หลายคนไม่มีอาการ ออกกำลังกายได้ปกติ
แต่มีคราบไขมันในหลอดเลือดหัวใจเยอ กลุ่มนี้ตรวจเดินสายพานปกติ คลื่นหัวใจปกติ แต่เกิดหัวใจวายได้เลย
การทำ CT calcium จะทำให้เราประเมินคราบไขมันในหลอดเลือดได้ รักษาไขมันในระยะยาวได้ดีกว่า และช่วงวางแผนการออกกำลังกายที่เหมาะสม ในคนไข้ผมหลายคน ต้องถือว่า ช่วยตรวจเจอโรคที่ มีโอกาสไปเสียชีวิตจากการแข่งกีฬาได้เลยครับ
10 ข้อนี้ควรรู้ก่อนตรวจครับ
1. CT Calcium Score คืออะไร
เป็น CT หัวใจแบบไม่ฉีดสี เพื่อดู “หินปูน” ที่อยู่ในคราบไขมันของหลอดเลือดหัวใจ
ไม่ได้บอกว่าเส้นเลือดตีบกี่เปอร์เซ็นต์
แต่ช่วยบอกว่าเริ่มมีคราบไขมันสะสมในหลอดเลือดหัวใจแล้วหรือไม่
2. เพิ่ม Awareness ตะหนัก ในการดูแลตัวเอง
คนที่มีไขมันสูง ความดันสูง เบาหวาน สูบบุหรี่ บางคนผลไขมันในเลือดอาจไม่ได้สูงมาก แต่เมื่อพบแคลเซียมในหลอดเลือด ก็แปลว่าเริ่มมีคราบไขมันสะสมจริงแล้ว
ทำให้เราตั้งเป้าลด LDL ปรับพฤติกรรม และวางแผนรักษาได้ชัดขึ้น เร็วขึ้น
3. ช่วยตัดสินใจเรื่องยาลดไขมันได้
เหมาะกับคนที่ยังไม่มีอาการ ยังไม่เคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ แต่ยังลังเลว่าควรเริ่มยาลดไขมันหรือไม่
ถ้าคะแนนสูงขึ้น แพทย์มักจะแนะนำให้ลด LDL อย่างจริงจังมากขึ้น และหลายคนอาจได้ประโยชน์จากยาลดไขมันร่วมกับการปรับพฤติกรรม
4. CAC = 0 ไม่ได้แปลว่าหลอดเลือดสะอาด 100%
การตรวจนี้เห็นเฉพาะคราบไขมันที่เริ่มมีแคลเซียม
จึงอาจยังไม่เห็นคราบไขมันนิ่มในระยะแรกได้
ดังนั้น CAC = 0 ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ ไม่ต้องกินยา หยุดยาเอง หรือปล่อยไขมันสูงไว้โดยไม่ดูแล ต้องดูปัจจัยเสี่ยงอื่นๆร่วมด้วยในการรักษา
ให้มองว่า 0 ยิ่งเป็นจังหวะที่ดีในการเริ่มรักษา หลอดเลือดยังไม่มีคราบไขมัน หรือมีน้อยมาก
5. คะแนนเท่ากัน แต่ความหมายอาจไม่เท่ากัน
CAC 30 ในคนอายุ 45 ปี อาจน่ากังวลกว่าคะแนน 30 ในคนอายุมากกว่า
เพราะอาจสะท้อนว่าคราบไขมันเริ่มเกิดก่อนวัย
จึงต้องดูทั้งคะแนน อายุ เพศ และปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมกัน
6. คะแนนสูง ไม่ได้แปลว่าเส้นเลือดตีบมากเสมอไป
คะแนนบอกปริมาณคราบที่มีแคลเซียม
ไม่ได้บอกว่าเส้นเลือดตีบกี่เปอร์เซ็นต์ หรือจำเป็นต้องทำบอลลูนหรือไม่
- CAC 0: ไม่พบหินปูน
- CAC 1–99: เริ่มพบคราบไขมันเล็กน้อย
- CAC 100–299: มีคราบไขมันมากขึ้น ความเสี่ยงสูงขึ้น
- CAC 300–999: มีคราบไขมันมาก ควรคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างจริงจัง
- CAC ตั้งแต่ 1,000 ขึ้นไป: เป็นกลุ่มความเสี่ยงสูงมาก
7. ไม่ควรตรวจซ้ำเพื่อดูว่ายาคุมไขมันได้ดีหรือไม่
แม้ LDL ลดลงดี คะแนนแคลเซียมก็ยังอาจเพิ่มตามเวลาได้
ยาลดไขมันช่วยให้คราบไขมันมีความเสถียรมากขึ้น ซึ่งบางครั้งสัมพันธ์กับแคลเซียมที่มากขึ้น
จึงไม่ควรดู CAC ซ้ำเพื่อใช้ตัดสินว่ายาได้ผลหรือไม่
