ช่วงนี้คนรอบตัวหันมาออกกำลังกายกันเยอะขึ้นมากค่ะ ทั้งวิ่ง เวท พิลาทิส โยคะ ไปจนถึงการลงแข่งต่างๆ
เป้าหมายของแต่ละคนก็ต่างกัน บางคนอยากวิ่งให้ไกลขึ้น บางคนอยากยกได้หนักขึ้น บางคนกำลังเตรียมตัวลงแข่ง หรือบางคนแค่อยากทำให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ในแต่ละสัปดาห์
แต่มีเรื่องหนึ่งที่บางทีเราอาจให้ความสำคัญน้อยกว่าการ “ออกกำลังกายให้ถึงเป้า” นั่นคือ
ร่างกายเราได้พักและฟื้นตัวดีพอหรือยัง?
เพราะนอกจากเวลาที่ใช้ไปกับการออกกำลังกาย ชีวิตประจำวันของหลายคนยังเต็มไปด้วยงาน การเดินทาง การนอนน้อย และความเครียด พอรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน บางครั้งร่างกายอาจไม่ได้ต้องการให้เราฝืนทำเพิ่ม แต่อาจกำลังบอกว่า “วันนี้พักบ้างก็ได้นะ”
Wellness วันนี้อาจไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย
เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่แนวคิดเรื่องสุขภาพในปัจจุบันก็กว้างขึ้นเหมือนกัน
ข้อมูลจาก Global Wellness Institute ที่เปิดเผยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า เศรษฐกิจเวลเนสของประเทศไทยในปี 2567 มีมูลค่าประมาณ
42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.51 ล้านล้านบาท เติบโต 10.1% จากปีก่อน
และคำว่า Wellness ในที่นี้ไม่ได้มีเฉพาะฟิตเนสหรือการออกกำลังกาย แต่ครอบคลุมตั้งแต่ Physical Activity การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ไปจนถึง Mental Wellness
เลยทำให้นึกว่า จริงๆ แล้วการดูแลสุขภาพอาจไม่จำเป็นต้องหมายถึงการ “ทำให้มากขึ้น” ตลอดเวลา
บางวันเราอาจต้องออกไปวิ่ง
บางวันอาจต้องเข้ายิม
แต่บางวันสิ่งที่ร่างกายต้องการอาจเป็นแค่การยืดตัว หายใจช้าลง หรือนอนพักให้เต็มที่
ลองเปลี่ยนจาก Workout มาเป็น Recovery บ้าง

ล่าสุดไปร่วมกิจกรรมกับ KTC Sports ที่ร่วมกับ The Asana Club จัด
Yoga Sound Bath Experience
กิจกรรมนี้เริ่มจากการทำโยคะแบบค่อยๆ เคลื่อนไหวและกลับมาโฟกัสกับลมหายใจ ก่อนเข้าสู่ Sound Bath ซึ่งเป็นช่วงที่ให้ร่างกายได้หยุดและผ่อนคลาย
สิ่งที่น่าสนใจคือ คลาสนี้เหมือนเป็นการลองกลับมาสังเกตตัวเองมากกว่าว่า วันนี้ร่างกายเป็นอย่างไร เหนื่อยตรงไหน หายใจเป็นอย่างไร และเรายอมให้ตัวเองหยุดพักได้มากน้อยแค่ไหน
สำหรับคนที่คุ้นกับการออกกำลังกายแบบมีเป้าหมายตลอด เช่น ต้องครบ 5K ต้องทำ Pace นี้ ต้องยกให้ได้เท่านี้ หรือต้องออกให้ครบตามตาราง การเปลี่ยนมาอยู่เฉยๆ และฟังร่างกายตัวเองกลับเป็นอีกประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป
เพราะสุดท้ายแล้ว
การออกกำลังกายอย่างสมดุล อาจไม่ใช่แค่การรู้ว่าเมื่อไรควรขยับ แต่ต้องรู้ด้วยว่าเมื่อไรควรพัก
แล้วทุกคนมี “วันพัก” กันจริงๆ ไหม?
ส่วนตัวคิดว่าประเด็นนี้น่าสนใจ โดยเฉพาะช่วงที่กระแสวิ่ง เวท Hybrid Training หรือการแข่งขันต่างๆ มาแรงมาก เรามักเห็นคอนเทนต์เกี่ยวกับการซ้อมให้ดีขึ้น วิ่งให้เร็วขึ้น หรือทำ Performance ให้ดีขึ้นเยอะมาก
แต่เรื่องการพักและ Recovery กลับถูกพูดถึงน้อยกว่า ทั้งที่น่าจะเป็นอีกครึ่งหนึ่งของการออกกำลังกาย
เลยอยากชวนคุยค่ะว่า
คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จัด “วันพัก” ไว้ในตารางจริงจังแค่ไหนคะ?
