อายุ 50+ อยากให้ไตทำงานได้นาน! ต้องดูแล 5 เรื่องนี้!

พออายุ 50+ หลายคนเริ่มสนใจหัวใจ น้ำตาล ไขมัน ความดันกันมากขึ้น ซึ่งดีครับ แต่ผมอยากให้มี “ไต” อยู่ในลิสต์ด้วย

เพราะไตเป็นอวัยวะที่ทำงานเงียบมาก
กรองของเสีย
คุมสมดุลน้ำ
คุมเกลือแร่
ช่วยควบคุมความดัน
ช่วยเรื่องเม็ดเลือดแดง
และมีส่วนกับสุขภาพกระดูก
ปัญหาคือ ไตเสื่อมระยะแรกหลายคนแทบไม่มีอาการเลย กว่าจะเริ่มบวม เหนื่อย คัน หรือปัสสาวะเปลี่ยน บางครั้งไตเสียไปมากแล้วครับ
โดยเฉพาะหลัง 50 ความเสี่ยงจากเบาหวาน ความดัน ยาแก้ปวด ภาวะขาดน้ำ และโรคประจำตัวต่าง ๆ เริ่มสะสมมากขึ้น

ถ้าอยากให้ไตทำงานกับเราไปอีกนาน ผมอยากให้ดู 5 เรื่องนี้ครับ
1. คุม “ความดัน” ให้ดี เพราะไตกับความดันทำร้ายกันเป็นวงจร
เรื่องนี้สำคัญมากครับ
หลอดเลือดฝอยในไตมีหน้าที่กรองเลือดอยู่ตลอดเวลา ถ้าความดันสูงเรื้อรัง แรงดันที่มากเกินไปสามารถทำให้หลอดเลือดเล็ก ๆ ในไตเสียหายได้ทีละน้อย
พอไตเริ่มเสื่อม ไตก็คุมสมดุลเกลือ น้ำ และระบบฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความดันได้แย่ลง
สุดท้ายกลายเป็น
ความดันสูง → ไตเสีย
ไตเสีย → ความดันยิ่งคุมยาก
เหมือนสองคนช่วยกันดันเรื่องให้แย่ลงครับ
ถ้าอายุ 50+ แล้วมีความดัน ผมอยากให้วัดที่บ้านบ้าง ไม่ใช่รอตรวจปีละครั้ง
วัดตอนนั่งพัก
แขนวางระดับหัวใจ
ไม่เพิ่งดื่มกาแฟ สูบบุหรี่ หรือออกแรงมา
แล้วดูแนวโน้มหลายวัน
สำหรับคนทั่วไป เป้าหมายความดันอาจต่างกันตามโรคร่วม อายุ และยาที่ใช้ แต่ในหลายแนวทาง คนที่มีโรคไตเรื้อรังมักต้องคุมค่อนข้างเข้ม โดยเฉพาะถ้ามีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ
ตรงนี้ต้องดูเป็นรายคนครับ
ผมไม่อยากให้เห็นตัวเลขสูงแล้วเพิ่มยาเอง และก็ไม่อยากให้เห็นต่ำวันเดียวแล้วหยุดยาเอง
เพราะยาความดันบางกลุ่มมีประโยชน์ต่อไตด้วยในคนที่เหมาะสม

2. อย่าดูแค่น้ำตาลว่า “ยังไม่ถึงเบาหวาน” เพราะไตโดนน้ำตาลสะสมได้ตั้งแต่ก่อนหน้านั้น
เบาหวานเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคไตเรื้อรังครับ
ตอนน้ำตาลสูงเรื้อรัง หลอดเลือดฝอยในไตจะถูกกดดันมากขึ้น และโครงสร้างที่ทำหน้าที่กรองเลือดจะค่อย ๆ เสีย
ระยะแรกอาจยังไม่มีอาการอะไรเลย
สิ่งที่เริ่มเห็นก่อนบางครั้งคือ โปรตีนอัลบูมินรั่วในปัสสาวะ
ปัญหาคือหลายคนดูแต่ FBS
พอ FBS 100–110 แล้วบอก
“ยังไม่เป็นเบาหวาน ไม่เป็นไร”
จริง ๆ ถ้ารอบเอวเพิ่ม HbA1c ขยับ ไตรกลีเซอไรด์สูง ความดันสูง หรือมีไขมันพอกตับร่วมด้วย ผมอยากให้เริ่มจัดการแล้วครับ
เพราะระบบเมตาบอลิซึมเริ่มส่งสัญญาณ
ถ้าจะดูไตในคนที่มีเบาหวานหรือความเสี่ยงสูง ผมอยากให้รู้จัก 2 ค่านี้มาก
eGFR คือค่าประมาณความสามารถในการกรองของไต
UACR คือค่าที่ดูว่าโปรตีนอัลบูมินรั่วในปัสสาวะมากแค่ไหน
บางคน eGFR ยังดูดี แต่ UACR เริ่มสูงแล้วก็มีได้ครับ
ดังนั้นถ้ามีเบาหวาน ความดัน หรืออายุเพิ่มขึ้น การตรวจเลือดอย่างเดียวอาจยังไม่พอ ต้องดูปัสสาวะด้วย

