.
ปัตตานีกับจีน
ประวัติศาสตร์การค้า ศาสนา และอำนาจ
ในดินแดนสองฝั่งทะเล
๑. ปัตตานี จากนาข้าวสู่ดินเค็ม
ชื่อ ปัตตานี มาจากคำว่า ปาดี (ข้าว/ชาวนา)
ผสมกับ ตานี (ธานี/เมือง)
แสดงว่าเดิมทีที่นี่คือเมืองแห่งนาข้าว
เจ้าเมือง/ชาวบ้านขุดคลองเชื่อมทางเข้าออกทะเล
เพื่อลำเลียงข้าว เกลือ และของป่า ไปค้าขาย
แต่เมื่อน้ำทะเลไหลล้นเข้ามา
ดินกลายเป็นเค็ม นาจึงร้างไป
ปัตตานีเป็นแหล่งผลิตเกลือรายเดียว
ในพื้นที่แหลม/คาบสมุทรมลายู
จึงผูกขาดการค้าเกลือได้ยาวนานมาก
เกลือ คือ สินค้าแพง/อาหารสำคัญมากในอดีต
ที่นี่มีดินเหนียวละเอียดติดชายฝั่ง
กักเก็บน้ำทะเลได้ดี เหมาะแก่การทำนาเกลือ
เกลือปัตตานีมีชื่อเสียงในชื่อ เกลือหวาน
รสชาตินัว เค็มน้อยกว่าเกลือแถบสามสมุทร
สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี
เพราะชายฝั่งทะเลที่อื่นไม่มีชั้นดินเหนียวละเอียด
จึงไม่มีนาเกลือขนาดใหญ่เท่าพื้นที่เหล่านี้
ที่อื่นทำนาเกลือได้ แต่ไม่คุ้มการลงทุน
.
.
๒. พญาอินทิรา จากพุทธสู่อิสลาม
พญาอินทิรา สุลต่านอิสมาอีล ชาห์ (ค.ศ.1469-1499)
เป็นเจ้าเมืองปัตตานีในราชวงศ์จิงวังสา
เดิมราชวงศ์นี้นับถือศาสนาพุทธ มายาวนาน
มาเปลี่ยนศาสนาก่อนสยามเสียกรุงครั้งแรก
สยามรบแพ้พม่าครั้งแรก(ค.ศ. 1569/พ.ศ.2112)
ตำนานการเปลี่ยนศาสนาของท่าน
ตำนานที่หนึ่ง
ท่านเป็นโรคเรื้อน หมอมุสลิมจากบาไซ (ในมลายู)
รักษาให้ แต่ขอให้เปลี่ยนเป็นศาสนาอิสลาม
ท่านไม่ยอมจนป่วยหนักถึงสามครั้ง จึงยอมเปลี่ยน
ตำนานที่สอง
ท่านเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังไม่ยอมหายง่าย ๆ
เชคซาอิด อัลบาซ์ ชาวอาหรับเยเมน รักษาจนหาย
โดยไม่มีการแลกเปลี่ยนเรื่องการเปลี่ยนศาสนา
พญาอินทิรามีเหลนสาวสามคนเป็นรานี
คือ ฮีเยา (เขียว) บีรู (คราม) อูงู (ม่วง)
ซึ่งปกครองปัตตานีในช่วง ค.ศ. 1584-1624
สืบทอดอำนาจหลังจากสุลต่านมันซูร์ ชาห์
(หลานของพญาอินทิรา) สิ้นชีพ
หลังสามรานีจึงมีรายอปกครอง
กูโบร์ (สุสาน) ของพญาอินทิรา
ตั้งอยู่ใกล้วัดบ้านดี ซึ่งเป็นชุมชนไทยพุทธ
ที่มีพระสงฆ์จำพรรษาประจำวัด
ชาวพุทธมีการทำบุญตักบาตรตามปรกติ
ส่วนกูโบร์ของรานีทั้งสามอยู่ห่างออกไปไม่ไกล
แสดงถึงการอยู่ร่วมกันของชาวพุทธ ชาวมุสลิม
ในพื้นที่นี้อยู่กันมาช้านานแล้ว
.
.
๓. ปืนกับอำนาจ นำมาสู่การเปลี่ยนศาสนา
สุลต่าน รายอ ในมลายู ชวา สุมาตรา
หลายคนยอมเปลี่ยนศาสนา
เพราะต้องการซื้อปืนและดินปืนจากพ่อค้ามุสลิม
ในยุคนั้น พ่อค้ามักเป็น 3 in 1 สามในหนึ่ง
คือ ค้าขาย สู้รบ/โจรสลัด และเผยแพร่ศาสนา
คล้ายกับดัชต์ ฝรั่งเศส โปรตุเกส และเปอร์เซีย
.
.
