นี่คือหนึ่งในดาว (ไม่ใช่ดาวเคราะห์) ที่โดดเดี่ยวที่สุดในระบบสุริยะ และล่าสุด ทีมนักวิจัยพบว่า ชั้นบรรยากาศของ "ดาวพลูโต" กำลังหายไป ดาวกำลังถอยห่างจากดวงอาทิตย์ขึ้นเรื่อยๆ ความมืดและความหนาวเหน็บขั้นสุด กำลังเปลี่ยนก๊าซให้กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งแนบลงกับผิวดาว…
.
ณ สุดขอบของระบบสุริยะ ดาวพลูโต (Pluto) กำลังเคลื่อนตัวไปตามวงโคจรที่มีความรีและเอียงมาก ซึ่งความรีของวงโคจรนี่เองที่ทำให้ระยะห่างระหว่างตัวมันกับดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล
นับตั้งแต่จุดที่ดาวพลูโตเคยโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดเมื่อปี 1989 ดาวเคราะห์แคระดวงนี้ก็กำลังค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยห่างจากดวงอาทิตย์ออกไปสู่ความมืดมิดเรื่อยๆ ในรอบวงโคจรหนึ่งรอบที่ยาวนานถึง 248 ปี! (นานเสียจนนับตั้งแต่ที่มนุษย์ค้นพบดาวดวงนี้ มันก็ยังโคจรไม่ครบหนึ่งรอบเลยด้วยซ้ำ)
เมื่อระยะห่างยิ่งเพิ่มมากขึ้น พลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ก็ยิ่งส่งไปถึงน้อยลง ส่งผลให้อุณหภูมิพื้นผิวของดาวพลูโตที่ปกติก็หนาวเย็นจัดถึง -230 องศาเซลเซียสอยู่แล้ว ยิ่งลดต่ำดิ่งลงไปอีก
.
ด้วยระยะทางที่ไกลแสนไกล นักดาราศาสตร์จึงต้องเฝ้าติดตามความเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศผ่านเทคนิคที่เรียกว่า การบังดาวฤกษ์ (Stellar Occultation)
หรือก็คือสภาพที่เมื่อดาวพลูโตเคลื่อนที่ไปบังแสงดาวฤกษ์ดวงอื่นที่อยู่ไกลออกไปด้านหลัง โดยแสงจะค่อยๆ หรี่สว่างน้อยลงอย่างช้าๆ เพราะแสงต้องส่องทะลุผ่านชั้นบรรยากาศของดาวพลูโตก่อน
นักวิทยาศาสตร์จึงอาศัยจังหวะที่แสงหรี่ลงนี้ มาใช้วิเคราะห์ความหนาแน่นและคุณสมบัติของชั้นก๊าซบางๆ ที่ห่อหุ้มดวงดาวอยู่
.
ถ้าย้อนกลับไปตอนที่ ยานนิวฮอไรซันส์ (New Horizons) บินโฉบผ่านดาวพลูโตเพื่อเก็บข้อมูลแบบใกล้ชิดเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2015 ข้อมูลในตอนนั้นระบุว่า ชั้นบรรยากาศของดาวพลูโตซึ่งมีก๊าซไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบหลัก มีความดันที่เบาบางมากๆ อยู่ที่ประมาณ 10 ไมโครบาร์เท่านั้น ซึ่งถือว่าบางเบากว่าความดันบรรยากาศบนโลกของเราหลายล้านเท่า
.
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2015 ลากยาวมาจนถึงช่วงกลางปี 2021 ข้อมูลความดันในชั้นบรรยากาศของดาวพลูโตยังคงดูเสถียรและแทบไม่เปลี่ยนระดับเลย
ทว่าเมื่อนักวิทยาศาสตร์นำข้อมูลชุดใหม่ที่ได้จากการตามเก็บสถิติปรากฏการณ์บังดาวฤกษ์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2017 ไปจนถึงปี 2023 มาวิเคราะห์รวมกัน กลับเริ่มเห็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง
.
ข้อมูลบ่งชี้ว่า ปัจจุบันดาวพลูโตกำลังเข้าสู่ช่วงรอยต่อที่สำคัญทางสภาพภูมิอากาศ โดยมีหลักฐานชี้ชัดแล้วว่าชั้นบรรยากาศของมันไม่ได้อยู่ในจุดที่คงที่อีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของการ "ยุบตัว" ลงอย่างเป็นทางการ
.
ความจริงที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบในตอนท้ายที่สุดก็คือ ในช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างกลางปี 2021 จนถึงการสังเกตการณ์ล่าสุดในปี 2023 ความดันบรรยากาศของดาวพลูโตได้ลดฮวบลงไปถึง 16 เปอร์เซ็นต์
.
สาเหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะ ความหนาวเหน็บที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากการถอยห่างจากดวงอาทิตย์ กำลังทำให้ก๊าซไนโตรเจนในชั้นบรรยากาศเริ่มสูญเสียความร้อนไปเรื่อยๆ มันจึงค่อยๆ ควบแน่นและแข็งตัวตกลงมากลายเป็นน้ำค้างแข็ง เกาะทับถมอยู่บนพื้นผิวอันแห้งแล้งของดาวพลูโต
ในขณะเดียวกัน อนุภาคของหมอกควันที่ลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศก็เริ่มจมตัวลงสู่ระดับความสูงที่ต่ำกว่าเดิมตามความดันที่ลดต่ำลง
.
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศของดาวพลูโตจะไม่ได้สูญสลายหรือถูกแช่แข็งจนหมดเกลี้ยงก่อนที่มันจะเดินทางไปถึง จุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุด (Aphelion) ในช่วงปี 2114 นี้
.
และเมื่อดาวพลูโตเคลื่อนที่ผ่านพ้นจุดที่หนาวเหน็บที่สุดนั้นไป มันก็จะเริ่มโคจรวกกลับเข้าหาดวงอาทิตย์อีกครั้ง พลังงานความร้อนเพียงน้อยนิดที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น จะไปทำให้ก๊าซไนโตรเจนที่อยู่ในรูปของน้ำค้างแข็งบนพื้นผิว เกิดการระเหิดกลายเป็นก๊าซหวนคืนสู่เบื้องบน และทำให้ชั้นบรรยากาศของดาวพลูโตกลับมาหนาแน่นได้อีกครั้งในอนาคตอันไกลโพ้น
นับเป็นวัฏจักรฤดูกาลที่ยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในระบบสุริยะของเราเลยทีเดียว
.
[แหล่งอ้างอิง]
[1] Cooper, K. "Pluto's atmosphere is collapsing as it drifts away from the sun into a deep freeze." Space. com, 2026.
[2] Sickafoose, A. A., et al. "Changes in Pluto’s Atmosphere Based on Stellar Occultation Data from 2017 to 2023." The Planetary Science Journal, 2026. DOI: 10.3847/PSJ/ae6cdd
#ดาราศาสตร์ #อวกาศ #ดาวพลูโต #วิทยาศาสตร์ #ระบบสุริยะ #ความรู้รอบตัว #จักรวาล #เรื่องเล่าอวกาศ #Pluto #สาระน่ารู้
https://www.facebook.com/share/p/1HYvvi4dUe/
✨ นักวิจัยพบว่า ชั้นบรรยากาศของ "ดาวพลูโต" กำลังหายไป
.
ณ สุดขอบของระบบสุริยะ ดาวพลูโต (Pluto) กำลังเคลื่อนตัวไปตามวงโคจรที่มีความรีและเอียงมาก ซึ่งความรีของวงโคจรนี่เองที่ทำให้ระยะห่างระหว่างตัวมันกับดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล
นับตั้งแต่จุดที่ดาวพลูโตเคยโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดเมื่อปี 1989 ดาวเคราะห์แคระดวงนี้ก็กำลังค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยห่างจากดวงอาทิตย์ออกไปสู่ความมืดมิดเรื่อยๆ ในรอบวงโคจรหนึ่งรอบที่ยาวนานถึง 248 ปี! (นานเสียจนนับตั้งแต่ที่มนุษย์ค้นพบดาวดวงนี้ มันก็ยังโคจรไม่ครบหนึ่งรอบเลยด้วยซ้ำ)
เมื่อระยะห่างยิ่งเพิ่มมากขึ้น พลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ก็ยิ่งส่งไปถึงน้อยลง ส่งผลให้อุณหภูมิพื้นผิวของดาวพลูโตที่ปกติก็หนาวเย็นจัดถึง -230 องศาเซลเซียสอยู่แล้ว ยิ่งลดต่ำดิ่งลงไปอีก
.
ด้วยระยะทางที่ไกลแสนไกล นักดาราศาสตร์จึงต้องเฝ้าติดตามความเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศผ่านเทคนิคที่เรียกว่า การบังดาวฤกษ์ (Stellar Occultation)
หรือก็คือสภาพที่เมื่อดาวพลูโตเคลื่อนที่ไปบังแสงดาวฤกษ์ดวงอื่นที่อยู่ไกลออกไปด้านหลัง โดยแสงจะค่อยๆ หรี่สว่างน้อยลงอย่างช้าๆ เพราะแสงต้องส่องทะลุผ่านชั้นบรรยากาศของดาวพลูโตก่อน
นักวิทยาศาสตร์จึงอาศัยจังหวะที่แสงหรี่ลงนี้ มาใช้วิเคราะห์ความหนาแน่นและคุณสมบัติของชั้นก๊าซบางๆ ที่ห่อหุ้มดวงดาวอยู่
.