สิ่งที่ควรติดตามมากกว่าคือ LDL-C, ApoB, ความดัน น้ำตาล น้ำหนัก และการกินยาอย่างสม่ำเสมอ
8. CAC สูง ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องตรวจเดินสายพานทันที
ถ้าไม่มีอาการ สิ่งสำคัญที่สุดคือคุมไขมัน ความดัน น้ำตาล น้ำหนัก และงดบุหรี่
แต่ถ้ามีเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ สมรรถภาพตก หน้ามืด เป็นลม หรือกำลังจะเริ่มออกกำลังกายหนักและแข่งขันกีฬา อาจต้องประเมินเพิ่มเติมเป็นรายคน
9. รังสีไม่สูงมาก แต่ไม่ควรตรวจทุกคน
การตรวจใช้รังสีค่อนข้างต่ำ เฉลี่ยราว 1 mSv ขึ้นกับเครื่องและรูปร่างของผู้ตรวจ
แต่ไม่ควรตรวจเป็นแพ็กเกจสุขภาพสำหรับทุกคน
ควรเลือกตรวจเมื่อผลตรวจจะช่วยให้เราตัดสินใจดูแลสุขภาพได้ดีขึ้นจริง ๆ
10. ใครเหมาะจะตรวจ
เหมาะกับคนที่ มีไขมันสูง ความดัน สูบบุหรี่ เบาหวาน หรือ เริ่มมีความเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจปานกลาง โดยเฉพาะผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้หญิงอายุ 45 ปีขึ้นไป
แต่คนที่เคยหัวใจวาย ทำบอลลูน หรือผ่าตัดบายพาสแล้ว มักไม่จำเป็นต้องตรวจ CAC เพราะเราทราบอยู่แล้วว่ามีโรคหลอดเลือดหัวใจ และควรดูแลปัจจัยเสี่ยงอย่างเต็มที่อยู่แล้ว
หมอแอร์
หมอหัวใจและการกีฬา
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=37927612043520835&id=100000965417046
10 เรื่องที่ควรรู้ ก่อนตรวจ หัวใจ CT Calcium Score
แต่มีคราบไขมันในหลอดเลือดหัวใจเยอ กลุ่มนี้ตรวจเดินสายพานปกติ คลื่นหัวใจปกติ แต่เกิดหัวใจวายได้เลย
การทำ CT calcium จะทำให้เราประเมินคราบไขมันในหลอดเลือดได้ รักษาไขมันในระยะยาวได้ดีกว่า และช่วงวางแผนการออกกำลังกายที่เหมาะสม ในคนไข้ผมหลายคน ต้องถือว่า ช่วยตรวจเจอโรคที่ มีโอกาสไปเสียชีวิตจากการแข่งกีฬาได้เลยครับ
10 ข้อนี้ควรรู้ก่อนตรวจครับ
1. CT Calcium Score คืออะไร
เป็น CT หัวใจแบบไม่ฉีดสี เพื่อดู “หินปูน” ที่อยู่ในคราบไขมันของหลอดเลือดหัวใจ
ไม่ได้บอกว่าเส้นเลือดตีบกี่เปอร์เซ็นต์
แต่ช่วยบอกว่าเริ่มมีคราบไขมันสะสมในหลอดเลือดหัวใจแล้วหรือไม่
2. เพิ่ม Awareness ตะหนัก ในการดูแลตัวเอง
คนที่มีไขมันสูง ความดันสูง เบาหวาน สูบบุหรี่ บางคนผลไขมันในเลือดอาจไม่ได้สูงมาก แต่เมื่อพบแคลเซียมในหลอดเลือด ก็แปลว่าเริ่มมีคราบไขมันสะสมจริงแล้ว
ทำให้เราตั้งเป้าลด LDL ปรับพฤติกรรม และวางแผนรักษาได้ชัดขึ้น เร็วขึ้น
3. ช่วยตัดสินใจเรื่องยาลดไขมันได้
เหมาะกับคนที่ยังไม่มีอาการ ยังไม่เคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ แต่ยังลังเลว่าควรเริ่มยาลดไขมันหรือไม่
ถ้าคะแนนสูงขึ้น แพทย์มักจะแนะนำให้ลด LDL อย่างจริงจังมากขึ้น และหลายคนอาจได้ประโยชน์จากยาลดไขมันร่วมกับการปรับพฤติกรรม
4. CAC = 0 ไม่ได้แปลว่าหลอดเลือดสะอาด 100%