๔. เจิ้งเหอ เส้นทางเรือที่เปลี่ยนเอเชีย
จูหยวนจาง ตั้งราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368-1398)
ในปี ค.ศ. 1371 ออกราชโองการ
ห้ามชาวบ้านเดินเรือค้าขายระหว่างประเทศ
ยกเว้นเรือหลวงที่ออกไปค้าขาย/ติดต่อทางทูตได้
เจิ้งเหอ (ซำเปากง) ขันทีมุสลิมเชื้อสายจีนซินเกียง
ออกเดินเรือ 7 ครั้งระหว่าง ค.ศ. 1405-1433
ในรัชสมัยจักรพรรดิย่งเล่อ (จูตี้)
และจักรพรรดิองค์ต่อมา
การเดินเรือหลวงสิ้นสุดในปี ค.ศ. 1434
เรือของเจิ้งเหอมีขนาดใหญ่มาก
น้อง ๆ เรือบรรทุกเครื่องบินในปัจจุบัน
บรรทุกทหาร ล่าม กลาสี เสบียง และสินค้า
มีภารกิจปราบกบฏในศรีลังกาและสยาม
พร้อมจับตัวราชากลับไปลงโทษที่จีน
เจิ้งเหอรับลูกชายของพี่ชายมาเป็นทายาท
ทายาทส่วนหนึ่งอพยพมาตั้งรกรากที่เชียงใหม่นามสกุล วงศ์ลือเกียรติ เจนตระกูล
เจิ้งเหอตาย ตอนเดินเรือครั้งที่ 7
ตามประเพณีชาวเรือจะฝังศพในทะเล
ทึ่สุสานในปักกิ่ง ฝังไว้แต่เสื้อผ้าข้าวของส่วนตัว
จีนยุติบทบาทการเดินเรือหลวงระหว่างประเทศ
แต่ปูมเรือ/แผนที่ทางทะเลของเจิ้งเหอ
ทำให้ชาวบ้านและโจรสลัด เรียนรู้เส้นทางทะเล
เกิดการค้านานาชาติและโจรสลัด ในเวลาต่อมา
.
.
๕. ลิ่มโต๊ะเคียม โจรสลัดจีนแต้จิ๋ว
ผู้หล่อปืนใหญ่ให้ปัตตานี
ลิ่มโต๊ะเคียม (โต๊ะกายัน) โจรสลัดจีน ผู้โด่งดัง
ปล้นเรือ/บนบก ตั้งแต่จีน ไต้หวัน จามปา เขมร ชวา
หยูต้าโหยว ขุนนางไต้หวัน จึงออกหมายจับ
ในปี ค.ศ. 1568 (ยุคฮ่องเต้เจี้ยจัง)
หลังปล้นจีน/จีนไต้หวันในปี ค.ศ. 1567
ในปี ค.ศ. 1578
ลิ่มโต๊ะเคียมหลบหนีมาปัตตานี
พร้อมสมุนบริวาร 2,000 กว่าคน
มารับราชการกับ สุลต่านมันซูร์ ชาห์
(หลานของพญาอินทิรา)
ลิ่มโต๊ะเคียมหล่อปืนใหญ่ให้ปัตตานีถึง 3 กระบอก
กระบอกที่ 1 พญาตานี
ปืนใหญ่ขนาดใหญ่ที่สุดในสยามยุคหนึ่ง
ปัจจุบันตั้งอยู่หน้ากระทรวงกลาโหม ใกล้วัดพระแก้ว
กระบอกที่ 2 จมน้ำทะเลขณะขนย้ายเข้าเมืองหลวง
กระบอกที่ 3: หายสาบสูญ/บางตำนานว่าระเบิดเอง
แต่มีข้อมูลแย้งว่าปืนใหญ่เหล่านี้
อาจหล่อโดย ช่างชาวตุรกี เมืองหรุ่ม(อิสตันบูล)
หรือทหารรับจ้าง ดัชต์ ฝรั่งเศส โปรตุเกส อาหรับ
ซึ่งล้วนมีบทบาทในเอเชียอาคเนย์ยุคนั้น
มีบันทึกทางการจีนว่า ในปี ค.ศ. 1580-1581
ลิ่มโต๊ะเคียม ยังคงเป็นโจรสลัดกลับไปปล้นจีน
ก่อนหายตัวไป คาดว่าเสียชีวิตด้วยโรคชราภาพ
ในสมัยรานีบีรู (สีคราม)
.
.
๖. ปืนใหญ่สยามในเวทีโลก
สยามในยุคอยุธยาตอนปลาย
ว่าจ้างทหารรับจ้าง ดัชต์ ฝรั่งเศส โปรตุเกส จามปา
เปอร์เซีย ญี่ปุ่น มากัสซ่า(แขกยักษ์มักกะสัน)
หลายคนมีฝีมือในการหล่อปืนใหญ่
สยามเคยส่งออกปืนใหญ่ไปขายญี่ปุ่น
และบางส่วนอยู่ที่พม่าหลังเสียกรุงในปี ค.ศ. 1767
เมื่อพม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ
อังกฤษขนปืนใหญ่เหล่านั้นไปอินเดีย
ซึ่งยังตกค้างอยู่หลายกระบอก
ปืนใหญ่สยาม ยุคพระนารายณ์มหาราช
จำนวน 2 กระบอก ขนาดเบา เคลื่อนย้ายง่าย
เป็นเครื่องราชบรรณาการให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14
และถูกชาวบ้านยึดไปใช้ในการปฏิวัติฝรั่งเศส
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789
.
.
.
ปลายขอบด้านขวา 2 กระบอก
.