ถ้าย้อนกลับไปตอนที่ ยานนิวฮอไรซันส์ (New Horizons) บินโฉบผ่านดาวพลูโตเพื่อเก็บข้อมูลแบบใกล้ชิดเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2015 ข้อมูลในตอนนั้นระบุว่า ชั้นบรรยากาศของดาวพลูโตซึ่งมีก๊าซไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบหลัก มีความดันที่เบาบางมากๆ อยู่ที่ประมาณ 10 ไมโครบาร์เท่านั้น ซึ่งถือว่าบางเบากว่าความดันบรรยากาศบนโลกของเราหลายล้านเท่า
.
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2015 ลากยาวมาจนถึงช่วงกลางปี 2021 ข้อมูลความดันในชั้นบรรยากาศของดาวพลูโตยังคงดูเสถียรและแทบไม่เปลี่ยนระดับเลย
ทว่าเมื่อนักวิทยาศาสตร์นำข้อมูลชุดใหม่ที่ได้จากการตามเก็บสถิติปรากฏการณ์บังดาวฤกษ์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2017 ไปจนถึงปี 2023 มาวิเคราะห์รวมกัน กลับเริ่มเห็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง
.
ข้อมูลบ่งชี้ว่า ปัจจุบันดาวพลูโตกำลังเข้าสู่ช่วงรอยต่อที่สำคัญทางสภาพภูมิอากาศ โดยมีหลักฐานชี้ชัดแล้วว่าชั้นบรรยากาศของมันไม่ได้อยู่ในจุดที่คงที่อีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของการ "ยุบตัว" ลงอย่างเป็นทางการ
.
ความจริงที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบในตอนท้ายที่สุดก็คือ ในช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างกลางปี 2021 จนถึงการสังเกตการณ์ล่าสุดในปี 2023 ความดันบรรยากาศของดาวพลูโตได้ลดฮวบลงไปถึง 16 เปอร์เซ็นต์
.
สาเหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะ ความหนาวเหน็บที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากการถอยห่างจากดวงอาทิตย์ กำลังทำให้ก๊าซไนโตรเจนในชั้นบรรยากาศเริ่มสูญเสียความร้อนไปเรื่อยๆ มันจึงค่อยๆ ควบแน่นและแข็งตัวตกลงมากลายเป็นน้ำค้างแข็ง เกาะทับถมอยู่บนพื้นผิวอันแห้งแล้งของดาวพลูโต
ในขณะเดียวกัน อนุภาคของหมอกควันที่ลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศก็เริ่มจมตัวลงสู่ระดับความสูงที่ต่ำกว่าเดิมตามความดันที่ลดต่ำลง
.
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศของดาวพลูโตจะไม่ได้สูญสลายหรือถูกแช่แข็งจนหมดเกลี้ยงก่อนที่มันจะเดินทางไปถึง จุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุด (Aphelion) ในช่วงปี 2114 นี้
.
และเมื่อดาวพลูโตเคลื่อนที่ผ่านพ้นจุดที่หนาวเหน็บที่สุดนั้นไป มันก็จะเริ่มโคจรวกกลับเข้าหาดวงอาทิตย์อีกครั้ง พลังงานความร้อนเพียงน้อยนิดที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น จะไปทำให้ก๊าซไนโตรเจนที่อยู่ในรูปของน้ำค้างแข็งบนพื้นผิว เกิดการระเหิดกลายเป็นก๊าซหวนคืนสู่เบื้องบน และทำให้ชั้นบรรยากาศของดาวพลูโตกลับมาหนาแน่นได้อีกครั้งในอนาคตอันไกลโพ้น
นับเป็นวัฏจักรฤดูกาลที่ยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในระบบสุริยะของเราเลยทีเดียว
.
[แหล่งอ้างอิง]
[1] Cooper, K. "Pluto's atmosphere is collapsing as it drifts away from the sun into a deep freeze." Space. com, 2026.
[2] Sickafoose, A. A., et al. "Changes in Pluto’s Atmosphere Based on Stellar Occultation Data from 2017 to 2023." The Planetary Science Journal, 2026. DOI: 10.3847/PSJ/ae6cdd
#ดาราศาสตร์ #อวกาศ #ดาวพลูโต #วิทยาศาสตร์ #ระบบสุริยะ #ความรู้รอบตัว #จักรวาล #เรื่องเล่าอวกาศ #Pluto #สาระน่ารู้
https://www.facebook.com/share/p/1HYvvi4dUe/