นัดแพ้สิงคโปร์บอกอะไรกับเรา และอาการหนักแค่ไหน

1. แพ้สิงคโปร์คาบ้าน สิ่งที่ผมเห็นจากการไปดูที่สนามมากยิ่งกว่าแค่หมดแรงครับ มันมีปัญหามากกว่าแค่นักเตะไม่วิ่ง ปัญหาหลักของเกมนี้คือ “แทคติกไม่ทำงาน”

2. แน่นอนครับ ปัญหานี้เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของโค้ชและทีมงาน แทคติกที่วางมาคือ เน้นแน่นอน เอาชัวร์ จากนั้นตัดบอล สวนกลับ ซึ่ง… ก็ทำได้อยู่ 2-3 ครั้งในครึ่งหลัง ส่วนครึ่งแรกตายสนิทเลย สิงคโปร์แก้เกมมาเด็ดขาด

3. ทำไมเขาถึงแก้เกมได้? เพราะเล่นแบบนี้มาเป็นนัดที่ 5 ครับ และสิงคโปร์มีแรงและฝีเท้าพอจะแก้ด้วย กล่าวคือ สิงคโปร์ counterpress ทันทีที่ไทยแย่งบอลได้ ทั้งวิ่งไล่เป็นจังหวะๆ และบังทางหรือทำลายช่องทางที่ไทยจะเอาบอลออกมาโต้ ผลคือครึ่งแรกตายสนิทเลย

4. และทำไมครึ่งแรกตายสนิท? เพราะฝั่งไทยพอโดนปิดช่องทางจ่ายบอลตอบโต้ตามสูตรที่วางมา อีกทางเลือกคือใช้ความสามารถเฉพาะตัวตะลุยออกมาเอง แต่ 11 ตัวแรก ไทยไม่ได้ส่งคนที่จะเลี้ยงลุยลงมา วรชิต พิชา เสกสรรค์ ไม่ใช่คนที่จะเลี้ยงลุยอยู่แล้ว จนต้องแก้เกมส่งคคนะลงมาเพื่อเป็นตัวลากพาบอล และส่งชัยพลลงมาเป็นมดงานเพิ่มพลังงานตรงกลาง เกมก็ดีขึ้นบ้าง ได้โอกาสตอบโต้บ้างจนได้จุดโทษมา

5. ทำไมเกมค่อนข้างเละ และแนวรับรั่ว? เพราะการออกบอลตอบโต้เพื่อลดแรงกดดันทำได้น้อยเกินไป และกองกลาง สารัช พิชา วรชิต รวมถึงเสกสรรค์ ชัยพล ไม่มีทั้งความแกร่งที่จะบดบี้และพลังขาที่จะวิ่งไล่กลางสิงคโปร์อย่างดุเดือด ทำให้กลางไม่สามารถเป็นด่านแรกให้กองหลังได้

6. ถามว่าทำไมสิงคโปร์มีแรงวิ่ง? สิงคโปร์เริ่มเก็บตัวตั้งแต่ 23 มิ.ย. แล้วพา 24 คนไป Okinawa ระหว่าง 6-17 ก.ค. รวม 12 วัน ก่อน AFF เปิด 24 ก.ค. อุ่นเครื่อง 3 นัดที่ญี่ปุ่นกับ FC Ryukyu (J3), Okinawa SV และ Albirex Niigata (J2) ฉะนั้น สิงคโปร์ match fitness สูงกว่าไทยอย่างมาก ไทยเก็บตัวก่อนแข่งแค่ 10 วันเท่านั้น แต่หน้าที่โค้ชก็คือออกแบบแผนให้คนที่มันมีแรงเท่านี้เล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อคืน Hudson ให้สัมภาษณ์ว่านักเตะเล่นตามแผนไม่ได้ เพราะความล้า แสดงว่า แผนมันยังไม่ได้สัมพันธ์กับแรงที่นักฟุตบอลมีเท่าไหร่ นี่คือจุดที่โค้ชไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ก่อนที่จะเจอเวียดนาม ไม่เช่นนั้น ลำบากแน่ครับ

7. ส่วนกองหลังโค้ชพยายามส่งคนจากแค่ 2 สโมสรมาเพื่อลดความไม่เข้าใจกัน (วันชัย เบียร์ห จาก BU ถึงเบียร์หจะย้ายออกแล้ว - พรรษา นฤบดินทร์จากบุรีรัมย์) แต่สุดท้ายก็เอาไม่อยู่ แถมแบ็กสองข้างยังช่วยให้บอลออกจากแดนหลังไม่ได้อีก เพราะเคมีไม่เข้ากับตัวริมเส้นด้านบน