.
.
๗. ลิ่มโต๊ะเคียม จากโจรสลัดสู่ขุนนางมุสลิม
ลิ่มโต๊ะเคียมมีความดีความชอบในการรับราชการ
จึงได้แต่งงานกับลูกสาวรายอ หรือขุนนางปัตตานี
(อิสลามอนุญาตให้มีเมียได้ 4 คน
แต่ต้องทำตามหลักศาสนา เมียคนแรกต้องยินยอม
ส่วนนางบำเรอ ทาสกาม ไม่นับเป็นเมีย
นับไว้แต่ลูกชายลูกสาว สุลต่าน/กาหลิบมักมีฮาเร็ม)
ท่านเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามในภายหลัง
แนวคิดเรื่องการอภิเษกสมรสเพื่อผูกไมตรีนี้
คล้ายกับการที่ฮ่องเต้จีนมักยกพระราชธิดา
ให้จอหงวน หรือเจ้านครรัฐต่างแดน
ที่มีความดีความชอบ/กลัวถูกยึดอำนาจ ยึดดินแดน
หลักฐานร่วมสมัย
ตอนทำงานที่ธนาคารทิดพาไน (SCB)
จขกท.เคยพบลูกค้าชื่อ อับดุลเลาะห์ แซ่ลิ้ม
อ้างว่าเป็นทายาทรุ่นหลังของลิ่มโต๊ะเคียม
แต่หน้าตาจะออกไปทางคนไทยมุสลิมพื้นเมืองแล้ว
.
.
๘. มัสยิดกรือแซะ: สถาปัตยกรรม
ปาฏิหาริย์ และความขัดแย้ง
มัสยิดกรือแซะสร้างโดยลิ่มโต๊ะเคียม
สมัยสุลต่านมันซูร์ ชาห์ อิฐที่ใช้ก่อสร้างบางส่วน
น่าจะรื้อจากวัดโบราณหรือพุทธสถานร้างที่ยะหริ่ง
(ห่างออกไปราว 30 กิโลเมตร)
คล้ายกับที่กรุงธนบุรีและกรุงเทพฯ
รื้ออิฐจากกรุงศรีอยุธยามาสร้างเมือง
การปฏิบัตินี้ดำเนินมาจนถึงรัชกาลที่ 9
จึงมีกฎหมายห้ามประมูลรื้ออิฐเก่าจากกรุงเก่า
ปัญหาการก่อสร้าง
การก่อสร้างแบบจีนในยุคนั้น
ใช้อิฐก่อด้วยปูนขาวผสมน้ำแป้งข้าวเหนียวต้ม
ไร้เหล็กเส้น ทำให้รับน้ำหนักโดมรูปฟักทองไม่ได้
ยิ่งใกล้ทะเล ไอเค็ม ยิ่งเสื่อมสภาพเร็ว
ประกอบกับการย้ายที่ตั้งเมืองปัตตานี
ในเวลาต่อมา มัสยิดจึงถูกทิ้งร้าง
ตำนานฟ้าผ่า
มัสยิดกรือแซะ ตั้งบนที่ควน เด่นชัด ที่โล่งเตียน
ถูกฟ้าผ่าถึง 3 ครั้ง ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคำสาปของ
ลิ่มโกวเนี้ย (น้องสาวลิ่มโต๊ะเคียม)
ที่มาตามพี่ชายให้กลับจีน
แต่ถูกลิ่มโต๊ะเคียมปฏิเสธ
เพราะเปลี่ยนศาสนาแล้ว
และมีหมายจับราชวงศ์หมิง
เธอจึงผูกคอตายประท้วง
ที่ต้นยาร่วง(มะม่วงหิมพานต์)
ในยุคนั้น ยังไม่มีวิชาการเรื่องสายล่อฟ้า
ถ้ามีแก้ปัญหาฟ้าผ่าได้
มีงานวิจัยทางโบราณคดีชิ้นหนึ่ง
ที่สำรวจชั้นดินรอบมัสยิดกรือแซะ
ไม่พบร่องรอยของฟ้าผ่าหรือรอยไหม้ในดิน
ตามตำนานเรื่องนี้แต่อย่างใด
(ที่มา ศ.ดร.ครองชัย หัตถา)
อาคารในอดีตนิยมสร้างจากไม้มากกว่าอิฐ
เพราะสร้างง่าย ไม่ร้อนอบอ้าว ช่างไม้หาง่าย
วังรายอ/ราชา ในปัตตานีก็เช่นกัน
วังพญาอินทิรา แถวบาราโหม
ก็ถูกไฟไหม้ หลังย้ายที่ตั้งเมืองใหม่
พระราชวังสยาม ในยุค ร.1-4 ก็สร้างจากไม้
(เคยมีเหตุไฟไหม้หลายครั้ง)
ก่อนเปลี่ยนเป็นสร้างด้วยอิฐในยุค ร.5
ด้วยเทคนิคช่างก่อสร้าง/วิศวกรฝรั่ง
พระราชวังธนบุรี-พระเจ้าตากสินมหาราช
สร้างด้วยอิฐ แค่ชั้นเดียวโดยช่างจีน
ขนอิฐมาจากกรุงเก่า (กรุงศรีอยุธยา)
.
