ธุรกิจฟอกเงินส่งผลกระทบมากกว่าแค่เรื่องรัฐขาดรายได้จากภาษี แต่สร้างความเสียหายลามมาถึง ร้านข้าวมันไก่หน้าปากซอย และร้านค้าสุจริตทั่วไปผ่านกลไกทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมดังนี้
1. สงครามราคาและการทุ่มตลาดที่ไม่ยุตติธรรม
ร้านข้าวมันไก่ทั่วไป: มีต้นทุนจริง (ไก่, น้ำมัน, ค่าเช่า, ค่าแรง) จึงต้องขายจานละ 50–60 บาทเพื่อให้อยู่รอดและได้กำไร
ร้านข้าวมันไก่บังหน้า (ธุรกิจฟอกเงิน): ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อเอา "กำไรจากการขาย" แต่ตั้งขึ้นมาเพื่อเอา "เงินเทา" เข้ามาตกแต่งบัญชีให้กลายเป็น "เงินขาว"
ผลกระทบ: ร้านฟอกเงินสามารถขายข้าวมันไก่จานละ 25–30 บาท หรือใช้วัตถุดิบเกรดพรีเมียมขายในราคาถูกมากๆ ได้โดยไม่กลัวขาดทุน เมื่อลูกค้าหันไปอุดหนุนร้านที่ถูกกว่า ร้านสุจริตหน้าปากซอยก็แข่งขันไม่ได้จนต้องปิดตัวลง
2. แย่งชิงพื้นที่และดันราคาค่าเช่าให้แพงขึ้น (Real Estate Bubble)
กลุ่มทุนสีเทามักนำเงินก้อนใหญ่มาป้านซื้อหรือเช่าที่ดิน/อาคารพานิชย์ในราคาสูงเกินจริง เพื่อเปิดกิจการบังหน้า
เจ้าของพื้นที่เห็นว่ามีคนยอมจ่ายแพง จึงปรับขึ้นราคาค่าเช่าในบริเวณนั้นทั้งหมด
ร้านข้าวมันไก่เจ้าเดิมที่เคยเช่าพื้นที่อยู่ อาจสู้ราคาค่าเช่าใหม่ไม่ไหวจนถูกกดดันให้ย้ายออก
3. บิดเบือนโครงสร้างราคาวัตถุดิบ
หากเครือข่ายฟอกเงินขยายตัวไปเปิดร้านอาหารจำนวนมาก พวกเขาสามารถทุ่มเงินซื้อวัตถุดิบ (ข้าวสาร, ไก่, น้ำมันพืช) กว้านซื้อล่วงหน้าแบบยกกล่องหรือสั่งตรงจากฟาร์มในปริมาณมหาศาล
ส่งผลให้เกิดภาวะวัตถุดิบขาดตลาดในพื้นที่
ร้านค้าเล็กๆ หน้าปากซอยต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบที่แพงขึ้นตามกลไกตลาด
ภาพรวมความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ
📌ความน่ากลัวที่สุดคือ เศรษฐกิจเทียม (Artificial Economy) เพราะร้านค้าฟอกเงินเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากอุปสงค์ (ความต้องการกินจริง) ของคนในพื้นที่ เมื่อใดก็ตามที่เงินเทาหยุดไหลเข้า หรือถูกตำรวจกวาดล้าง ร้านเหล่านี้จะปิดตัวลงทันที ทิ้งไว้เพียงตึกร้าง ความซบเซา และร้านค้าสุจริตเดิมที่ถูกบีบให้ออกไปก่อนหน้านี้แล้ว
CR page Youtube เพื่อนเล่าการเงิน
ธุรกิจฟอกเงินส่งผลกระทบมากกว่าแค่เรื่องรัฐขาดรายได้จากภาษี แต่สร้างความเสียหายลามมาถึง ร้านข้าวมันไก่หน้าปากซอย
1. สงครามราคาและการทุ่มตลาดที่ไม่ยุตติธรรม
ร้านข้าวมันไก่ทั่วไป: มีต้นทุนจริง (ไก่, น้ำมัน, ค่าเช่า, ค่าแรง) จึงต้องขายจานละ 50–60 บาทเพื่อให้อยู่รอดและได้กำไร
ร้านข้าวมันไก่บังหน้า (ธุรกิจฟอกเงิน): ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อเอา "กำไรจากการขาย" แต่ตั้งขึ้นมาเพื่อเอา "เงินเทา" เข้ามาตกแต่งบัญชีให้กลายเป็น "เงินขาว"
ผลกระทบ: ร้านฟอกเงินสามารถขายข้าวมันไก่จานละ 25–30 บาท หรือใช้วัตถุดิบเกรดพรีเมียมขายในราคาถูกมากๆ ได้โดยไม่กลัวขาดทุน เมื่อลูกค้าหันไปอุดหนุนร้านที่ถูกกว่า ร้านสุจริตหน้าปากซอยก็แข่งขันไม่ได้จนต้องปิดตัวลง
2. แย่งชิงพื้นที่และดันราคาค่าเช่าให้แพงขึ้น (Real Estate Bubble)
กลุ่มทุนสีเทามักนำเงินก้อนใหญ่มาป้านซื้อหรือเช่าที่ดิน/อาคารพานิชย์ในราคาสูงเกินจริง เพื่อเปิดกิจการบังหน้า
เจ้าของพื้นที่เห็นว่ามีคนยอมจ่ายแพง จึงปรับขึ้นราคาค่าเช่าในบริเวณนั้นทั้งหมด
ร้านข้าวมันไก่เจ้าเดิมที่เคยเช่าพื้นที่อยู่ อาจสู้ราคาค่าเช่าใหม่ไม่ไหวจนถูกกดดันให้ย้ายออก
3. บิดเบือนโครงสร้างราคาวัตถุดิบ
หากเครือข่ายฟอกเงินขยายตัวไปเปิดร้านอาหารจำนวนมาก พวกเขาสามารถทุ่มเงินซื้อวัตถุดิบ (ข้าวสาร, ไก่, น้ำมันพืช) กว้านซื้อล่วงหน้าแบบยกกล่องหรือสั่งตรงจากฟาร์มในปริมาณมหาศาล
ส่งผลให้เกิดภาวะวัตถุดิบขาดตลาดในพื้นที่
ร้านค้าเล็กๆ หน้าปากซอยต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบที่แพงขึ้นตามกลไกตลาด
ภาพรวมความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ
📌ความน่ากลัวที่สุดคือ เศรษฐกิจเทียม (Artificial Economy) เพราะร้านค้าฟอกเงินเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากอุปสงค์ (ความต้องการกินจริง) ของคนในพื้นที่ เมื่อใดก็ตามที่เงินเทาหยุดไหลเข้า หรือถูกตำรวจกวาดล้าง ร้านเหล่านี้จะปิดตัวลงทันที ทิ้งไว้เพียงตึกร้าง ความซบเซา และร้านค้าสุจริตเดิมที่ถูกบีบให้ออกไปก่อนหน้านี้แล้ว
CR page Youtube เพื่อนเล่าการเงิน