8. ทำไมโค้ชแก้เกมไม่ได้? แก้ได้พอประมาณ ถ้าแก้ไม่ได้เลยน่าจะยุบและโดนลากไปต่อเวลา ตกรอบคาบ้านไปแล้ว แก้มากกว่านี้ให้กลับมาเหนือกว่าคู่แข่งไม่ได้เหรอ? ไม่ได้ครับ ยากมาก เพราะ squad ที่เรียกมา 25 คนนี้มีปัญหาเชิงโครงสร้าง คือ “ไม่มีปีกที่พอเชื่อถือได้” เลยแม้แต่คนเดียว ที่อนาถมากคือ ปีกมีคนเดียวคือชวัลวิทย์ ที่เล่นอยู่ใน T3 แน่นอนครับ ทั้งเราและโค้ช ถึงจะเชื่อใจเขา แต่ถ้าเราเป็นโค้ชก็ไม่อยากจะเสี่ยงส่งลงมาในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ก็กลายเป็นว่าสร้างทางออกเพิ่มจากสูตรที่ถูกสิงคโปร์แกด้วยยการให้ปีกลากกินแดนไม่ได้

9. ถามว่าโค้ชห่วย โค้ชกากหรือไม่ แน่นอนโค้ชเป็นคนเลือก squad แต่เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับโค้ชด้วยว่าเขาไม่ได้เลือกใครก็ได้มา เขาเลือกได้แค่คนที่สโมสรยอมให้มา และการแก้เกมจาก squad ที่มีปัญหาระดับโครงสร้าง เป็นงานยากระดับเข็นครกขึ้นภูเขา squad แบบนี้ยังไงก็เล่นบอลสวยงามไม่ได้ ที่ต้องเล่นแบบน่าเบื่อๆ มันก็เพื่อให้ squad ชุดนี้ผลิตผลลัพธ์ที่ดีที่สุด “เท่าที่จะเป็นไปได้” ซึ่งเราคงพูดไม่ได้ว่าโค้ชห่วย ทำอะไรไม่เป็น เพราะสุดท้ายก็ลากก็เข็นจนชิงได้

10. แต่นัดชิงนี่ ผมก็คิดว่าวิกฤติ เพราะสูตรพื้นฐานที่ทำให้ทำให้ทีมชุดนี้เล่นแล้วได้ผลการแข่งขันที่ดีที่สุด ได้ถูกคู่แข่งแก้ทางได้แล้ว ปัญหาคือเราไม่สามารถสร้างระบบใหม่ขึ้นมาได้ภายในสามวัน มันเป็นไปไม่ได้ที่ทีมจะลงตัวในระบบใหม่ด้วยเวลาเพียงเท่านี้ นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาอีกชั้นคือแรงไม่ได้มีเยอะพอที่จะทำให้ทำให้โค้ชสั่งให้แผนอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นแผนใดก็ตาม ก็ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องความฟิตและแรง เวียดนามมีทั้งแรงที่ดีกว่าเพราะเค้าเก็บตัวอย่างยาวนานอุ่นเครื่อง และยังมีผู้เล่นที่คุณภาพตัวต่อตัวบางคนสูงกว่าไทยอย่างชัดเจน เป็นงานยากของ Hudson ที่จะต้องแก้โจทย์สุดโหดนี้

11. Hudson ถึงเป้า ถึง KPI? ถึงแบบไม่ต้องลุ้นครับ ไม่มีทางถูกไล่ออกยกเว้นโดนเวียดนามถล่มหาทางกลับบ้านไม่ถูก ทำไมถึงบอกว่า Hudson ถึงเป้า? เพราะถ้าดูจากของทีมชาติไทย ทางสมาคมดูไม่ได้วางเป้าหมายไว้ว่าถ้าไม่ได้ถ้วยอาเซียน เป็นเรื่องคอขาดบาดตายอยู่ไม่ได้ ถ้ามองว่าถ้วยอาเซียนสำคัญและเป็นเป้าหมายที่ต้องเอาให้ได้ การเตรียมทีมแบบนี้มันย้อนแย้งกับเป้าหมายซึ่งผมคิดว่าในฐานะองค์กรเขาไม่น่าจะวางเป้าแบบนี้ และพูดตามตรงถึงแพ้สิงคโปร์ตกรอบรอง ผมก็ยังไม่คิดว่าสมาคมจะโค้ชด้วยซ้ำ

12. แต่ Hudson ก็ควรได้เครดิตที่พาเราลากกันมาจนเข้าชิงได้นะครับ ถ้าสุดท้ายไปไม่ถึงฝั่งฝัน มันก็ไม่ได้หมายความผลงานทั้งหมดที่เค้าทำมาตลอดมัวร์นาเมนต์จะถูกลบให้หายไป แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าการลากให้เรามาเข้าชิงจะทำให้โค้ชอยู่ในสถานะที่แตะต้องไม่ได้ โค้ชได้เครดิตจริง แต่ก็มีหลายคำถามที่ควรจะต้องเตรียมตอบฝ่ายเทคนิคใน technical review หลังจบทัวร์นาเมนต์ และถึงจะได้แชมป์ Hudson ก็ควรจะต้องเตรีคำชำชี้แจงและแผนงานว่าต่อๆ ไป จะเล่นยังไง? ถ้าจะเล่นบอลเน้นผลปลอดภัย แผนงานคืออะไร? จะพัฒนามันยังไง? และที่สำคัญ ถ้าต้องผลิตประตูเอาเอง ไม่ใช่แค่รอคู่แข่งพลาดจะทำยังไง