.
๙. ลิ่มโกวเนี้ย จากสุสานสู่ศาลเจ้าเจ้าสัว
หลุมศพดั้งเดิมของลิ่มโกวเนี้ย
ถูกทะเลกัดเซาะจมน้ำไป
ชาวบ้านจึงช่วยกันย้ายมาฝังใหม่
เพราะคนในพื้นที่นับถือเธอในฐานะ เจ้าแม่
ศาลเจ้าลิ่มโกวเนี้ย ได้กลายเป็นต้นธารสำคัญ
กฎหมายถ้า วัด มูลนิธิ ศาลเจ้า จะซื้อที่ดิน
ต้องได้รับอนุญาตจาก รมต.มหาดไทย
เพราะศาลเจ้าลิ่มโกวเนี้ยกว้านซื้อที่ดิน
รอบข้าง/ฝั่งตรงข้ามจนเป็นเวิ้งใหญ่
จนชาวบ้านไทยมุสลิมเริ่มออกมาโวย
เพราะเกรงว่าศาลเจ้าจะขยายอาณาเขต
ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นกว่าเดิม
มูลนิธิท่งเซียเซี่ยงตึ้ง (หาดใหญ่)
ก็กว้านซื้อที่ดินรอบ ๆ มูลนิธิไปหลายแปลง
รวมถึงที่ตั้งโรงพยาบาล
ด้านติดถนนศุภสารรังสรรค์
ซื้อจากศาลเจ้าจีน ที่ดินของเอกชน
วัดธรรมกาย มักใช้นอมินีถือครองที่ดินก่อน
เพื่อเลี่ยงการขออนุมัติซื้อที่ดิน
จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
เมื่อโอนกรรมสิทธิ์เสร็จแล้วจึงค่อยยกให้วัด
.
.
๑๐. เหตุการณ์ 28 เมษายน พ.ศ. 2547
กลุ่มโจรก่อการร้ายติดอาวุธโจมตี 11 จุด
ในพื้นที่กรือแซะ แล้วเข้าไปหลบในมัสยิดกรือแซะ
ชาวบ้านบางคนยังละหมาดอยู่ บางคนมามุงดู
แล้วต่างก็ตกค้างอยู่ภายใน กลายเป็นโล่ห์มนุษย์
เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร
อ้างว่าถูกชาวบ้านล้อมรอบทุกด้านแล้ว
จนเป็นไข่แดง เลยกลัวมือที่สามยิงใส่
จึงต้องจัดการกับผู้ติดอาวุธภายในมัสยิดให้จบ
ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 32 ศพ
(ตามคำให้การของพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี)
ปัจจุบันมัสยิดกรือแซะมีการกันบริเวณ
ให้ชาวบ้านเข้าไปละหมาดได้
เฉพาะเขตที่ไม่กระทบโบราณสถาน
.
.
๑๑. ข้อสังเกต การอยู่ร่วมกันในอดีต
vs ความขัดแย้งในปัจจุบัน
หลุมฝังศพลิ่มโกวเนี้ยตั้งอยู่ติดกับมัสยิดกรือแซะ
ยังมีสุสานจีนอยู่ใกล้เคียง ชาวบ้านในพื้นที่มองว่า
เป็นเรื่องธรรมดา เพราะในอดีตมีการร่วมมือ
และแต่งงานข้ามกันระหว่างคนจีนกับคนปัตตานี
ในปัจจุบันความตึงเครียดทางศาสนาและอัตลักษณ์
ได้ทวีความรุนแรงขึ้น กลายเป็นปมความขัดแย้ง
ที่สะท้อนผ่านพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้
บทสรุป
ปัตตานีในอดีตไม่ใช่เพียงแค่
เมืองปลายชายแดนของสยาม
หากแต่เป็น ศูนย์กลางการค้าระดับนานาชาติ
ที่เชื่อมโยงจีน มลายู อาหรับ ยุโรป เข้าด้วยกัน
ผ่านเรื่องราวของ ข้าว เกลือ ปืนใหญ่ เรือสำเภา
ทหารรับจ้าง โจรสลัด วัด มัสยิด ศาลเจ้า สุสาน กูโบร์
ประวัติศาสตร์ของปัตตานี
คือ ประวัติศาสตร์ของ การเคลื่อนย้ายของผู้คน
ศาสนา และอำนาจ ที่หล่อหลอมให้ดินแดนแห่งนี้
มีความหลากหลายและซับซ้อนอย่างยิ่ง
เขียนขึ้นจากความทรงจำเก่าเก่า
ก่อนจะปลิวหายไปเหมือนฝุ่นควัน
.
.
.
.
.
พญาอินทิรา กับ มเหสี
.
.
.
.
วงกลมสีแดง คือ ฮวงจุ๊ยเจ้าแม่ลิ้มโกวเนี้ย
อยู่ไม่ไกลจาก มัศยิดกรือแซะ เดินไปได้
.
.
มัศยิดกรือแซะ
.
.
.
อยู่นอกเมือง เส้นทางหลวงแผ่นดิน
.
.
อยู่ในเมืองถนนอาเนาะรู
.