3. ระวังยาแก้ปวด โดยเฉพาะกินบ่อยเพราะ “ปวดเข่า ปวดหลัง ปวดคอ”
อายุ 50+ เรื่องปวดข้อ ปวดหลัง ปวดเข่าเริ่มเจอกันเยอะครับ
แล้วสิ่งที่ตามมาคือยาแก้ปวด
ยากลุ่มที่ต้องระวังคือ NSAIDs หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ibuprofen, diclofenac, naproxen และยาบางตัวในกลุ่มเดียวกัน
ยากลุ่มนี้สามารถลดเลือดที่ไหลไปเลี้ยงไตได้ในบางสถานการณ์
โดยเฉพาะถ้า
อายุมาก
ขาดน้ำ
มีไตเสื่อมอยู่แล้ว
มีหัวใจล้มเหลว
กินยาขับปัสสาวะ
หรือกินยาความดันบางกลุ่มร่วมกัน
บางคนปวดหลังแล้วกินเองทุกวันเป็นเดือน
ตอนแรกเหมือนเรื่องเล็กครับ
แต่ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงร่วม มันสามารถทำให้ไตแย่ลงหรือเกิดไตวายเฉียบพลันได้
ผมไม่ได้บอกว่าห้ามใช้ยาแก้ปวดทุกชนิดนะครับ
แต่ถ้าต้องกินบ่อยเกินไม่กี่วัน ควรหาสาเหตุของอาการปวดและเลือกยาที่เหมาะกับไตมากกว่าเดิม
อีกอย่างคือ “ยาสมุนไพร” หรืออาหารเสริมที่ไม่รู้ส่วนผสม
คำว่า “ธรรมชาติ” ไม่ได้แปลว่าไตชอบเสมอครับ
บางผลิตภัณฑ์มีโลหะหนัก สเตียรอยด์ ยาแก้ปวดผสม หรือสารที่ไตต้องกำจัดมากขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว

4. ดื่มน้ำ “พอดี” ไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งล้างไตดี
อันนี้เป็นความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยมากครับ
หลายคนอายุ 50+ เริ่มกลัวไตเสื่อม แล้วพยายามดื่มน้ำวันละ 3–4 ลิตร เพราะคิดว่า
“ยิ่งปัสสาวะเยอะ ไตก็ยิ่งสะอาด”
ไตไม่ใช่เครื่องกรองน้ำที่ต้องเปิดน้ำล้างตลอดเวลาครับ
สิ่งสำคัญคือ อย่าให้ขาดน้ำ และดื่มให้เหมาะกับร่างกาย
ถ้าวันไหนอากาศร้อน
เสียเหงื่อเยอะ
ออกกำลัง
ท้องเสีย
อาเจียน
ร่างกายเสียน้ำมากขึ้น ไตก็เสี่ยงจากเลือดไปเลี้ยงไม่พอได้
โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่บางคนรู้สึกกระหายน้ำน้อยลง
แต่ในอีกด้าน คนที่มีหัวใจล้มเหลว ไตเสื่อมระยะมาก หรือมีภาวะบางอย่าง อาจต้องจำกัดน้ำตามคำแนะนำแพทย์
เพราะฉะนั้นผมไม่อยากให้ใช้สูตรตายตัวว่า
“ทุกคนต้อง 3 ลิตร”
ดูปัสสาวะคร่าว ๆ ได้ครับ ถ้าเข้มมากตลอดทั้งวันร่วมกับดื่มน้ำน้อย อาจบอกว่าเรารับน้ำน้อยเกินไปได้
แต่สีปัสสาวะก็ไม่ใช่เครื่องวัดไตแบบเด็ดขาด เพราะยา วิตามิน อาหาร และโรคบางอย่างเปลี่ยนสีได้เหมือนกัน
หลักง่าย ๆ คือ ดื่มให้พอ ไม่ขาด และไม่กรอกเกินความจำเป็น

5. อย่าดูแค่ค่า Creatinine ครั้งเดียว ต้องดู “แนวโน้ม + โปรตีนรั่ว + พฤติกรรมทั้งชีวิต”
หลายคนไปตรวจสุขภาพแล้วเห็นค่า Creatinine ปกติ ก็สบายใจว่าไตแข็งแรงแน่นอน
ผมอยากให้ดูมากกว่านั้นครับ
Creatinine เป็นของเสียจากการใช้กล้ามเนื้อ และใช้ช่วยคำนวณค่า eGFR
แต่ค่ามันได้รับผลจากหลายอย่าง
มวลกล้ามเนื้อ
อายุ
เพศ
การกินเนื้อปริมาณมากก่อนตรวจ
ออกกำลังหนัก
ภาวะขาดน้ำ
ยาบางชนิด
ดังนั้น Creatinine ค่าเดียวไม่ได้เล่าเรื่องทั้งหมด
สิ่งที่ผมชอบดูคือ
eGFR เท่าไหร่
ลดลงเร็วไหม
UACR มีโปรตีนรั่วหรือเปล่า
ความดันเป็นยังไง
น้ำตาลเป็นยังไง
มีเลือดในปัสสาวะไหม
มีประวัตินิ่ว อุดตัน หรือโรคไตในครอบครัวหรือไม่
ตัวอย่างเช่น
eGFR 85 → 82 → 80 ในหลายปี อาจเป็นแนวโน้มที่แตกต่างจาก
eGFR 85 → 62 ภายในเวลาไม่นาน
ตัวเลขวันนี้เหมือนภาพถ่ายหนึ่งใบครับ
สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ คือ “หนังทั้งเรื่อง”
และถ้า eGFR ต่ำกว่า 60 ต่อเนื่องเกินประมาณ 3 เดือน หรือมีโปรตีนรั่ว/ความผิดปกติของไตต่อเนื่อง ก็อาจเข้าเกณฑ์โรคไตเรื้อรังได้ ต้องประเมินให้ชัดครับ

