“ประวัติศาสตร์เพียง ‘สสร. เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ’ ไม่ต่างจากการนับเฉพาะวัวควายที่เดินอยู่ปลายคันไถ แทนเจ้าของไร่นา

กระทู้สนทนา
หลักการ
ความพยายามก่อนหน้าเป็นประวัติศาสตร์ของความพยายาม
ส่วนผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงภายใต้โครงสร้างอำนาจและผู้บริหารในเวลานั้น เป็นประวัติศาสตร์ของผลสำเร็จ

วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2540 การประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของการปฏิรูปประเทศในช่วงที่ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี
ความสำคัญของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่ยังสร้าง กรอบและกลไกทางกฎหมาย ที่เชื่อมต่อไปยังการพัฒนาคนและการปฏิรูปการศึกษาโดยตรง

มาตรา 43 รับรองสิทธิของบุคคลในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี ซึ่งรัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
ขณะที่ มาตรา 81 กำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ เพื่อปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม และจัดให้มีการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี
จึงเกิดความต่อเนื่องของการออกแบบนโยบายอย่างมีระบบ

การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538–2540
→ 8 พฤษภาคม 2540: การขยายบริการการศึกษา 15 ปีสู่เด็กและเยาวชน 3–17 ปี
→ 11 ตุลาคม 2540: รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
→ มาตรา 43: สิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี
→ มาตรา 81: กลไกให้มีกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ

ดังนั้น รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 จึงเป็นมากกว่าผลสำเร็จของการปฏิรูปการเมือง แต่เป็น สะพานเชิงสถาบันจากการปฏิรูปที่เกิดขึ้นจริง ไปสู่การกำหนดสิทธิและหน้าที่ของรัฐในระยะต่อมา

จากความสำเร็จในช่วง พ.ศ. 2538–2540 สู่เป้าหมาย 25 ปี
ในระดับประเทศ วิสัยทัศน์ ของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ไม่ได้จำกัดอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐบาล แต่เชื่อมโยงกับกรอบการพัฒนาประเทศระยะยาวของ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 วางวิสัยทัศน์ของ “สังคมไทยที่พึงประสงค์ในอนาคต” โดยมองไปข้างหน้า 25 ปี และกำหนดเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ความเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายใน พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020)

เป้าหมายสำคัญไม่ได้มีเพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่กำหนดผลลัพธ์ของประเทศไทยทั้งระบบ ได้แก่

เศรษฐกิจไทยมีขนาดเป็น ลำดับที่ 8 ของโลก
รายได้เฉลี่ยต่อหัวไม่น้อยกว่า 300,000 บาทต่อปี หรือประมาณ 12,000 ดอลลาร์สหรัฐ ณ ระดับราคาปี 2536
สัดส่วนคนยากจนลดลงต่ำกว่าร้อยละ 5

ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี
คนไทยทุกคนมีโอกาสพัฒนาศักยภาพของตนเอง
เด็กไทยได้รับการดูแลตั้งแต่ก่อนเกิดและได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อย 12 ปี
คนไทยมีความรู้ ความสามารถ และสามารถปรับตัวต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เศรษฐกิจมีความสร้างสรรค์และประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาค
ภูมิภาคและชนบทมีโครงสร้างพื้นฐานและบริการพื้นฐานที่มีคุณภาพ ไม่แตกต่างจากเมืองหลวง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รับการรักษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
ประเทศมีระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ และมีระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ มีคุณธรรม และตอบสนองประชาชน
นี่คือเหตุผลที่ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ต้องถูกอ่านในระดับ “วิสัยทัศน์ประเทศไทย” ไม่ใช่เพียงแผนงานของรัฐบาลระยะสั้น
และเมื่อวางเอกสารนี้ต่อจากความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง จะเห็นลำดับของการคิดแบบระบบอย่างชัดเจน:

ความสำเร็จด้านการศึกษา
8 พฤษภาคม 2540
↓
ความสำเร็จด้านการเมือง
11 ตุลาคม 2540
↓
กติกาใหม่ของประเทศ
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
↓
สิทธิและหน้าที่ของรัฐด้านการศึกษา
มาตรา 43 และมาตรา 81
↓
วิสัยทัศน์ประเทศไทยระยะ 25 ปี
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8
↓
เป้าหมายปี 2020 / พ.ศ. 2563
ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้ว
เศรษฐกิจอันดับ 8 ของโลก
ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและโอกาสที่ดีขึ้น
จาก “ผลงาน” สู่ “การออกแบบประเทศ”