จีนกับปัตตานี
ปัตตานีกับจีน
ประวัติศาสตร์การค้า ศาสนา และอำนาจ
ในดินแดนสองฝั่งทะเล
๑. ปัตตานี จากนาข้าวสู่ดินเค็ม
ชื่อ ปัตตานี มาจากคำว่า ปาดี (ข้าว/ชาวนา)
ผสมกับ ตานี (ธานี/เมือง)
แสดงว่าเดิมทีที่นี่คือเมืองแห่งนาข้าว
เจ้าเมือง/ชาวบ้านขุดคลองเชื่อมทางเข้าออกทะเล
เพื่อลำเลียงข้าว เกลือ และของป่า ไปค้าขาย
แต่เมื่อน้ำทะเลไหลล้นเข้ามา
ดินกลายเป็นเค็ม นาจึงร้างไป
ปัตตานีเป็นแหล่งผลิตเกลือรายเดียว
ในพื้นที่แหลม/คาบสมุทรมลายู
จึงผูกขาดการค้าเกลือได้ยาวนานมาก
เกลือ คือ สินค้าแพง/อาหารสำคัญมากในอดีต
ที่นี่มีดินเหนียวละเอียดติดชายฝั่ง
กักเก็บน้ำทะเลได้ดี เหมาะแก่การทำนาเกลือ
เกลือปัตตานีมีชื่อเสียงในชื่อ เกลือหวาน
รสชาตินัว เค็มน้อยกว่าเกลือแถบสามสมุทร
สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี
เพราะชายฝั่งทะเลที่อื่นไม่มีชั้นดินเหนียวละเอียด
จึงไม่มีนาเกลือขนาดใหญ่เท่าพื้นที่เหล่านี้
ที่อื่นทำนาเกลือได้ แต่ไม่คุ้มการลงทุน
.
.
๒. พญาอินทิรา จากพุทธสู่อิสลาม
พญาอินทิรา สุลต่านอิสมาอีล ชาห์ (ค.ศ.1469-1499)
เป็นเจ้าเมืองปัตตานีในราชวงศ์จิงวังสา
เดิมราชวงศ์นี้นับถือศาสนาพุทธ มายาวนาน
มาเปลี่ยนศาสนาก่อนสยามเสียกรุงครั้งแรก
สยามรบแพ้พม่าครั้งแรก(ค.ศ. 1569/พ.ศ.2112)
ตำนานการเปลี่ยนศาสนาของท่าน
ตำนานที่หนึ่ง
ท่านเป็นโรคเรื้อน หมอมุสลิมจากบาไซ (ในมลายู)
รักษาให้ แต่ขอให้เปลี่ยนเป็นศาสนาอิสลาม
ท่านไม่ยอมจนป่วยหนักถึงสามครั้ง จึงยอมเปลี่ยน
ตำนานที่สอง
ท่านเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังไม่ยอมหายง่าย ๆ
เชคซาอิด อัลบาซ์ ชาวอาหรับเยเมน รักษาจนหาย
โดยไม่มีการแลกเปลี่ยนเรื่องการเปลี่ยนศาสนา
พญาอินทิรามีเหลนสาวสามคนเป็นรานี
คือ ฮีเยา (เขียว) บีรู (คราม) อูงู (ม่วง)
ซึ่งปกครองปัตตานีในช่วง ค.ศ. 1584-1624
สืบทอดอำนาจหลังจากสุลต่านมันซูร์ ชาห์
(หลานของพญาอินทิรา) สิ้นชีพ
หลังสามรานีจึงมีรายอปกครอง
กูโบร์ (สุสาน) ของพญาอินทิรา
ตั้งอยู่ใกล้วัดบ้านดี ซึ่งเป็นชุมชนไทยพุทธ
ที่มีพระสงฆ์จำพรรษาประจำวัด
ชาวพุทธมีการทำบุญตักบาตรตามปรกติ
ส่วนกูโบร์ของรานีทั้งสามอยู่ห่างออกไปไม่ไกล
แสดงถึงการอยู่ร่วมกันของชาวพุทธ ชาวมุสลิม
ในพื้นที่นี้อยู่กันมาช้านานแล้ว
.
.
๓. ปืนกับอำนาจ นำมาสู่การเปลี่ยนศาสนา
สุลต่าน รายอ ในมลายู ชวา สุมาตรา
หลายคนยอมเปลี่ยนศาสนา
เพราะต้องการซื้อปืนและดินปืนจากพ่อค้ามุสลิม
ในยุคนั้น พ่อค้ามักเป็น 3 in 1 สามในหนึ่ง
คือ ค้าขาย สู้รบ/โจรสลัด และเผยแพร่ศาสนา
คล้ายกับดัชต์ ฝรั่งเศส โปรตุเกส และเปอร์เซีย
.
.