แล้วอาหารล่ะ ต้องลดโปรตีนตั้งแต่อายุ 50 ไหม?
ไม่ครับ
ผมไม่อยากให้ทุกคนอายุ 50 แล้วกลับบ้านไปลดไข่ ลดปลา ลดเนื้อจนกล้ามเนื้อหายเพราะกลัวไต
ถ้าไตปกติ โปรตีนในปริมาณเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญต่อการรักษามวลกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น
แต่ถ้ามีโรคไตเรื้อรังแล้ว ปริมาณโปรตีนอาจต้องปรับตามระยะโรค ภาวะโภชนาการ และว่าฟอกไตหรือยัง
คนที่ยังไม่ฟอกไตบางรายอาจต้องจำกัดโปรตีนมากกว่าคนทั่วไป
แต่คนที่ฟอกไตแล้วกลับอาจต้องการโปรตีนมากขึ้น
ดังนั้นคำว่า
“เป็นไตต้องลดโปรตีน”
พูดกว้าง ๆ ไม่ได้ครับ
ต้องรู้ก่อนว่าไตอยู่ระยะไหน
เรื่องเกลือก็สำคัญกว่าที่หลายคนคิด
ถ้าความดันสูงหรือมีโรคไต การกินโซเดียมเยอะจะทำให้ร่างกายเก็บน้ำมากขึ้นและคุมความดันยากขึ้น

โซเดียมไม่ได้อยู่แค่เกลือที่เราโรยครับ
มันซ่อนใน
น้ำปลา
ซีอิ๊ว
ซอสปรุงรส
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
ไส้กรอก
แฮม
อาหารแช่แข็ง
ขนมขบเคี้ยว
อาหารสำเร็จรูป

เป้าทั่วไปที่ใช้กันบ่อยคือโซเดียมประมาณไม่เกิน 2,000–2,300 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ถ้ามีโรคไตหรือความดัน อาจต้องปรับตามคำแนะนำรายคนครับ
ผมชอบให้เริ่มจาก “ลดน้ำจิ้มกับของแปรรูป” ก่อน
เพราะหลายคนทำอาหารไม่ได้เค็มมาก แต่จิ้มเพิ่มทุกคำครับ

อายุ 50+ ผมอยากให้ตรวจ 4 อย่างนี้เป็นระยะ
• ความดัน
• FBS หรือ HbA1c
• Creatinine พร้อม eGFR
• UACR หรือการตรวจโปรตีนอัลบูมินในปัสสาวะ

ถ้ามีเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ ประวัติโรคไต หรือใช้ยาที่กระทบไตบ่อย ควรติดตามถี่ขึ้นตามคำแนะนำครับ
และถ้ามี
ขาบวมมากขึ้น
ปัสสาวะน้อยลงชัดเจน
ปัสสาวะเป็นเลือด
เหนื่อยผิดปกติ
คลื่นไส้อาเจียนมาก
หรือค่าไตลดเร็ว
อันนี้ไม่ควรรอจนตรวจประจำปีครับ

ถ้าอายุ 50+ แล้วอยากให้ไตทำงานกับเราไปอีกนาน ผมอยากให้ดูเรื่องที่ “ทำทุกวัน” มากกว่ารอหายาบำรุงไตครับ
คุมความดัน
คุมน้ำตาล
ระวังยาแก้ปวด
ดื่มน้ำให้พอดี
แล้วติดตามค่าไตกับโปรตีนรั่วเป็นระยะ
รวมถึงกินเค็มให้น้อยลง รักษากล้ามเนื้อ และอย่าซื้ออาหารเสริมมากินเพียงเพราะเขียนว่าดีท็อกซ์หรือล้างไต
ไตของเราไม่ได้ต้องการอะไรหวือหวาครับ

มันต้องการให้เรา ลดสิ่งที่ทำร้ายมันซ้ำ ๆ แล้วตรวจให้ทันก่อนที่ความเสียหายจะมาก
อายุ 50 ไม่ได้สายเลยครับ ตรงกันข้าม ผมว่ามันเป็นช่วงที่คุ้มมากที่จะเริ่มดูแล เพราะอีก 20–30 ปีข้างหน้า เราจะขอบคุณสิ่งที่ทำตั้งแต่วันนี้

Cr. FBหมอเจด


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่