ลองนึกภาพครับ บริษัทผลิตสินค้าถูกต้อง ออก Invoice ถูกต้อง ส่งสินค้าออกจริง ลูกค้าจ่ายเงินจริง บันทึกบัญชีและเสียภาษีถูกต้อง แต่การส่งออกสินค้าเพียง 1 ครั้ง คุณอาจต้องผ่านกฎของอย่างน้อย 5 ระบบ
- สมอ. กระทรวงอุตสาหกรรม : ตรวจเรื่องสินค้า มาตรฐาน ใบอนุญาต และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
- กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง : ตรวจ Invoice, Packing List, HS Code, มูลค่า จำนวนสินค้า ประเทศปลายทาง และใบขน
- กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง : ตรวจเรื่องรายได้ ภาษี และหลักฐานการส่งออกเพื่อใช้อัตรา VAT 0%
- ธนาคารพาณิชย์ : เมื่อลูกค้าต่างประเทศโอนเงินมา ธนาคารต้องตรวจ KYC / AML เงินมาจากใคร? ตรงกับ Invoice ไหน? ทำไมยอดไม่ตรง? ทำไมผู้โอนไม่ใช่ชื่อเดียวกับผู้ซื้อ?
- ธนาคารแห่งประเทศไทย : กำกับระบบธนาคารและธุรกรรมเงินตราต่างประเทศอีกชั้นหนึ่ง
ของ 1 ล็อต Invoice 1 ชุด เงิน 1 ก้อน แต่ต้องพร้อมอธิบายเรื่องเดียวกันกับหลายระบบ
แต่สิ่งที่หนักกว่านั้นคือ... ถ้าวันหนึ่งมีหน่วยงานหนึ่งเริ่มตรวจ มันอาจไม่ได้จบอยู่แค่รายการที่ถูกถาม
สมมติบริษัทแห่งหนึ่ง
รายได้จากการส่งออกมีเพียง 20% ของยอดขายทั้งหมด หลายคนอาจคิดว่า “ถ้าสรรพากรตรวจเรื่องส่งออก ก็คงตรวจแค่ 20% ที่ส่งออกสิ” ในความเป็นจริง มันแยกออกจากกันได้ยากมากเพราะถ้าจะพิสูจน์ว่ายอดส่งออกถูกต้อง ก็ต้องดูว่า ยอดขายทั้งหมดถูกหรือไม่ ภาษีขายถูกหรือไม่ ภาษีซื้อถูกหรือไม่ Invoice ตรงหรือไม่ Stock ตรงหรือไม่ Credit Note มาจากอะไร เงินที่เข้าบัญชีตรงกับรายได้หรือไม่
สุดท้าย... เริ่มต้นจากการตรวจยอดส่งออก 20% แต่ต้องถูกตรวจสอบอีก 80% ของบริษัทมาประกอบการพิสูจน์ด้วย ไม่ใช่เพราะ 80% นั้นทำผิด แต่เพราะคุณต้องพิสูจน์ว่า “ตัวเลขทั้งหมดของบริษัทสัมพันธ์กันครับ”
และถ้าบริษัทขาย Online ด้วย เรื่องจะยิ่งสนุกขึ้นไปอีก ลูกค้าซื้อสินค้า 1,000 บาท ไม่ได้หมายความว่าจะมีเงิน 1,000 บาทเข้าบัญชีบริษัท เพราะอาจมี ค่าธรรมเนียม Platform Commission ส่วนลด Voucher Refund คืนสินค้า ค่าขนส่ง และยอดหักอื่น ๆ ดังนั้นเวลาถูกตรวจ ไม่ใช่แค่เปิด Bank Statement แล้วบอกว่า “นี่ครับ เงินเข้า” แต่ต้องสามารถไล่กลับไปได้ว่า Order นี้ขายเท่าไร ออกใบกำกับภาษีเท่าไร ส่วนลดเท่าไร Platform หักเท่าไร มี Refund หรือไม่ มีการคืนสินค้าหรือไม่ สุดท้าย Platform โอนเข้าบริษัทเท่าไร
ถ้ามี 10 Order ไม่ยากครับ แต่ถ้ามี 10,000 Order ล่ะ? และปัจจุบัน Platform ที่เข้าเกณฑ์ก็มีหน้าที่นำส่งข้อมูลรายได้ของผู้ขายเข้าสู่ระบบของกรมสรรพากรอยู่แล้ว Digital Footprint ของการค้า Online จึงมีมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นไม่ได้หมายความว่าสรรพากรจะนั่งตรวจทุก Order ของทุกบริษัททุกวัน