๔. เจิ้งเหอ เส้นทางเรือที่เปลี่ยนเอเชีย
จูหยวนจาง ตั้งราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368-1398)
ในปี ค.ศ. 1371 ออกราชโองการ
ห้ามชาวบ้านเดินเรือค้าขายระหว่างประเทศ
ยกเว้นเรือหลวงที่ออกไปค้าขาย/ติดต่อทางทูตได้
เจิ้งเหอ (ซำเปากง) ขันทีมุสลิมเชื้อสายจีนซินเกียง
ออกเดินเรือ 7 ครั้งระหว่าง ค.ศ. 1405-1433
ในรัชสมัยจักรพรรดิย่งเล่อ (จูตี้)
และจักรพรรดิองค์ต่อมา
การเดินเรือหลวงสิ้นสุดในปี ค.ศ. 1434
เรือของเจิ้งเหอมีขนาดใหญ่มาก
น้อง ๆ เรือบรรทุกเครื่องบินในปัจจุบัน
บรรทุกทหาร ล่าม กลาสี เสบียง และสินค้า
มีภารกิจปราบกบฏในศรีลังกาและสยาม
พร้อมจับตัวราชากลับไปลงโทษที่จีน
เจิ้งเหอรับลูกชายของพี่ชายมาเป็นทายาท
ทายาทส่วนหนึ่งอพยพมาตั้งรกรากที่เชียงใหม่นามสกุล วงศ์ลือเกียรติ เจนตระกูล
เจิ้งเหอตาย ตอนเดินเรือครั้งที่ 7
ตามประเพณีชาวเรือจะฝังศพในทะเล
ทึ่สุสานในปักกิ่ง ฝังไว้แต่เสื้อผ้าข้าวของส่วนตัว
จีนยุติบทบาทการเดินเรือหลวงระหว่างประเทศ
แต่ปูมเรือ/แผนที่ทางทะเลของเจิ้งเหอ
ทำให้ชาวบ้านและโจรสลัด เรียนรู้เส้นทางทะเล
เกิดการค้านานาชาติและโจรสลัด ในเวลาต่อมา
.
.
๕. ลิ่มโต๊ะเคียม โจรสลัดจีนแต้จิ๋ว
ผู้หล่อปืนใหญ่ให้ปัตตานี
ลิ่มโต๊ะเคียม (โต๊ะกายัน) โจรสลัดจีน ผู้โด่งดัง
ปล้นเรือ/บนบก ตั้งแต่จีน ไต้หวัน จามปา เขมร ชวา
หยูต้าโหยว ขุนนางไต้หวัน จึงออกหมายจับ
ในปี ค.ศ. 1568 (ยุคฮ่องเต้เจี้ยจัง)
หลังปล้นจีน/จีนไต้หวันในปี ค.ศ. 1567
ในปี ค.ศ. 1578
ลิ่มโต๊ะเคียมหลบหนีมาปัตตานี
พร้อมสมุนบริวาร 2,000 กว่าคน
มารับราชการกับ สุลต่านมันซูร์ ชาห์
(หลานของพญาอินทิรา)
ลิ่มโต๊ะเคียมหล่อปืนใหญ่ให้ปัตตานีถึง 3 กระบอก
กระบอกที่ 1 พญาตานี
ปืนใหญ่ขนาดใหญ่ที่สุดในสยามยุคหนึ่ง
ปัจจุบันตั้งอยู่หน้ากระทรวงกลาโหม ใกล้วัดพระแก้ว
กระบอกที่ 2 จมน้ำทะเลขณะขนย้ายเข้าเมืองหลวง
กระบอกที่ 3: หายสาบสูญ/บางตำนานว่าระเบิดเอง
แต่มีข้อมูลแย้งว่าปืนใหญ่เหล่านี้
อาจหล่อโดย ช่างชาวตุรกี เมืองหรุ่ม(อิสตันบูล)
หรือทหารรับจ้าง ดัชต์ ฝรั่งเศส โปรตุเกส อาหรับ
ซึ่งล้วนมีบทบาทในเอเชียอาคเนย์ยุคนั้น
มีบันทึกทางการจีนว่า ในปี ค.ศ. 1580-1581
ลิ่มโต๊ะเคียม ยังคงเป็นโจรสลัดกลับไปปล้นจีน
ก่อนหายตัวไป คาดว่าเสียชีวิตด้วยโรคชราภาพ
ในสมัยรานีบีรู (สีคราม)
.
.
๖. ปืนใหญ่สยามในเวทีโลก
สยามในยุคอยุธยาตอนปลาย
ว่าจ้างทหารรับจ้าง ดัชต์ ฝรั่งเศส โปรตุเกส จามปา
เปอร์เซีย ญี่ปุ่น มากัสซ่า(แขกยักษ์มักกะสัน)
หลายคนมีฝีมือในการหล่อปืนใหญ่
สยามเคยส่งออกปืนใหญ่ไปขายญี่ปุ่น
และบางส่วนอยู่ที่พม่าหลังเสียกรุงในปี ค.ศ. 1767
เมื่อพม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ
อังกฤษขนปืนใหญ่เหล่านั้นไปอินเดีย
ซึ่งยังตกค้างอยู่หลายกระบอก
ปืนใหญ่สยาม ยุคพระนารายณ์มหาราช
จำนวน 2 กระบอก ขนาดเบา เคลื่อนย้ายง่าย
เป็นเครื่องราชบรรณาการให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14
และถูกชาวบ้านยึดไปใช้ในการปฏิวัติฝรั่งเศส
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789
.
.