สรุป
ทีมทีมชุดนี้ที่เรียกมามีปัญหาเชิงโครงสร้างทำให้การแก้เกมยากมาก และคู่แข่งทั้งสิงคโปร์ทั้งเวียดนาม เตรียมทีมมาอย่างเข้มข้นทำให้ทีมของเขามีความพร้อมที่จะแข่งในทัวร์นาเมนต์นี้มากกว่าไทยชัดเจน โค้ช Hudson สมควรได้รับเครดิตในการลากทีมชุดนี้เข้าชิง แต่ในขณะเดียวกัน ฝ่ายเทคนิคและโค้ชเองก็มีงานหนักที่ต้องทำในการปรับปรุงแผนงานในอนาคตต่อไป ผลงานนี้ทำให้ได้ไปต่อ แต่ผลงานนี้ไม่ได้ทำให้ได้สถานะที่แตะต้องไม่ได้
แก้ไขข้อความเมื่อ
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 2
ส่วนฮัดสัน KPI คืออะไรครับ ในเมื่ Performance Index ที่วัดค่าเป้นตัวเลขล้วนๆ ไม่ติดฝุ่นอิชิอิเลย แค่ทำได้ดีกว่ามาโน่เท่านั้น

ยุค ฮัดสัน
FIFA Ranking ณ เวลาแข่ง
สิงคโปร์ = 155
ศรีลังกา = 193
เติร์กเมนิสถาน = 137
คูเวต = 134
จีน = 94
ลาว = 185
มาเลเซีย = 136
ฟิลิปปินส์ = 135
พม่า =158
สิงคโปร์ = 148
สิงคโปร์ = 148
Ranking เฉลี่ยของคู่แข่ง = 147
ได้คะแนน FIFA Ranking เพิ่มมา 19.58 คะแนน จาก 11 นัด หรือเฉลี่ย 1.8 คะแนนต่อนัด
คิดเป็น Performance Success Index = 99.91
 
ยุค อิชิอิ
FIFA Ranking ณ เวลาแข่ง
ญี่ปุ่น = 17
คีร์กิซสถาน = 98
โอมาน = 74
ซาอุดิอาระเบีย = 56
อุซเบกิซสถาน = 68
เกาหลีใต้ = 22
เกาหลีใต้ = 22
จีน = 88
สิงคโปร์ = 155
เวียดนาม = 115
ฟิลิปปินส์ = 148
ซีเรีย = 92
เลบานอน = 115
ลาว = 187
ติมอร์ = 196
มาเลเซีย = 132
สิงคโปร์ = 161
กัมพูชา = 180
ฟิลิปปินส์ = 150
ฟิลิปปินส์ =150
เวียดนาม = 114
เวียดนาม = 114
อัฟกานิสถาน = 156
ศรีลังกา = 200
อินเดีย = 127
เติร์กเมนิสถาน = 142
ฟิจิ = 150
อิรัก = 58
ไต้หวัน = 173
ไต้หวัน = 173
Ranking เฉลี่ยของคู่แข่ง = 121
ได้คะแนน FIFA Ranking เพิ่มมา 58.61 คะแนน จาก 30 นัด หรือเฉลี่ย 1.9 คะแนนต่อนัด
คิดเป็น Performance Success Index = 124.78
 
ยุค มาโน่
FIFA Ranking ณ เวลาแข่ง
ติมอร์ = 194
พม่า = 148
ฟิลิปปินส์ = 126
สิงคโปร์ = 160
เวียดนาม = 98
เวียดนาม = 98
อินโดนีเซีย = 164
อินโดนีเซีย = 164
เนปาล = 167
ซูรินาม = 140
บาห์เรน = 89
มัลดีฟส์ = 156
ศรีลังกา = 205
อุซเบกิสถาน = 83
มาเลเซีย = 148
ตรินิแดด = 101
พม่า = 158
ไต้หวัน = 157
บรูไน = 190
ฟิลิปปินส์ = 134
อินโดนีเซีย = 151
กัมพูชา = 177
มาเลเซีย = 145
มาเลเซีย =145
เวียดนาม = 96
เวียดนาม = 96
ซีเรีย = 90
UAE = 70
ไต้หวัน = 156
ฮ่องกง = 147
เลบานอน = 100
อิรัก = 70
จอร์เจีย = 79
เอสโตเนีย = 115
จีน = 79
สิงคโปร์ = 155
Ranking เฉลี่ยของคู่แข่ง = 132
ได้คะแนน FIFA Ranking เพิ่มมา 28.12 คะแนน จาก 36 นัด หรือเฉลี่ย 0.8 คะแนนต่อนัด
คิดเป็น Performance Success Index = 49.26
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่