แล้ววันพักของแต่ละคนคือหยุดออกกำลังกายไปเลย หรือยังทำ Active Recovery เบาๆ เช่น เดิน ยืดกล้ามเนื้อ โยคะ หรือทำกิจกรรมผ่อนคลายอื่นๆ?😅
บางทีเป้าหมายของการดูแลสุขภาพอาจไม่จำเป็นต้องเป็นการทำให้ได้ “มากขึ้น” ทุกวัน แต่อาจเป็นการรู้จักร่างกายตัวเองมากพอว่า
วันไหนควรไปต่อ และวันไหนควรพัก เพื่อให้เรายังไปต่อได้อีกนานๆ
ออกกำลังกายหนักขึ้น แต่ทำไมยังรู้สึกเหนื่อย? หรือจริงๆ แล้ว “การพัก” ก็เป็นส่วนสำคัญของการออกกำลังกาย
เป้าหมายของแต่ละคนก็ต่างกัน บางคนอยากวิ่งให้ไกลขึ้น บางคนอยากยกได้หนักขึ้น บางคนกำลังเตรียมตัวลงแข่ง หรือบางคนแค่อยากทำให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ในแต่ละสัปดาห์
แต่มีเรื่องหนึ่งที่บางทีเราอาจให้ความสำคัญน้อยกว่าการ “ออกกำลังกายให้ถึงเป้า” นั่นคือ
ร่างกายเราได้พักและฟื้นตัวดีพอหรือยัง?
เพราะนอกจากเวลาที่ใช้ไปกับการออกกำลังกาย ชีวิตประจำวันของหลายคนยังเต็มไปด้วยงาน การเดินทาง การนอนน้อย และความเครียด พอรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน บางครั้งร่างกายอาจไม่ได้ต้องการให้เราฝืนทำเพิ่ม แต่อาจกำลังบอกว่า “วันนี้พักบ้างก็ได้นะ”
Wellness วันนี้อาจไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย
เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่แนวคิดเรื่องสุขภาพในปัจจุบันก็กว้างขึ้นเหมือนกัน
ข้อมูลจาก Global Wellness Institute ที่เปิดเผยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า เศรษฐกิจเวลเนสของประเทศไทยในปี 2567 มีมูลค่าประมาณ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.51 ล้านล้านบาท เติบโต 10.1% จากปีก่อน
และคำว่า Wellness ในที่นี้ไม่ได้มีเฉพาะฟิตเนสหรือการออกกำลังกาย แต่ครอบคลุมตั้งแต่ Physical Activity การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ไปจนถึง Mental Wellness
เลยทำให้นึกว่า จริงๆ แล้วการดูแลสุขภาพอาจไม่จำเป็นต้องหมายถึงการ “ทำให้มากขึ้น” ตลอดเวลา
บางวันเราอาจต้องออกไปวิ่ง
บางวันอาจต้องเข้ายิม
แต่บางวันสิ่งที่ร่างกายต้องการอาจเป็นแค่การยืดตัว หายใจช้าลง หรือนอนพักให้เต็มที่
ลองเปลี่ยนจาก Workout มาเป็น Recovery บ้าง
ล่าสุดไปร่วมกิจกรรมกับ KTC Sports ที่ร่วมกับ The Asana Club จัด Yoga Sound Bath Experience
กิจกรรมนี้เริ่มจากการทำโยคะแบบค่อยๆ เคลื่อนไหวและกลับมาโฟกัสกับลมหายใจ ก่อนเข้าสู่ Sound Bath ซึ่งเป็นช่วงที่ให้ร่างกายได้หยุดและผ่อนคลาย
สิ่งที่น่าสนใจคือ คลาสนี้เหมือนเป็นการลองกลับมาสังเกตตัวเองมากกว่าว่า วันนี้ร่างกายเป็นอย่างไร เหนื่อยตรงไหน หายใจเป็นอย่างไร และเรายอมให้ตัวเองหยุดพักได้มากน้อยแค่ไหน
สำหรับคนที่คุ้นกับการออกกำลังกายแบบมีเป้าหมายตลอด เช่น ต้องครบ 5K ต้องทำ Pace นี้ ต้องยกให้ได้เท่านี้ หรือต้องออกให้ครบตามตาราง การเปลี่ยนมาอยู่เฉยๆ และฟังร่างกายตัวเองกลับเป็นอีกประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป
เพราะสุดท้ายแล้ว การออกกำลังกายอย่างสมดุล อาจไม่ใช่แค่การรู้ว่าเมื่อไรควรขยับ แต่ต้องรู้ด้วยว่าเมื่อไรควรพัก
แล้วทุกคนมี “วันพัก” กันจริงๆ ไหม?
ส่วนตัวคิดว่าประเด็นนี้น่าสนใจ โดยเฉพาะช่วงที่กระแสวิ่ง เวท Hybrid Training หรือการแข่งขันต่างๆ มาแรงมาก เรามักเห็นคอนเทนต์เกี่ยวกับการซ้อมให้ดีขึ้น วิ่งให้เร็วขึ้น หรือทำ Performance ให้ดีขึ้นเยอะมาก
แต่เรื่องการพักและ Recovery กลับถูกพูดถึงน้อยกว่า ทั้งที่น่าจะเป็นอีกครึ่งหนึ่งของการออกกำลังกาย
เลยอยากชวนคุยค่ะว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จัด “วันพัก” ไว้ในตารางจริงจังแค่ไหนคะ?
แล้ววันพักของแต่ละคนคือหยุดออกกำลังกายไปเลย หรือยังทำ Active Recovery เบาๆ เช่น เดิน ยืดกล้ามเนื้อ โยคะ หรือทำกิจกรรมผ่อนคลายอื่นๆ?😅
บางทีเป้าหมายของการดูแลสุขภาพอาจไม่จำเป็นต้องเป็นการทำให้ได้ “มากขึ้น” ทุกวัน แต่อาจเป็นการรู้จักร่างกายตัวเองมากพอว่า วันไหนควรไปต่อ และวันไหนควรพัก เพื่อให้เรายังไปต่อได้อีกนานๆ