ปลายขอบด้านขวา 2 กระบอก
.
.
๗. ลิ่มโต๊ะเคียม จากโจรสลัดสู่ขุนนางมุสลิม
ลิ่มโต๊ะเคียมมีความดีความชอบในการรับราชการ
จึงได้แต่งงานกับลูกสาวรายอ หรือขุนนางปัตตานี
(อิสลามอนุญาตให้มีเมียได้ 4 คน
แต่ต้องทำตามหลักศาสนา เมียคนแรกต้องยินยอม
ส่วนนางบำเรอ ทาสกาม ไม่นับเป็นเมีย
นับไว้แต่ลูกชายลูกสาว สุลต่าน/กาหลิบมักมีฮาเร็ม)
ท่านเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามในภายหลัง
แนวคิดเรื่องการอภิเษกสมรสเพื่อผูกไมตรีนี้
คล้ายกับการที่ฮ่องเต้จีนมักยกพระราชธิดา
ให้จอหงวน หรือเจ้านครรัฐต่างแดน
ที่มีความดีความชอบ/กลัวถูกยึดอำนาจ ยึดดินแดน
หลักฐานร่วมสมัย
ตอนทำงานที่ธนาคารทิดพาไน (SCB)
จขกท.เคยพบลูกค้าชื่อ อับดุลเลาะห์ แซ่ลิ้ม
อ้างว่าเป็นทายาทรุ่นหลังของลิ่มโต๊ะเคียม
แต่หน้าตาจะออกไปทางคนไทยมุสลิมพื้นเมืองแล้ว
.
.
๘. มัสยิดกรือแซะ: สถาปัตยกรรม
ปาฏิหาริย์ และความขัดแย้ง
มัสยิดกรือแซะสร้างโดยลิ่มโต๊ะเคียม
สมัยสุลต่านมันซูร์ ชาห์ อิฐที่ใช้ก่อสร้างบางส่วน
น่าจะรื้อจากวัดโบราณหรือพุทธสถานร้างที่ยะหริ่ง
(ห่างออกไปราว 30 กิโลเมตร)
คล้ายกับที่กรุงธนบุรีและกรุงเทพฯ
รื้ออิฐจากกรุงศรีอยุธยามาสร้างเมือง
การปฏิบัตินี้ดำเนินมาจนถึงรัชกาลที่ 9
จึงมีกฎหมายห้ามประมูลรื้ออิฐเก่าจากกรุงเก่า
ปัญหาการก่อสร้าง
การก่อสร้างแบบจีนในยุคนั้น
ใช้อิฐก่อด้วยปูนขาวผสมน้ำแป้งข้าวเหนียวต้ม
ไร้เหล็กเส้น ทำให้รับน้ำหนักโดมรูปฟักทองไม่ได้
ยิ่งใกล้ทะเล ไอเค็ม ยิ่งเสื่อมสภาพเร็ว
ประกอบกับการย้ายที่ตั้งเมืองปัตตานี
ในเวลาต่อมา มัสยิดจึงถูกทิ้งร้าง
ตำนานฟ้าผ่า
มัสยิดกรือแซะ ตั้งบนที่ควน เด่นชัด ที่โล่งเตียน
ถูกฟ้าผ่าถึง 3 ครั้ง ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคำสาปของ
ลิ่มโกวเนี้ย (น้องสาวลิ่มโต๊ะเคียม)
ที่มาตามพี่ชายให้กลับจีน
แต่ถูกลิ่มโต๊ะเคียมปฏิเสธ
เพราะเปลี่ยนศาสนาแล้ว
และมีหมายจับราชวงศ์หมิง
เธอจึงผูกคอตายประท้วง
ที่ต้นยาร่วง(มะม่วงหิมพานต์)
ในยุคนั้น ยังไม่มีวิชาการเรื่องสายล่อฟ้า
ถ้ามีแก้ปัญหาฟ้าผ่าได้
มีงานวิจัยทางโบราณคดีชิ้นหนึ่ง
ที่สำรวจชั้นดินรอบมัสยิดกรือแซะ
ไม่พบร่องรอยของฟ้าผ่าหรือรอยไหม้ในดิน
ตามตำนานเรื่องนี้แต่อย่างใด
(ที่มา ศ.ดร.ครองชัย หัตถา)
อาคารในอดีตนิยมสร้างจากไม้มากกว่าอิฐ
เพราะสร้างง่าย ไม่ร้อนอบอ้าว ช่างไม้หาง่าย
วังรายอ/ราชา ในปัตตานีก็เช่นกัน
วังพญาอินทิรา แถวบาราโหม
ก็ถูกไฟไหม้ หลังย้ายที่ตั้งเมืองใหม่
พระราชวังสยาม ในยุค ร.1-4 ก็สร้างจากไม้
(เคยมีเหตุไฟไหม้หลายครั้ง)
ก่อนเปลี่ยนเป็นสร้างด้วยอิฐในยุค ร.5
ด้วยเทคนิคช่างก่อสร้าง/วิศวกรฝรั่ง
พระราชวังธนบุรี-พระเจ้าตากสินมหาราช
สร้างด้วยอิฐ แค่ชั้นเดียวโดยช่างจีน
ขนอิฐมาจากกรุงเก่า (กรุงศรีอยุธยา)
.
