กระทู้นี้เขียนขึ้นเพื่อบันทึกเหตุการณ์ไว้เป็น Digital Footprint ไม่ได้ต้องการให้ผู้อ่านเชื่อผมทันที แต่อยากให้ข้อเท็จจริงชุดนี้ยังคงอยู่ เพื่อให้ประชาชนในอนาคตสามารถย้อนกลับมาพิจารณาการทำงานของหน่วยงานกำกับดูแลในช่วงเวลานี้ได้
อ่านเรื่องเก่าได้ครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้กระทู้เก่า ไปตามได้นะครับ
วันที่ 30 เมษายน 2569 ผมเดินทางไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขอพบผู้รับผิดชอบกรณีร้องเรียนธนาคารพาณิชย์ที่ผมยื่นเรื่องไว้ เพราะต้องการทราบข้อเท็จจริงและขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานกำกับดูแล
เมื่อเข้าพบ คำถามแรกที่ผมจำได้คือ
“ทำงานก็ดี การงานก็ดี จะมาร้องเรียนทำไม?”
ต่อมามีคำพูดที่ทำให้ผมตกใจอย่างมาก โดยผมจำสาระได้ว่า
"ต้องการให้ เราทำอะไร ปิดธนาคารเลยไหม คุณต้องการแบบนั้นไหม"
“รู้ใช่ไหมว่าการร้องเรียน ธนาคารยกเลิกสินเชื่อกับเราได้นะ สินเชื่อบ้านด้วย สินเชื่อทั้งหมดด้วย”
ผมขอแยกข้อเท็จจริงให้ชัดเจนว่า ข้อความข้างต้นเป็นถ้อยคำที่ผมจำได้จากการเข้าพบ ไม่ใช่ข้อความที่ ธปท. ยอมรับไว้ในหนังสือ และไม่มีไฟล์เสียงหรือพยานบุคคลอยู่ในห้องกับผม
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้เพิ่งนำเรื่องนี้มากล่าวย้อนหลัง แต่ได้ร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงาน ธปท. เป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 หรือวันถัดจากวันที่เกิดเหตุทันที
สิ่งที่ทำให้ผมไม่สามารถนิ่งนอนใจได้คือ ในฐานะประชาชนที่เดินทางไปขอให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบข้อเท็จจริง เหตุใดผมจึงได้รับคำพูดที่ทำให้รู้สึกว่า การใช้สิทธิร้องเรียนอาจส่งผลให้ธนาคารยกเลิกสินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อทั้งหมดของผมได้
หากคำพูดนี้มีเจตนาเพียงอธิบายเงื่อนไขของสินเชื่อ
คำถามคือ การร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมเกี่ยวข้องกับเหตุแห่งการยกเลิกสินเชื่ออย่างไร และเป็นไปตามข้อสัญญาหรือกฎหมายข้อใด
แต่หากเป็นการเตือนให้ผมพิจารณาหยุดร้องเรียน คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ ประชาชนจะสามารถใช้สิทธิร้องเรียนธนาคารได้อย่างปลอดภัยและเป็นธรรมจริงหรือไม่
ต่อมา วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ผมได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาข้อร้องเรียน โดยหนังสือยืนยันว่า
ผมเข้าพบพนักงาน ธปท. ในวันที่ 30 เมษายน 2569 จริง
พนักงานผู้ถูกร้องเรียนเป็นพนักงานระดับ
ผู้ช่วยผู้อำนวยการ
การเข้าพบไม่มีบันทึกการประชุมและไม่มีการบันทึกเสียง
ธปท. ระบุว่าแนวปฏิบัติไม่อนุญาตให้บันทึกภาพและเสียงระหว่างการเข้าพบ
ไม่ปรากฏพยานหรือหลักฐานที่สามารถยืนยันพฤติการณ์ตามที่ผมร้องเรียน
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำประเด็นไปกำชับพนักงาน และบันทึกข้อร้องเรียนไว้ในระบบ
ดังนั้น หนังสือฉบับนี้ไม่ได้วินิจฉัยว่า “พนักงานไม่ได้พูด” แต่สรุปว่าไม่มีพยานหรือหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าพูดหรือไม่พูด
สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามต่อกระบวนการตรวจสอบว่า หากหน่วยงานไม่มีบันทึกการประชุม ไม่ได้บันทึกเสียง และไม่อนุญาตให้ประชาชนบันทึกเสียง เมื่อประชาชนเข้าพบเจ้าหน้าที่เพียงลำพัง ประชาชนจะพิสูจน์ถ้อยคำหรือการสื่อสารที่ไม่เหมาะสมได้อย่างไร
ผมไม่ได้โพสต์เพื่อกล่าวหาว่าบุคคลใดทุจริต สมรู้ร่วมคิด หรือรับใช้ธนาคาร และไม่ได้ยืนยันว่าหนังสือฉบับนี้รับรองว่ามีคำพูดดังกล่าวจริง
ผมเพียงบันทึกเหตุการณ์ตามที่ผมพบ ร้องเรียนทันทีหลังเกิดเหตุ และนำผลการพิจารณาที่ได้รับมาเปิดเผยโดยปิดข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ ลายเซ็น และเลขอ้างอิงทั้งหมดแล้ว
คำถามที่อยากฝากไว้คือ
1. การเชื่อมโยงการร้องเรียนกับความเสี่ยงที่จะถูกยกเลิกสินเชื่อ เหมาะสมกับการสื่อสารของหน่วยงานกำกับดูแลหรือไม่
2. ธนาคารสามารถยกเลิกสินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อทั้งหมด เพียงเพราะลูกค้าใช้สิทธิร้องเรียนได้จริงหรือไม่
3. เมื่อหน่วยงานไม่บันทึกการพบและไม่อนุญาตให้ประชาชนบันทึก ควรมีกลไกใดคุ้มครองทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่
3. การแจ้งว่าจะ “กำชับพนักงาน” เพียงพอต่อการตอบข้อกังวลเรื่องมาตรฐานการสื่อสารหรือไม่
ผมไม่ได้คาดหวังว่ากระทู้นี้จะเปลี่ยนแปลงอะไรในทันที แต่อยากให้เรื่องนี้เป็น Digital Footprint หรือ Time Machine สำหรับสังคมในอนาคตว่า ครั้งหนึ่งประชาชนคนหนึ่งเดินทางไปขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานกำกับดูแล แต่กลับออกมาพร้อมความกังวลว่า การร้องเรียนอาจทำให้สินเชื่อบ้านและสินเชื่อทั้งหมดของตนได้รับผลกระทบ
หากใครเคยมีประสบการณ์ลักษณะเดียวกัน สามารถร่วมแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงได้ครับ ขอเพียงหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือกล่าวหาบุคคลใดโดยไม่มีหลักฐาน
เพื่อให้เห็นที่มาของเรื่องร้องเรียนเดิม เหตุการณ์เริ่มจากสินเชื่อเงินด่วนเพียง 1 บัญชีที่ค้างชำระ 8 วัน ขณะที่สินเชื่ออีก 4 บัญชีไม่ปรากฏยอดค้างชำระตามตารางที่ธนาคารชี้แจง
แต่ระหว่างการติดตามหนี้ เจ้าหน้าที่กลับกล่าวถึงบัตรเครดิตที่เคยปรับโครงสร้างหนี้ และระบุว่า
“มีข้อมูลทั้งหมด” “ดูแลสินเชื่อลูกค้าทั้งหมด” รวมถึงอธิบายว่า
หากลูกค้ามียอดค้าง ข้อมูลจะถูกส่งมา “เป็นชุด”
นี่จึงเป็นเหตุให้ผมร้องขอคำชี้แจงว่า เหตุใดการติดตามหนี้ของบัญชีที่ค้างเพียงบัญชีเดียว จึงมีการเข้าถึงและนำข้อมูลสินเชื่อบัญชีอื่นซึ่งไม่ได้ค้างชำระมาพูดถึง และการใช้ข้อมูลดังกล่าวมีขอบเขตกับฐานทางกฎหมายอย่างไร
ภาพต่อไปนี้เป็นตารางภาระหนี้ที่ธนาคารชี้แจง
และบทสนทนาเฉพาะช่วงที่เกี่ยวข้อง โดยได้ปิดชื่อธนาคารและข้อมูลระบุตัวบุคคลแล้ว
#ธนาคารแห่งประเทศไทย
#ธนาคาร
#ร้องทุกข์
#คุ้มครองผู้บริโภค
#เตือนภัย
อย่าร้องเรียนธนาคาร? ไปขอให้ ธปท. หาความจริง แต่ ธปท บอก ถ้าร้องเรียนธนาคารเขาจะยกเลิกสินเชื่อบ้านได้ สินเชื่อทั้งหมด
อ่านเรื่องเก่าได้ครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
วันที่ 30 เมษายน 2569 ผมเดินทางไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขอพบผู้รับผิดชอบกรณีร้องเรียนธนาคารพาณิชย์ที่ผมยื่นเรื่องไว้ เพราะต้องการทราบข้อเท็จจริงและขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานกำกับดูแล
เมื่อเข้าพบ คำถามแรกที่ผมจำได้คือ
“ทำงานก็ดี การงานก็ดี จะมาร้องเรียนทำไม?”
