศ แต่มันส่งสัญญาณไฟฟ้าและเคมีวิ่งไปทั่วร่างกาย พร้อมกระแทกใส่อวัยวะภายในของเราอยู่ตลอดเวลา
ภูมิปัญญาโบราณ 2,000 ปี: เมื่ออารมณ์ทั้ง 7 สะเทือนถึงอวัยวะทั้ง 5
แนวคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจิตใจและร่างกายไม่ใช่เรื่องใหม่ ในตำราแพทย์แผนจีนโบราณอย่าง “คัมภีร์หวางตี้เน่ยจิง” (黄帝内经) หรือ “คัมภีร์จักรพรรดิเหลือง” ซึ่งบันทึกขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ได้กล่าวถึงหลักการ “รูปและจิตเป็นหนึ่งเดียว” ไว้อย่างลึกซึ้ง
โดยเฉพาะในบท “ซูเวิ่น” (素问) ได้ระบุไว้ว่า อารมณ์ที่รุนแรงหรือสะสมเป็นเวลานานเกินไป จะเข้าไปขัดขวางการไหลเวียนของ “ลมปราณ” (ชี่) จนทำลายอวัยวะภายในอย่างคาดไม่ถึง
โกรธทำลายตับ: เมื่อเกิดความโกรธ ลมปราณตับจะพุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เลือดขึ้นหน้า ปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูง และตับทำงานผิดปกติ
เศร้าทำลายปอด: ความเศร้าโศกจะบั่นทอนและสลายพลังลมปราณ ทำให้ปอดอ่อนแอ หายใจสั้น เหนื่อยง่าย และป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจได้ง่าย
วิตก/คิดมาก ทำลายม้าม: การครุ่นคิดหรือกังวลซ้ำๆ ทำให้ลมปราณอุดกักไม่ไหลเวียน ส่งผลกระทบต่อม้ามและกระเพาะอาหาร ทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย และย่อยสลายสารอาหารได้ไม่ดี
ตระหนกกลัว ทำลายไต: ความกลัวทำให้ลมปราณดิ่งลงต่ำ ส่งผลให้พลังไตแปรปรวน อาจเกิดอาการเข่าอ่อน หรือถึงขั้นกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
ตื่นเต้นล้นเกิน ทำลายหัวใจ: แม้ความสุขจะเป็นเรื่องดี แต่หากตื่นเต้นหรือดีใจสุดขีดเกินไป พลังหัวใจจะกระจายออกจนหลวม ทำให้ขาดสมาธิ นอนไม่หลับ หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ
วิทยาศาสตร์ยุคใหม่: ถอดรหัสสิ่งที่คัมภีร์โบราณบอกไว้
เมื่อนำแนวคิดจากคัมภีร์โบราณมาส่องดูผ่านกล้องขยายทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน เราพบว่าทั้งสองโลกพูดถึงสิ่งเดียวกัน เพียงแต่ใช้ภาษาคนละชุด
โกรธ และ เครียดสะสม: คัมภีร์โบราณระบุว่า “ลมปราณตับพุ่งขึ้นสูง” ส่งผลให้เกิดไฟตับกำเริบ ในทางวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบัน อารมณ์โกรธจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมน “คอร์ติซอล” (Cortisol) และ“อะดรีนาลีน” (Adrenaline) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว และตับต้องเร่งปลดปล่อยน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภาวะฉุกเฉิน
เศร้า และ เสียใจ: คัมภีร์โบราณระบุว่า “ลมปราณถดถอยและสลาย” ทำให้พลังปอดอ่อนแอ ในมุมมองวิทยาศาสตร์ ความเศร้าโศกเรื้อรังส่งผลให้สารอักเสบ ในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น ระดับสารเคมีในสมองตก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกันและประสิทธิภาพการทำงานของระบบทางเดินหายใจ