.
๙. ลิ่มโกวเนี้ย จากสุสานสู่ศาลเจ้าเจ้าสัว
หลุมศพดั้งเดิมของลิ่มโกวเนี้ย
ถูกทะเลกัดเซาะจมน้ำไป
ชาวบ้านจึงช่วยกันย้ายมาฝังใหม่
เพราะคนในพื้นที่นับถือเธอในฐานะ เจ้าแม่
ศาลเจ้าลิ่มโกวเนี้ย ได้กลายเป็นต้นธารสำคัญ
กฎหมายถ้า วัด มูลนิธิ ศาลเจ้า จะซื้อที่ดิน
ต้องได้รับอนุญาตจาก รมต.มหาดไทย
เพราะศาลเจ้าลิ่มโกวเนี้ยกว้านซื้อที่ดิน
รอบข้าง/ฝั่งตรงข้ามจนเป็นเวิ้งใหญ่
จนชาวบ้านไทยมุสลิมเริ่มออกมาโวย
เพราะเกรงว่าศาลเจ้าจะขยายอาณาเขต
ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นกว่าเดิม
มูลนิธิท่งเซียเซี่ยงตึ้ง (หาดใหญ่)
ก็กว้านซื้อที่ดินรอบ ๆ มูลนิธิไปหลายแปลง
รวมถึงที่ตั้งโรงพยาบาล
ด้านติดถนนศุภสารรังสรรค์
ซื้อจากศาลเจ้าจีน ที่ดินของเอกชน
วัดธรรมกาย มักใช้นอมินีถือครองที่ดินก่อน
เพื่อเลี่ยงการขออนุมัติซื้อที่ดิน
จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
เมื่อโอนกรรมสิทธิ์เสร็จแล้วจึงค่อยยกให้วัด
.
.
๑๐. เหตุการณ์ 28 เมษายน พ.ศ. 2547
กลุ่มโจรก่อการร้ายติดอาวุธโจมตี 11 จุด
ในพื้นที่กรือแซะ แล้วเข้าไปหลบในมัสยิดกรือแซะ
ชาวบ้านบางคนยังละหมาดอยู่ บางคนมามุงดู
แล้วต่างก็ตกค้างอยู่ภายใน กลายเป็นโล่ห์มนุษย์
เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร
อ้างว่าถูกชาวบ้านล้อมรอบทุกด้านแล้ว
จนเป็นไข่แดง เลยกลัวมือที่สามยิงใส่
จึงต้องจัดการกับผู้ติดอาวุธภายในมัสยิดให้จบ
ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 32 ศพ
(ตามคำให้การของพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี)
ปัจจุบันมัสยิดกรือแซะมีการกันบริเวณ
ให้ชาวบ้านเข้าไปละหมาดได้
เฉพาะเขตที่ไม่กระทบโบราณสถาน
.
.
๑๑. ข้อสังเกต การอยู่ร่วมกันในอดีต
vs ความขัดแย้งในปัจจุบัน
หลุมฝังศพลิ่มโกวเนี้ยตั้งอยู่ติดกับมัสยิดกรือแซะ
ยังมีสุสานจีนอยู่ใกล้เคียง ชาวบ้านในพื้นที่มองว่า
เป็นเรื่องธรรมดา เพราะในอดีตมีการร่วมมือ
และแต่งงานข้ามกันระหว่างคนจีนกับคนปัตตานี
ในปัจจุบันความตึงเครียดทางศาสนาและอัตลักษณ์
ได้ทวีความรุนแรงขึ้น กลายเป็นปมความขัดแย้ง
ที่สะท้อนผ่านพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้
บทสรุป
ปัตตานีในอดีตไม่ใช่เพียงแค่
เมืองปลายชายแดนของสยาม
หากแต่เป็น ศูนย์กลางการค้าระดับนานาชาติ
ที่เชื่อมโยงจีน มลายู อาหรับ ยุโรป เข้าด้วยกัน
ผ่านเรื่องราวของ ข้าว เกลือ ปืนใหญ่ เรือสำเภา
ทหารรับจ้าง โจรสลัด วัด มัสยิด ศาลเจ้า สุสาน กูโบร์
ประวัติศาสตร์ของปัตตานี
คือ ประวัติศาสตร์ของ การเคลื่อนย้ายของผู้คน
ศาสนา และอำนาจ ที่หล่อหลอมให้ดินแดนแห่งนี้
มีความหลากหลายและซับซ้อนอย่างยิ่ง
เขียนขึ้นจากความทรงจำเก่าเก่า
ก่อนจะปลิวหายไปเหมือนฝุ่นควัน
.
.
.
.
พญาอินทิรา กับ มเหสี
.
.
.
.
วงกลมสีแดง คือ ฮวงจุ๊ยเจ้าแม่ลิ้มโกวเนี้ย
อยู่ไม่ไกลจาก มัศยิดกรือแซะ เดินไปได้
.
.
มัศยิดกรือแซะ
.
.
.
อยู่นอกเมือง เส้นทางหลวงแผ่นดิน
.
.
อยู่ในเมืองถนนอาเนาะรู