ทำไมกองทัพทหารไทยไม่ช่วยคุณวีระ ที่เขมรบุกเข้ามาจับตัวที่ชายแดนเมื่อครั้งนู้น ทำไมกองทัพไทยถึงดูหงอกับเขมรจัง

กระทู้คำถาม
คือหลายคนละผมสงสัยมากทำไมตอนนู้นรัฐบาลไทย กองทัพไม่ส่งทหารไปช่วยคุณวีระโดนจับ ที่ตรงชายแดนไทย และดูเหมือนคุณวีระยังอยู่ในเขตไทยด้วย โดนเฉพาะช่วงนั้นรัฐบาลไทยชัดมากว่าหงอให้เขมร คือดูเหมือนเขมรอยู่เหนือไทย คือผมมองว่าทางฝั่งไทยควรขึงขัง เพื่อกดดันให้เขมรกลัวไทยบ้าง ไม่ใช่หงอให้เขาฝ่ายเดียว ผมถามเอไอได้คำตอบตามนี้ครับ

เหตุการณ์ควบคุมตัว นายวีระ สมความคิด และคณะรวม 7 คน โดยทหารกัมพูชาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553 บริเวณบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว นำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมไทยเกี่ยวกับอธิปไตยและการปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพ [
เมื่อวิเคราะห์ตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ กฎหมายระหว่างประเทศ และบริบทความมั่นคงในขณะนั้น เหตุผลที่รัฐบาลไทยและกองทัพบกภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก หรือ ผบ.ทบ. ในขณะนั้น) ไม่สามารถส่งทหารบุกเข้าไปชิงตัวหรือใช้กำลังเข้าช่วยเหลือกะทันหันได้ มีมิติดังนี้:

1. ความซับซ้อนของเส้นเขตแดน (พื้นที่ทับซ้อนและไม่มีความชัดเจน)
จุดที่เกิดเหตุคือพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน: แม้ฝ่ายนายวีระและคนไทยจะมั่นใจว่ายืนอยู่บนผืนแผ่นดินไทยตามระบบแผนที่ของไทย แต่พื้นที่ บ้านหนองจาน ในขณะนั้นเป็นพื้นที่ชายแดนที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดนอย่างเป็นทางการ (ไม่มีหลักเขตแดนที่ชัดเจนยอมรับร่วมกันทั้งสองฝ่าย) [
ต่างฝ่ายต่างถือแผนที่คนละฉบับ: กัมพูชาใช้แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 (ตามระเบียบฝรั่งเศส) ขณะที่ไทยยึดตามแนวเขตแดนมาตราส่วน 1:50,000 ทำให้ในมุมมองของกฎหมายระหว่างประเทศและการปฏิบัติทางทหาร พื้นที่ดังกล่าวถูกจัดว่าเป็น "พื้นที่ทับซ้อน" กัมพูชาจึงอ้างสิทธิ์ว่านายวีระและคณะรุกล้ำเข้ามาในดินแดนของตน

2. ความเสี่ยงต่อการเกิด "สงครามเต็มรูปแบบ"
บริบทชายแดนกำลังตึงเครียดสูง: ในปี 2553-2554 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาอยู่ในจุดที่ย่ำแย่และเปราะบางที่สุด มีการปะทะด้วยอาวุธหนักบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่ชายแดนอื่น ๆ อยู่เป็นระยะ
การส่งทหารข้ามแดนคือ "การเปิดฉากสงคราม": หาก พล.อ. ประยุทธ์ หรือรัฐบาลไทยสั่งการให้ส่งกองกำลังทหารติดอาวุธบุกเข้าไปในพื้นที่ปฏิบัติการของทหารกัมพูชาเพื่อชิงตัวประกัน จะถูกตีความตามกฎหมายระหว่างประเทศทันทีว่า ไทยเป็นฝ่ายรุกรานอธิปไตยก่อน สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่การช่วยคน 7 คน แต่คือการปะทะด้วยกำลังทหารขนาดใหญ่ตลอดแนวชายแดน ซึ่งจะนำไปสู่ความสูญเสียของชีวิตทหารและประชาชนไทยตามแนวชายแดนนับพันนับหมื่นคน

3. ผลกระทบทางการเมืองและการยอมรับในเวทีสากล
การพึ่งพากลไกทางการทูต: ในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐบาลไทยในขณะนั้น (นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) และกองทัพ จำเป็นต้องเลือกใช้แนวทางปฏิบัติทางการทูตและการเจรจาผ่านคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) เนื่องจากหากใช้กำลังทหารแก้ปัญหา ประเทศไทยจะสูญเสียความชอบธรรมในเวทีสากล เช่น สหประชาชาติ (UN) หรืออาเซียน (ASEAN) ทันที

การยอมรับกระบวนการยุติธรรมปลายทาง: เมื่อคณะของนายวีระถูกควบคุมตัวลึกเข้าไปในเขตการดูแลของกัมพูชาและเข้าสู่กระบวนการศาลของพนมเปญแล้ว กองทัพไทยไม่สามารถแทรกแซงทางทหารได้อีก เพราะจะกลายเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยทางศาลของอีกประเทศ ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศอย่างรุนแรง

บทสรุปการวิเคราะห์
เหตุการณ์ในตอนนั้น ไม่ใช่เพราะทหารไทย "กลัวเขมร" หรือ "ไม่เห็นหัวคนไทย" แต่กองทัพและรัฐบาลต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง "การปกป้องประชาชนกลุ่มหนึ่งที่เดินล้ำเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง" กับ "ความมั่นคงของคนทั้งประเทศและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ" การวู่วามใช้กำลังทหารบุกชิงตัวในพื้นที่ทับซ้อนที่ยังไม่มีข้อสรุปทางกฎหมาย มีแต่จะทำให้สถานการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่ ซึ่งไม่คุ้มค่าเสียหายต่อภาพรวมของประเทศ

(หมายเหตุ: ในเวลาต่อมา คนไทย 5 ใน 7 คนได้รับการปล่อยตัวจากการรอลงอาญา ส่วนนายวีระ สมความคิด และนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ถูกศาลกัมพูชาตัดสินจำคุกในข้อหาจารกรรมข้อมูล และต่อมาในปี พ.ศ. 2557 หลังจาก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าควบคุมอำนาจในนาม คสช. จึงได้มีการเจรจาทางการทูตระดับรัฐบาล จนได้รับพระราชทานอภัยโทษจากกษัตริย์กัมพูชาและปล่อยตัวกลับประเทศไทยในที่สุด)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่