แต่หมายความว่า ถ้าวันหนึ่งข้อมูลมีจุดที่ไม่สัมพันธ์กัน และถูกเรียกตรวจ บริษัทอาจต้องกลับมาพิสูจน์ธุรกรรมจำนวนมหาศาล
ยิ่งบริษัทไหน กระจายความเสี่ยงทางการตลาดมีทั้งการส่งออก นำเข้า ขายออน์ไลน์ และเป็นโรงงานผลิตด้วย -- ภาระในการพิสูจน์ยิ่งทำให้ท้อ
คำถามหนึ่งข้อของเจ้าหน้าที่ อาจใช้เวลาถามไม่ถึง 1 นาที แต่คนตอบอาจต้องใช้ ฝ่ายบัญชี ฝ่ายการเงิน ฝ่ายขาย ฝ่ายคลัง ฝ่าย IT และบางครั้งถึงเจ้าของกิจการ Invoice อยู่ระบบหนึ่ง ใบขนอยู่อีกระบบหนึ่ง Statement อยู่ธนาคาร Order อยู่ใน Platform ข้อมูล Stock อยู่อีกระบบ Credit Note อยู่อีกที่กว่าจะเอาทุกอย่างมาประกอบกันแล้วตอบว่า “ครับ รายการนี้ถูกต้อง” บางครั้งใช้เวลาเป็นสัปดาห์ บางกรณีอาจเป็นเดือน
ตรงนี้ผมไม่ได้บอกว่าเจ้าหน้าที่ไม่ควรตรวจนะครับ ควรตรวจ
- ศุลกากรก็ต้องป้องกันการลักลอบ
- สรรพากรก็ต้องรักษาฐานภาษี
- ธนาคารก็ต้องป้องกันการฟอกเงิน
- สมอ.ก็ต้องดูมาตรฐานสินค้า
- ธปท.ก็ต้องดูระบบการเงิน
ทุกหน่วยงานมีเหตุผลของตัวเอง และแต่ละเหตุผลก็ถูกต้องแต่ปัญหาเกิดขึ้นตรงนี้ครับ เมื่อ “ความถูกต้อง” ของทุกหน่วยงานถูกนำมาวางซ้อนกัน ภาระในการพิสูจน์ทั้งหมดกลับมาตกอยู่ที่คนคนเดียวคือ “ผู้ประกอบการ”
ผมจึงเริ่มคิดว่าในการทำธุรกิจทุกวันนี้ มีต้นทุนอีกประเภทหนึ่ง ที่ไม่มีใครใส่ไว้ใน Cost Sheet ผมเรียกมันว่า
“ต้นทุนในการพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้ทำผิด”
มันไม่มีบรรทัดนี้อยู่ในงบกำไรขาดทุน แต่ต้นทุนนี้มีจริง ค่าแรงพนักงาน ค่าบัญชี ค่า IT ค่าระบบ ค่าเก็บเอกสาร เวลาผู้บริหาร และเวลาที่ควรใช้ไปกับการหาลูกค้า พัฒนาสินค้า หรือแข่งขันกับต่างประเทศ กลับต้องถูกใช้ไปกับการค้นหาเอกสารย้อนหลังเพื่อพิสูจน์ว่า
สินค้าที่ขายไป...ขายจริง
สินค้าที่ส่งออก...ออกจริง
เงินที่รับมา...มาจากลูกค้าจริง
ภาษีที่ยื่นไป...ถูกต้องจริง
ที่น่าคิดกว่านั้นคือรัฐบาลพูดเสมอว่าอยากให้ SME ไทยส่งออก อยากให้สินค้าไทยไปตลาดโลก อยากให้ SME โต อยากให้ธุรกิจเข้าสู่ Digital Economy ผมเห็นด้วยทั้งหมดครับ แต่ถ้าอยากช่วย SME จริง ๆ บางครั้งสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการ อาจไม่ใช่เงินแจกไม่ใช่ Soft Loan ไม่ใช่โครงการช่วยเหลือใหม่ ๆ แต่อาจเป็นแค่
“ช่วยทำให้ข้อมูลที่รัฐมีอยู่แล้ว คุยกันได้”
ศุลกากรรู้อยู่แล้วว่าสินค้าออกจริง สรรพากรมีข้อมูลภาษี ธนาคารเห็นเงินเข้าจากต่างประเทศ Platform มีข้อมูล Order ทั้งหมดนี้คือธุรกรรมเดียวกัน
ทำไมผู้ประกอบการยังต้องนำเรื่องเดียวกันกลับมาพิสูจน์ใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า?