การตรวจนี้เห็นเฉพาะคราบไขมันที่เริ่มมีแคลเซียม
จึงอาจยังไม่เห็นคราบไขมันนิ่มในระยะแรกได้
ดังนั้น CAC = 0 ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ ไม่ต้องกินยา หยุดยาเอง หรือปล่อยไขมันสูงไว้โดยไม่ดูแล ต้องดูปัจจัยเสี่ยงอื่นๆร่วมด้วยในการรักษา
ให้มองว่า 0 ยิ่งเป็นจังหวะที่ดีในการเริ่มรักษา หลอดเลือดยังไม่มีคราบไขมัน หรือมีน้อยมาก
5. คะแนนเท่ากัน แต่ความหมายอาจไม่เท่ากัน
CAC 30 ในคนอายุ 45 ปี อาจน่ากังวลกว่าคะแนน 30 ในคนอายุมากกว่า
เพราะอาจสะท้อนว่าคราบไขมันเริ่มเกิดก่อนวัย
จึงต้องดูทั้งคะแนน อายุ เพศ และปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมกัน
6. คะแนนสูง ไม่ได้แปลว่าเส้นเลือดตีบมากเสมอไป
คะแนนบอกปริมาณคราบที่มีแคลเซียม
ไม่ได้บอกว่าเส้นเลือดตีบกี่เปอร์เซ็นต์ หรือจำเป็นต้องทำบอลลูนหรือไม่
- CAC 0: ไม่พบหินปูน
- CAC 1–99: เริ่มพบคราบไขมันเล็กน้อย
- CAC 100–299: มีคราบไขมันมากขึ้น ความเสี่ยงสูงขึ้น
- CAC 300–999: มีคราบไขมันมาก ควรคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างจริงจัง
- CAC ตั้งแต่ 1,000 ขึ้นไป: เป็นกลุ่มความเสี่ยงสูงมาก
7. ไม่ควรตรวจซ้ำเพื่อดูว่ายาคุมไขมันได้ดีหรือไม่
แม้ LDL ลดลงดี คะแนนแคลเซียมก็ยังอาจเพิ่มตามเวลาได้
ยาลดไขมันช่วยให้คราบไขมันมีความเสถียรมากขึ้น ซึ่งบางครั้งสัมพันธ์กับแคลเซียมที่มากขึ้น
จึงไม่ควรดู CAC ซ้ำเพื่อใช้ตัดสินว่ายาได้ผลหรือไม่
สิ่งที่ควรติดตามมากกว่าคือ LDL-C, ApoB, ความดัน น้ำตาล น้ำหนัก และการกินยาอย่างสม่ำเสมอ
8. CAC สูง ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องตรวจเดินสายพานทันที
ถ้าไม่มีอาการ สิ่งสำคัญที่สุดคือคุมไขมัน ความดัน น้ำตาล น้ำหนัก และงดบุหรี่
แต่ถ้ามีเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ สมรรถภาพตก หน้ามืด เป็นลม หรือกำลังจะเริ่มออกกำลังกายหนักและแข่งขันกีฬา อาจต้องประเมินเพิ่มเติมเป็นรายคน
9. รังสีไม่สูงมาก แต่ไม่ควรตรวจทุกคน
การตรวจใช้รังสีค่อนข้างต่ำ เฉลี่ยราว 1 mSv ขึ้นกับเครื่องและรูปร่างของผู้ตรวจ
แต่ไม่ควรตรวจเป็นแพ็กเกจสุขภาพสำหรับทุกคน
ควรเลือกตรวจเมื่อผลตรวจจะช่วยให้เราตัดสินใจดูแลสุขภาพได้ดีขึ้นจริง ๆ
10. ใครเหมาะจะตรวจ
เหมาะกับคนที่ มีไขมันสูง ความดัน สูบบุหรี่ เบาหวาน หรือ เริ่มมีความเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจปานกลาง โดยเฉพาะผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้หญิงอายุ 45 ปีขึ้นไป
แต่คนที่เคยหัวใจวาย ทำบอลลูน หรือผ่าตัดบายพาสแล้ว มักไม่จำเป็นต้องตรวจ CAC เพราะเราทราบอยู่แล้วว่ามีโรคหลอดเลือดหัวใจ และควรดูแลปัจจัยเสี่ยงอย่างเต็มที่อยู่แล้ว
หมอแอร์
หมอหัวใจและการกีฬา
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=37927612043520835&id=100000965417046