ต่อมามีคำพูดที่ทำให้ผมตกใจอย่างมาก โดยผมจำสาระได้ว่า
"ต้องการให้ เราทำอะไร ปิดธนาคารเลยไหม คุณต้องการแบบนั้นไหม"
“รู้ใช่ไหมว่าการร้องเรียน ธนาคารยกเลิกสินเชื่อกับเราได้นะ สินเชื่อบ้านด้วย สินเชื่อทั้งหมดด้วย”
ผมขอแยกข้อเท็จจริงให้ชัดเจนว่า ข้อความข้างต้นเป็นถ้อยคำที่ผมจำได้จากการเข้าพบ ไม่ใช่ข้อความที่ ธปท. ยอมรับไว้ในหนังสือ และไม่มีไฟล์เสียงหรือพยานบุคคลอยู่ในห้องกับผม
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้เพิ่งนำเรื่องนี้มากล่าวย้อนหลัง แต่ได้ร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงาน ธปท. เป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 หรือวันถัดจากวันที่เกิดเหตุทันที
สิ่งที่ทำให้ผมไม่สามารถนิ่งนอนใจได้คือ ในฐานะประชาชนที่เดินทางไปขอให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบข้อเท็จจริง เหตุใดผมจึงได้รับคำพูดที่ทำให้รู้สึกว่า การใช้สิทธิร้องเรียนอาจส่งผลให้ธนาคารยกเลิกสินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อทั้งหมดของผมได้
หากคำพูดนี้มีเจตนาเพียงอธิบายเงื่อนไขของสินเชื่อ
คำถามคือ การร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมเกี่ยวข้องกับเหตุแห่งการยกเลิกสินเชื่ออย่างไร และเป็นไปตามข้อสัญญาหรือกฎหมายข้อใด
แต่หากเป็นการเตือนให้ผมพิจารณาหยุดร้องเรียน คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ ประชาชนจะสามารถใช้สิทธิร้องเรียนธนาคารได้อย่างปลอดภัยและเป็นธรรมจริงหรือไม่
ต่อมา วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ผมได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาข้อร้องเรียน โดยหนังสือยืนยันว่า
ผมเข้าพบพนักงาน ธปท. ในวันที่ 30 เมษายน 2569 จริง
พนักงานผู้ถูกร้องเรียนเป็นพนักงานระดับ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ
การเข้าพบไม่มีบันทึกการประชุมและไม่มีการบันทึกเสียง
ธปท. ระบุว่าแนวปฏิบัติไม่อนุญาตให้บันทึกภาพและเสียงระหว่างการเข้าพบ
ไม่ปรากฏพยานหรือหลักฐานที่สามารถยืนยันพฤติการณ์ตามที่ผมร้องเรียน
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำประเด็นไปกำชับพนักงาน และบันทึกข้อร้องเรียนไว้ในระบบ
ดังนั้น หนังสือฉบับนี้ไม่ได้วินิจฉัยว่า “พนักงานไม่ได้พูด” แต่สรุปว่าไม่มีพยานหรือหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าพูดหรือไม่พูด
สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามต่อกระบวนการตรวจสอบว่า หากหน่วยงานไม่มีบันทึกการประชุม ไม่ได้บันทึกเสียง และไม่อนุญาตให้ประชาชนบันทึกเสียง เมื่อประชาชนเข้าพบเจ้าหน้าที่เพียงลำพัง ประชาชนจะพิสูจน์ถ้อยคำหรือการสื่อสารที่ไม่เหมาะสมได้อย่างไร