ดังนั้น สิ่งที่ปรากฏในช่วง พ.ศ. 2538–2540 จึงไม่ใช่เพียงชุดโครงการที่เกิดขึ้นแยกจากกัน แต่เป็นองค์ประกอบหลายระดับของการออกแบบประเทศ
8 พฤษภาคม 2540 แสดงให้เห็นว่าแนวคิดสามารถกลายเป็น บริการสาธารณะที่เกิดขึ้นจริง
11 ตุลาคม 2540 แสดงให้เห็นว่าการปฏิรูปการเมืองสามารถกลายเป็น กติกาสูงสุดของประเทศจริง
และ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 แสดงให้เห็นว่าแนวคิดดังกล่าวถูกวางอยู่ภายใต้ วิสัยทัศน์ระยะ 25 ปีของประเทศไทยจริง
จุดสำคัญของบทนี้ คือ ความสำเร็จจริงต่อไปนี้

ในช่วงที่ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ดำรงตำแหน่งในรองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประเทศไทยมีทั้งความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง กติกาใหม่ที่เกิดขึ้นจริง และวิสัยทัศน์ระยะยาวที่กำหนดเป้าหมายของประเทศไทยใน 25 ปีในการเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 จริง

คำถามของเราคือ “อะไรที่ไม่สำเร็จ ก่อนวันที่ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล เข้ามารับผิดชอบ และ เหตุใดความสำเร็จ จึงเกิดขึ้นจริงเมื่อท่านเข้ามาอยู่ในตำแหน่ง ซึ่งมีอำนาจบริหาร” 

ไม่ใช่เอาความสำเร็จของท่านมาแจกให้รัฐบาลก่อนหน้าหรือภายหลัง แต่ต้องดู “สิ่งที่รัฐบาลก่อนหน้ามีโอกาสทำ แต่ยังทำไม่สำเร็จ” แล้วดูว่าเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลและโครงสร้างอำนาจแล้ว สิ่งใดจึงเกิดขึ้นจริง

กรณีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
ความจริงคือ คือ รัฐบาลพรรคชาติไทย เข้ามาหลังเลือกตั้ง 2 กรกฎาคม 2538 และสิ้นสุดลงหลังการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2539  
ส่วนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้เกิดเป็นผลสำเร็จในรัฐบาลบรรหาร แต่หลังการเลือกตั้ง 17 พฤศจิกายน 2539 และรัฐบาลชุดใหม่เข้ารับตำแหน่ง จึงมีการเดินหน้ากระบวนการที่นำไปสู่ สภาร่างรัฐธรรมนูญ 99 คน โดย 76 คนมาจากการเลือกตั้งระดับจังหวัด และ 23 คนมาจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามกระบวนการที่กำหนด  เมื่อ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2539

ที่สำคัญกว่านั้น ความจริงคือ  ราชกิจจานุเบกษาผ่านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีระบุชัดว่า เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2539 ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพลได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในรัฐบาลชุดใหม่  และ ยังคงดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2540 

การดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจบริหารในช่วงเวลาที่ผลสำเร็จเกิดขึ้น เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องพิสูจน์ใหม่ทุกครั้งเพื่อให้เครดิตแก่ผู้ดำรงตำแหน่ง

และต้องแยก 2 เรื่องออกจากกัน

1. เครดิตตามตำแหน่ง
ถ้า
รัฐบาลก่อนหน้าอยู่ในอำนาจ → แต่สิ่งนั้นยังไม่สำเร็จ
มีการเปลี่ยนรัฐบาล
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล เข้าดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี
กระบวนการเดินหน้า
แล้วรัฐธรรมนูญประกาศใช้ในช่วงที่ท่านยังดำรงตำแหน่ง

การเขียนว่า
“รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ประกาศใช้ในช่วงที่ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี”
คือ ความจริง

ก่อน 17 พฤศจิกายน 2539
ยังไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้
หลัง 17 พฤศจิกายน 2539
เกิดรัฐบาลใหม่ หลัง การเลือกตั้งทั่วไป
29 พฤศจิกายน 2539
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล เข้าดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี
26 ธันวาคม 2539
เกิดกระบวนการสภาร่างรัฐธรรมนูญ 99 คน
11 ตุลาคม 2540
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ประกาศใช้

ความสำเร็จเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลและโครงสร้างอำนาจชุดใด และใครดำรงตำแหน่งบริหารอยู่ในเวลานั้น
หลักการบันทึกความสำเร็จ
ความสำเร็จเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลและโครงสร้างอำนาจชุดใด และใครดำรงตำแหน่งบริหารอยู่ในเวลานั้น
นี่ต่างหากคือการเขียนประวัติศาสตร์ตามหลักสากล