และอีกเรื่องที่ผมคิดว่าน่าจะทำได้ คือ Risk-Based Compliance บริษัทที่เปิดมานานยื่นภาษีตรงมาตลอด บัญชีตรวจสอบได้ ไม่มีประวัติหลีกเลี่ยง ข้อมูลตรงกันต่อเนื่องหลายปี ควรถูกมองเหมือนบริษัทที่เพิ่งเปิด หรือบริษัทที่มีความเสี่ยงสูง ทุกครั้งหรือไม่? คนที่มีประวัติดี ควรได้รับ “เครดิตทาง Compliance” บ้างหรือเปล่า?
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ผมรู้สึกแปลกที่สุดจากการทำธุรกิจคือ ยิ่งพยายามทำทุกอย่างให้ถูกกฎหมายมากเท่าไร ยิ่งรู้ว่ามีกฎหมายและรายละเอียดที่ต้องระวังมากขึ้นเท่านั้น จนบางครั้งคนที่กลัวการตรวจสอบมากที่สุดอาจไม่ใช่คนที่กำลังทำผิดแต่กลับเป็นคนที่พยายามทำให้ถูกทุกอย่าง เพราะเขาไม่ได้กลัวว่า “จะถูกจับได้ว่าทำผิด” แต่เขากลัวว่า วันหนึ่งจะต้องใช้เวลา 3 เดือนเพื่อพิสูจน์ว่า “สิ่งที่ผมทำถูกมาตลอด... มันถูกจริง ๆ ครับ”
นี่แหละครับ สิ่งที่ผมเรียกว่า “ผู้บริสุทธิ์ทางกฎหมายการค้า” ไม่ได้ขอให้รัฐเลิกตรวจ ไม่ได้ขออภิสิทธิ์ให้ SME และไม่ได้บอกว่าผู้ประกอบการทุกคนเป็นคนดี แค่อยากตั้งคำถามว่าเราจะออกแบบระบบอย่างไร ให้สามารถตรวจคนที่ตั้งใจทำผิดได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ทำให้คนที่ตั้งใจทำถูกต้องใช้เวลาหลายเดือน เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองซ้ำ ๆ คนทำธุรกิจ ส่งออก หรือขาย Online เคยเจออะไรลักษณะนี้กันบ้างไหมครับ?
ผู้บริสุทธิ์ทางกฎหมายการค้า : ส่งออกของ 1 ครั้ง แต่ต้องพิสูจน์ตัวเองกับ 5 ระบบ
- สมอ. กระทรวงอุตสาหกรรม : ตรวจเรื่องสินค้า มาตรฐาน ใบอนุญาต และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
- กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง : ตรวจ Invoice, Packing List, HS Code, มูลค่า จำนวนสินค้า ประเทศปลายทาง และใบขน
- กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง : ตรวจเรื่องรายได้ ภาษี และหลักฐานการส่งออกเพื่อใช้อัตรา VAT 0%
- ธนาคารพาณิชย์ : เมื่อลูกค้าต่างประเทศโอนเงินมา ธนาคารต้องตรวจ KYC / AML เงินมาจากใคร? ตรงกับ Invoice ไหน? ทำไมยอดไม่ตรง? ทำไมผู้โอนไม่ใช่ชื่อเดียวกับผู้ซื้อ?