ผมไม่ได้โพสต์เพื่อกล่าวหาว่าบุคคลใดทุจริต สมรู้ร่วมคิด หรือรับใช้ธนาคาร และไม่ได้ยืนยันว่าหนังสือฉบับนี้รับรองว่ามีคำพูดดังกล่าวจริง
ผมเพียงบันทึกเหตุการณ์ตามที่ผมพบ ร้องเรียนทันทีหลังเกิดเหตุ และนำผลการพิจารณาที่ได้รับมาเปิดเผยโดยปิดข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ ลายเซ็น และเลขอ้างอิงทั้งหมดแล้ว
คำถามที่อยากฝากไว้คือ
1. การเชื่อมโยงการร้องเรียนกับความเสี่ยงที่จะถูกยกเลิกสินเชื่อ เหมาะสมกับการสื่อสารของหน่วยงานกำกับดูแลหรือไม่
2. ธนาคารสามารถยกเลิกสินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อทั้งหมด เพียงเพราะลูกค้าใช้สิทธิร้องเรียนได้จริงหรือไม่
3. เมื่อหน่วยงานไม่บันทึกการพบและไม่อนุญาตให้ประชาชนบันทึก ควรมีกลไกใดคุ้มครองทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่
3. การแจ้งว่าจะ “กำชับพนักงาน” เพียงพอต่อการตอบข้อกังวลเรื่องมาตรฐานการสื่อสารหรือไม่
ผมไม่ได้คาดหวังว่ากระทู้นี้จะเปลี่ยนแปลงอะไรในทันที แต่อยากให้เรื่องนี้เป็น Digital Footprint หรือ Time Machine สำหรับสังคมในอนาคตว่า ครั้งหนึ่งประชาชนคนหนึ่งเดินทางไปขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานกำกับดูแล แต่กลับออกมาพร้อมความกังวลว่า การร้องเรียนอาจทำให้สินเชื่อบ้านและสินเชื่อทั้งหมดของตนได้รับผลกระทบ
หากใครเคยมีประสบการณ์ลักษณะเดียวกัน สามารถร่วมแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงได้ครับ ขอเพียงหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือกล่าวหาบุคคลใดโดยไม่มีหลักฐาน
เพื่อให้เห็นที่มาของเรื่องร้องเรียนเดิม เหตุการณ์เริ่มจากสินเชื่อเงินด่วนเพียง 1 บัญชีที่ค้างชำระ 8 วัน ขณะที่สินเชื่ออีก 4 บัญชีไม่ปรากฏยอดค้างชำระตามตารางที่ธนาคารชี้แจง
แต่ระหว่างการติดตามหนี้ เจ้าหน้าที่กลับกล่าวถึงบัตรเครดิตที่เคยปรับโครงสร้างหนี้ และระบุว่า “มีข้อมูลทั้งหมด” “ดูแลสินเชื่อลูกค้าทั้งหมด” รวมถึงอธิบายว่า หากลูกค้ามียอดค้าง ข้อมูลจะถูกส่งมา “เป็นชุด”
นี่จึงเป็นเหตุให้ผมร้องขอคำชี้แจงว่า เหตุใดการติดตามหนี้ของบัญชีที่ค้างเพียงบัญชีเดียว จึงมีการเข้าถึงและนำข้อมูลสินเชื่อบัญชีอื่นซึ่งไม่ได้ค้างชำระมาพูดถึง และการใช้ข้อมูลดังกล่าวมีขอบเขตกับฐานทางกฎหมายอย่างไร
ภาพต่อไปนี้เป็นตารางภาระหนี้ที่ธนาคารชี้แจง
และบทสนทนาเฉพาะช่วงที่เกี่ยวข้อง โดยได้ปิดชื่อธนาคารและข้อมูลระบุตัวบุคคลแล้ว
#ธนาคารแห่งประเทศไทย
#ธนาคาร
#ร้องทุกข์
#คุ้มครองผู้บริโภค
#เตือนภัย