กรณี การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 หลักฐานยิ่งชัดเจน เพราะมีผลลัพธ์เชิงปริมาณที่สามารถตรวจสอบได้ ทั้งการขยายบริการการศึกษา การระดมทรัพยากร การปรับปรุงสถานศึกษา และหมุดหมายความสำเร็จในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540

แต่หลักฐานความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของกระบวนการรัฐธรรมนูญก็ปรากฏอย่างชัดเจนเช่นกัน ทั้งในวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2539 และวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2540

ดังนั้น อย่านำความสำเร็จของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ไปแจกให้รัฐบาลก่อนหน้า เพียงเพราะรัฐบาลก่อนหน้าเคยมีความพยายามมาก่อน
เพราะ

ความพยายามก่อนหน้า คือประวัติศาสตร์ของความพยายาม
ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นภายใต้การบริหารของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล คือประวัติศาสตร์ของผลสำเร็จ

ในกรณีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ยิ่งต้องแยกให้ชัดเจน เพราะมีลำดับของหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ตั้งแต่การจัดตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ 99 คน เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2539 ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ ไปจนถึงกระบวนการพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญในรัฐสภา ก่อนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จะประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2540

ดังนั้น การวิเคราะห์จึงต้องพิจารณา รัฐบาลที่มีอำนาจอยู่ในขณะนั้น โครงสร้างอำนาจที่ทำให้กระบวนการดำเนินต่อได้ และผู้ดำรงตำแหน่งบริหารในช่วงเวลาที่ผลสำเร็จเกิดขึ้น ไม่ใช่ย้อนนำเครดิตของผลสำเร็จกลับไปให้รัฐบาลก่อนหน้าเพียงเพราะเคยมีแนวคิดหรือความพยายามในเรื่องเดียวกัน

เพราะสองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
คนละหลักฐานของความสำเร็จ
คนละช่วงเวลา
คนละรัฐบาล
และคนละขั้นของกระบวนการ

รัฐบาลก่อนหน้าอาจมีประวัติของ ความพยายาม ได้อย่างเต็มที่
แต่เมื่อความพยายามนั้นยังไม่กลายเป็นผลสำเร็จ ก็ไม่ควรนำผลสำเร็จที่เกิดขึ้นภายหลังไปเขียนย้อนหลังว่าเป็นผลงานของรัฐบาลก่อนหน้า

ในทางกลับกัน เมื่อ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่เข้ามาหลังการเลือกตั้งวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 ก่อนการมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องอาศัยเสียข้างมากของรัฐบาล จึงตั้งได้ โดยเฉพาะการชนะเพียงแค่ 2 ที่นั่ง ในปี 2539 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร คนเดียวของพรรคแกนนำรัฐบาล คือ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ไม่ยกมือให้ ในวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2539  สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 จะไม่สามารถกำเนิดขึ้นมาได้เลย

และนี่คือสิ่งที่ประวัติศาสตร์ข้ามไปกล่าวถึงเพียงว่า “สสร. เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ” โดยละเลยความสำคัญเรื่อง ก่อนที่จะมีผู้ร่าง ต้องมีผู้ทำให้ กระบวนการที่ก่อให้เกิด สสร. เกิดขึ้นก่อน

ผู้ร่างรัฐธรรมนูญคือผู้ทำงานในขั้นการร่าง
แต่ผู้ทำให้กระบวนการร่างเกิดขึ้น คือเรื่องอีกขั้นหนึ่งของประวัติศาสตร์ เพราะ การร่างรัฐธรรมนูญเป็นแค่ ปลายทางของกระบวนการ ในระดับปฏิบัติการ
และ  ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ยังดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ในวันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้เมื่อ วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2540 

ปัญหาการบันทึกประวัติความเป็นมา ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 อยู่ที่ การเปลี่ยนสถานะของ “ความพยายาม” ให้กลายเป็น “ผลงานสำเร็จ” โดยไม่มีเหตุผล

นี่แหละคือ ความไม่สมเหตุสมผลของประวัติศาสตร์ความเป็นมาของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540

“การบันทึกประวัติศาสตร์โดยกล่าวเพียงว่า ‘สสร. เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ’ ก็ไม่ต่างจากการนับเฉพาะวัวควายที่เดินอยู่ปลายคันไถ แล้วด้อยค่าเจ้าของไร่นาผู้ตัดสินใจว่าจะไถที่ไหน เมื่อไร และทำให้การไถนาเกิดขึ้นได้อย่างไร”
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่