- ธนาคารแห่งประเทศไทย : กำกับระบบธนาคารและธุรกรรมเงินตราต่างประเทศอีกชั้นหนึ่ง
ของ 1 ล็อต Invoice 1 ชุด เงิน 1 ก้อน แต่ต้องพร้อมอธิบายเรื่องเดียวกันกับหลายระบบ
แต่สิ่งที่หนักกว่านั้นคือ... ถ้าวันหนึ่งมีหน่วยงานหนึ่งเริ่มตรวจ มันอาจไม่ได้จบอยู่แค่รายการที่ถูกถาม
สมมติบริษัทแห่งหนึ่ง
รายได้จากการส่งออกมีเพียง 20% ของยอดขายทั้งหมด หลายคนอาจคิดว่า “ถ้าสรรพากรตรวจเรื่องส่งออก ก็คงตรวจแค่ 20% ที่ส่งออกสิ” ในความเป็นจริง มันแยกออกจากกันได้ยากมากเพราะถ้าจะพิสูจน์ว่ายอดส่งออกถูกต้อง ก็ต้องดูว่า ยอดขายทั้งหมดถูกหรือไม่ ภาษีขายถูกหรือไม่ ภาษีซื้อถูกหรือไม่ Invoice ตรงหรือไม่ Stock ตรงหรือไม่ Credit Note มาจากอะไร เงินที่เข้าบัญชีตรงกับรายได้หรือไม่
สุดท้าย... เริ่มต้นจากการตรวจยอดส่งออก 20% แต่ต้องถูกตรวจสอบอีก 80% ของบริษัทมาประกอบการพิสูจน์ด้วย ไม่ใช่เพราะ 80% นั้นทำผิด แต่เพราะคุณต้องพิสูจน์ว่า “ตัวเลขทั้งหมดของบริษัทสัมพันธ์กันครับ”
และถ้าบริษัทขาย Online ด้วย เรื่องจะยิ่งสนุกขึ้นไปอีก ลูกค้าซื้อสินค้า 1,000 บาท ไม่ได้หมายความว่าจะมีเงิน 1,000 บาทเข้าบัญชีบริษัท เพราะอาจมี ค่าธรรมเนียม Platform Commission ส่วนลด Voucher Refund คืนสินค้า ค่าขนส่ง และยอดหักอื่น ๆ ดังนั้นเวลาถูกตรวจ ไม่ใช่แค่เปิด Bank Statement แล้วบอกว่า “นี่ครับ เงินเข้า” แต่ต้องสามารถไล่กลับไปได้ว่า Order นี้ขายเท่าไร ออกใบกำกับภาษีเท่าไร ส่วนลดเท่าไร Platform หักเท่าไร มี Refund หรือไม่ มีการคืนสินค้าหรือไม่ สุดท้าย Platform โอนเข้าบริษัทเท่าไร
ถ้ามี 10 Order ไม่ยากครับ แต่ถ้ามี 10,000 Order ล่ะ? และปัจจุบัน Platform ที่เข้าเกณฑ์ก็มีหน้าที่นำส่งข้อมูลรายได้ของผู้ขายเข้าสู่ระบบของกรมสรรพากรอยู่แล้ว Digital Footprint ของการค้า Online จึงมีมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นไม่ได้หมายความว่าสรรพากรจะนั่งตรวจทุก Order ของทุกบริษัททุกวัน
แต่หมายความว่า ถ้าวันหนึ่งข้อมูลมีจุดที่ไม่สัมพันธ์กัน และถูกเรียกตรวจ บริษัทอาจต้องกลับมาพิสูจน์ธุรกรรมจำนวนมหาศาล
ยิ่งบริษัทไหน กระจายความเสี่ยงทางการตลาดมีทั้งการส่งออก นำเข้า ขายออน์ไลน์ และเป็นโรงงานผลิตด้วย -- ภาระในการพิสูจน์ยิ่งทำให้ท้อ
คำถามหนึ่งข้อของเจ้าหน้าที่ อาจใช้เวลาถามไม่ถึง 1 นาที แต่คนตอบอาจต้องใช้ ฝ่ายบัญชี ฝ่ายการเงิน ฝ่ายขาย ฝ่ายคลัง ฝ่าย IT และบางครั้งถึงเจ้าของกิจการ Invoice อยู่ระบบหนึ่ง ใบขนอยู่อีกระบบหนึ่ง Statement อยู่ธนาคาร Order อยู่ใน Platform ข้อมูล Stock อยู่อีกระบบ Credit Note อยู่อีกที่กว่าจะเอาทุกอย่างมาประกอบกันแล้วตอบว่า “ครับ รายการนี้ถูกต้อง” บางครั้งใช้เวลาเป็นสัปดาห์ บางกรณีอาจเป็นเดือน
ตรงนี้ผมไม่ได้บอกว่าเจ้าหน้าที่ไม่ควรตรวจนะครับ ควรตรวจ
- ศุลกากรก็ต้องป้องกันการลักลอบ
- สรรพากรก็ต้องรักษาฐานภาษี
- ธนาคารก็ต้องป้องกันการฟอกเงิน
- สมอ.ก็ต้องดูมาตรฐานสินค้า
- ธปท.ก็ต้องดูระบบการเงิน