วิตกกังวล และ คิดมาก: คัมภีร์โบราณระบุว่า “ลมปราณอุดกัก ไม่ไหลเวียน” ทำลายม้ามและกระเพาะอาหาร วิทยาศาสตร์อธิบายด้วยการทำงานผ่านแกนสมองและลำไส้ (Brain-Gut Axis) เมื่อจิตใจเครียดหรือกังวล สมองจะส่งสัญญาณรบกวนการบีบตัวของระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้เกิดโรคกระเพาะ ท้องอืด และโรคลำไส้แปรปรวน (IBS)
ตระหนก และ ตื่นกลัว: คัมภีร์โบราณระบุว่า “ลมปราณดิ่งลงล่าง” ส่งผลกระทบต่อพลังไต ในทางวิทยาศาสตร์ ความกลัวจะเข้ากระตุ้นระบบประสาท Sympathetic อย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อการทำงานของหมวกไต (Adrenal Glands) และระบบฮอร์โมนที่ควบคุมความกดดันและของเหลวในร่างกาย
กลไกทั้งหมดนี้เริ่มจากการที่สมองส่วน Amygdala รับรู้อารมณ์ความรู้สึก จากนั้นส่งสัญญาณประสาทไปกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนต่างๆ จนทำให้อวัยวะภายในต้องรับแรงกระแทก ทั้งสองศาสตร์จึงพูดถึงสิ่งเดียวกัน เพียงแต่ใช้ภาษาคนละยุคสมัยในการอธิบาย
โลกสองทาง: ร่างกายป่วยทำจิตใจพัง จิตใจพังทำร่างกายป่วย
ความน่าสนใจอีกประการคือ ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้วิ่งแค่ทางเดียว เพราะในทางแพทย์แผนจีน ชี้ว่า หากอวัยวะภายในป่วย ร่างกายก็สามารถแสดงออกเป็นอารมณ์ได้เช่นกัน คนที่มีภาวะ “ไฟตับกำเริบ” มักกลายเป็นคนหงุดหงิดโมโหง่ายโดยไร้สาเหตุ หรือคนที่มี “พลังปอดพร่อง” มักกลายเป็นคนหงอยเหงาและอมทุกข์ได้ง่ายขึ้น ดังนั้น การรักษาหรือดูแลสุขภาพที่แท้จริง จึงต้องทำไปพร้อมกันทั้งสองทาง
คืนความสมดุลให้ “บ้าน” หลังเดียวที่คุณมี
เราอาจไม่สามารถห้ามไม่ให้ความโกรธ ความเศร้า หรือความกังวลเกิดขึ้นได้ เพราะมันคือธรรมชาติของมนุษย์ แต่เราเลือกที่จะ “ไม่สะสม” มันไว้จนกลายเป็นพิษทำร้ายตัวเองได้ด้วยแนวทางง่ายๆ ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
รู้เท่าทันอารมณ์: เมื่อความโกรธหรือความเศร้าเกิดขึ้น ให้รับรู้ว่ามันมาเยือน แล้วค่อยๆ ปล่อยมันไป การปราบหรือกดทับอารมณ์ไว้คือการบังคับให้ลมปราณอุดกักอยู่ภายใน
ปรับลมหายใจ ดึงชี่กลับสู่ศูนย์กลาง: เมื่อรู้สึกว่าโกรธจนเลือดขึ้นหน้า หรือเศร้าจนแน่นหน้าอก ให้ถอยออกมาสูดหายใจเข้าลึกๆ ยาวๆ การหายใจทางท้องจะช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด และช่วยดึงลมปราณที่พุ่งสูงหรือกระจัดกระจายให้กลับเข้าสู่ภาวะสมดุล
ดูแลอวัยวะด้วยอาหารและนาฬิกาชีวิต: พักผ่อนให้เป็นเวลา โดยเฉพาะช่วง 23.00 - 03.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาซ่อมแซมถุงน้ำดีและตับ ตามแพทย์แผนจีน รวมถึงทานอาหารที่มีรสชาติช่วยปรับสมดุล เช่น อาหารรสขมเล็กน้อยช่วยลดไฟตับ หรืออาหารสีขาวช่วยบำรุงปอด เช่น เม็ดแปะก๊วย เม็ดเดือย หัวไชเท้า ฯ
การดูแลสุขภาพที่แท้จริง ไม่ได้จบลงแค่การนับแคลอรี เข้าฟิตเนส หรือกินคลีนเท่านั้น แต่คือการหมั่นสำรวจสภาวะอารมณ์ของตัวเองในแต่ละวัน เพราะในท้ายที่สุดแล้ว จิตใจที่สงบและสมดุล คือเกราะป้องกันอวัยวะภายในที่ดีที่สุดสำหรับบ้านหลังเดียวที่คุณต้องอยู่อาศัยไปตลอดชีวิต นั่นคือ ร่างกายของคุณเอง
ที่มา : https://mgronline.com/goodhealth/detail/9690000085123