สรุปข้อดี-ข้อเสียของหัวแร้งจีนราคาถูกหลังผ่านการใช้งาน 2 ปี

หัวแร้งในรูปเหล่านี้ต่างก็เป็นหัวแร้งจีนราคาถูกที่ผ่านการใช้งานและพังไปแล้วแต่ผมจับชิ้นส่วนต่างๆ ที่ยังใช้ได้มายำรวมกันจึงได้หัวแร้งใหม่เพิ่มขึ้นมา 3 ด้าม   ด้ามสีดำได้มาในราคา 3 บาทรวมส่งไม่มียี่ห้อราคานี้เป็นโปรฯ พิเศษ ใช้งานได้ 3 วันแ   ด้ามตรงกลางได้มาในราคา 58 บาทไม่มียี่ห้อรุ่นนี่ซื้อมา 2 ด้ามใช้งานประมาณ 1 ปีก็เจอปัญหาไฟรั่วไฟดูด วงจรปรับความร้อนพังต่อมาก็ด้ามทนความร้อนไม่ได้ละลายในที่สุดตอนนี้จึงเหลือด้ามเดียว  ด้ามแพงที่สุด 110 บาทเป็นยี่ห้อ Sunshine ของฮ่องกงแต่ผลิตที่จีน วัสดุและคุณภาพของปลายหัวแร้งดีกว่า 2 รุ่นด้านบนคือใช้งานได้จริงไม่ต้องซื้อปลายใหม่มาใช้แต่ด้ามพาสติกทำมาบอบบางผมซ่อมเครื่องเชื่อมอินเวอร์เตอร์กดหนักๆ ด้ามหักก็เลยนำมาใส่ในด้ามของยี่ห้อ Suer ผมใช้กาวอีฟ็อกซี่ติดด้ามกับคอเข้าด้วยกันตอนนี้แข็งแรงดีมากกดน้ำหนักมือได้เต็มที่ไม่มีหัก



จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของหัวแร้งจีนเหล่านี้คือเขาใช้ปลอกสายทนความร้อน (Fiberglass Sleeving) คุณภาพต่ำพอใช้ไปนานๆ จะทนความร้อนไม่ได้เกิดการไหม้ทำให้ไฟฟ้ารั่วออกมาดูดผู้ใช้งาน  สภาพที่ไหม้ก็ตามตามรูป 2 อันด้านล่าง  ผมแก้ไขด้วยการเปลี่ยนไปใช้ปลอกสายทนความร้อนที่คุณภาพดีขึ้นและใช้ 2-3 ชั้นเพื่อไม่ให้โดนไฟดูดอีก  จะให้ดีต้องซื้อปลอกสายทนความร้อน (Fiberglass Sleeving) สเป็คที่รองรับอุณหภูมิ 600°C มาใช้ซึ่งเมืองไทยไม่มีขายต้องสั่งจากต่างประเทศโดยตรง



ข้อดีของหัวแร้งพวกนี้คือร้อนเร็ว ไส้ความร้อนทนทานมีปลายหัวแร้งให้เลือกใช้มากมายหลายทรงเพราะเป็นปลายขนาดเดียวกันกับยี่ห้อ Goot และ Hakko ราคาปลายหัวแร้งมีตั้งแต่ชิ้นละ 10 บาทไปจนถึง 400 กว่าบาท  ข้อเสียคือปลายที่มากับหัวแร้งรุ่นราคาถูกกว่า 100 บาทจะใช้งานไม่ดีต้องซื้อปลายใหม่มาเปลี่ยนซึ่งปลายดีๆ ราคาแพงกว่าหัวแร้ง  ข้อเสียที่สองคือหากใช้งานนานๆ จะโดนไฟดูดหากนำไปใช้งานนอกพื้นที่จะเป็นอัตรายมาก  ข้อเสียที่สามคือชิ้นส่วนพาสติกไม่แข็งแรงเท่ายี่ห้อดังของญี่ปุ่นถ้าจะซื้อด้ามพาสติกของของ Hakko 936 แท้ราคาก็เกือบ 600 บาทที่สำคัญ  Hakko ไม่ผลิตรุ่นนี้มานานกว่า 20 ปีแล้วจึงไม่รู้ว่าด้ามราคาแพงที่เราจ่ายไปจะได้ของแท้ไหม

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่