ทุกหน่วยงานมีเหตุผลของตัวเอง และแต่ละเหตุผลก็ถูกต้องแต่ปัญหาเกิดขึ้นตรงนี้ครับ เมื่อ “ความถูกต้อง” ของทุกหน่วยงานถูกนำมาวางซ้อนกัน ภาระในการพิสูจน์ทั้งหมดกลับมาตกอยู่ที่คนคนเดียวคือ “ผู้ประกอบการ”
ผมจึงเริ่มคิดว่าในการทำธุรกิจทุกวันนี้ มีต้นทุนอีกประเภทหนึ่ง ที่ไม่มีใครใส่ไว้ใน Cost Sheet ผมเรียกมันว่า
“ต้นทุนในการพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้ทำผิด”
มันไม่มีบรรทัดนี้อยู่ในงบกำไรขาดทุน แต่ต้นทุนนี้มีจริง ค่าแรงพนักงาน ค่าบัญชี ค่า IT ค่าระบบ ค่าเก็บเอกสาร เวลาผู้บริหาร และเวลาที่ควรใช้ไปกับการหาลูกค้า พัฒนาสินค้า หรือแข่งขันกับต่างประเทศ กลับต้องถูกใช้ไปกับการค้นหาเอกสารย้อนหลังเพื่อพิสูจน์ว่า
สินค้าที่ขายไป...ขายจริง
สินค้าที่ส่งออก...ออกจริง
เงินที่รับมา...มาจากลูกค้าจริง
ภาษีที่ยื่นไป...ถูกต้องจริง
ที่น่าคิดกว่านั้นคือรัฐบาลพูดเสมอว่าอยากให้ SME ไทยส่งออก อยากให้สินค้าไทยไปตลาดโลก อยากให้ SME โต อยากให้ธุรกิจเข้าสู่ Digital Economy ผมเห็นด้วยทั้งหมดครับ แต่ถ้าอยากช่วย SME จริง ๆ บางครั้งสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการ อาจไม่ใช่เงินแจกไม่ใช่ Soft Loan ไม่ใช่โครงการช่วยเหลือใหม่ ๆ แต่อาจเป็นแค่
“ช่วยทำให้ข้อมูลที่รัฐมีอยู่แล้ว คุยกันได้”
ศุลกากรรู้อยู่แล้วว่าสินค้าออกจริง สรรพากรมีข้อมูลภาษี ธนาคารเห็นเงินเข้าจากต่างประเทศ Platform มีข้อมูล Order ทั้งหมดนี้คือธุรกรรมเดียวกัน
ทำไมผู้ประกอบการยังต้องนำเรื่องเดียวกันกลับมาพิสูจน์ใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า?
และอีกเรื่องที่ผมคิดว่าน่าจะทำได้ คือ Risk-Based Compliance บริษัทที่เปิดมานานยื่นภาษีตรงมาตลอด บัญชีตรวจสอบได้ ไม่มีประวัติหลีกเลี่ยง ข้อมูลตรงกันต่อเนื่องหลายปี ควรถูกมองเหมือนบริษัทที่เพิ่งเปิด หรือบริษัทที่มีความเสี่ยงสูง ทุกครั้งหรือไม่? คนที่มีประวัติดี ควรได้รับ “เครดิตทาง Compliance” บ้างหรือเปล่า?
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ผมรู้สึกแปลกที่สุดจากการทำธุรกิจคือ ยิ่งพยายามทำทุกอย่างให้ถูกกฎหมายมากเท่าไร ยิ่งรู้ว่ามีกฎหมายและรายละเอียดที่ต้องระวังมากขึ้นเท่านั้น จนบางครั้งคนที่กลัวการตรวจสอบมากที่สุดอาจไม่ใช่คนที่กำลังทำผิดแต่กลับเป็นคนที่พยายามทำให้ถูกทุกอย่าง เพราะเขาไม่ได้กลัวว่า “จะถูกจับได้ว่าทำผิด” แต่เขากลัวว่า วันหนึ่งจะต้องใช้เวลา 3 เดือนเพื่อพิสูจน์ว่า “สิ่งที่ผมทำถูกมาตลอด... มันถูกจริง ๆ ครับ”
นี่แหละครับ สิ่งที่ผมเรียกว่า “ผู้บริสุทธิ์ทางกฎหมายการค้า” ไม่ได้ขอให้รัฐเลิกตรวจ ไม่ได้ขออภิสิทธิ์ให้ SME และไม่ได้บอกว่าผู้ประกอบการทุกคนเป็นคนดี แค่อยากตั้งคำถามว่าเราจะออกแบบระบบอย่างไร ให้สามารถตรวจคนที่ตั้งใจทำผิดได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ทำให้คนที่ตั้งใจทำถูกต้องใช้เวลาหลายเดือน เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองซ้ำ ๆ คนทำธุรกิจ ส่งออก หรือขาย Online เคยเจออะไรลักษณะนี้กันบ้างไหมครับ?