อยากได้แนวทางพูดกับเพื่อนให้รู้จักขอบเขตของตัวเอง

สวัสดีค่ะ ขอคำปรึกษาแนวทางพูกกับเพื่อน (นามสมมติ A) เรามีเพื่อนที่รู้จักกันมานานตั้งแต่มัธยมปลายจนถึงปัจจุบัน เป็นเพื่อนต่างเพศที่คอยช่วยเหลือเรามาหลายอย่าง แล้วรู้สึกว่าในตอนนี้เขาเป็นคนที่พูดจาถากถางเอามาก ๆ จนไม่มีใครอยากคบ

เรากับ A เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันเกือบสองปีในช่วงมัธยมปลาย แต่เคยมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราเลือกที่จะถอยห่างอยู่ครั้งหนึ่ง เพราะ A เคยเบลมให้เรารู้สึกผิดจากเหตุการณ์เพื่อนสาว B แอบบุกรุกเข้าหอพักของเราโดยไม่ได้รับอนุญาต (มีเพื่อนอีกกลุ่มที่สนิทต้องทำงานด้วยกันฝากงานโปรเจคไว้ที่หอพักของเรา แต่วันนั้นเราไม่ว่างเลยฝากกุญแจไว้กับป้าแม่บ้านให้เพื่อน แล้วเพื่อนล็อคลูกบิดไม่ดี) ในวันนั้น B ถ่ายรูปห้องของเรามาให้ดูในสภาพที่นอนอยู่บนเตียงและค้นของเรา แล้วจะแอบเอาแฟนหนุ่มขึ้นมามีอะไรกันในหอพักเราขณะที่เราไม่อยู่หอ (หอหญิง ห้ามผู้ชายเข้า) เราเลยกลับไปต่อว่า B (ด้วยคำสุภาพ) แต่เพื่อนในกลุ่ม รวมถึง A ณ. ตอนนั้นเลือกกล่าวหาเราแทนว่าก็ล็อคไม่ดีเองนี่ ตอนนั้นเราเลยเลิกคบหาทั้งกลุ่ม แต่หลังจากนั้นเรากับ A ต้องเป็นทำงานสภาด้วยกัน เลยกลับไปคุยกัน จนได้รับรู้ว่า A กำลังมีปัญหาด้านการเงินจากทางบ้าน ทำให้ไม่สามารถเรียนต่อมหาลัยได้

ในช่วงมหาลัยเรากับเพื่อนกลุ่มใหม่ตอนม.ปลายมีกลุ่มดิสคอร์ดที่ไว้ใช้เล่นเกมหลังเลิกเรียน ซึ่งมี A อยู่ด้วย นานนานที A จะเข้ามาคุยเพราะทำงาน ซึ่งคำพูดจะเป็นแนวเกทับเสมอ เช่น เราบ่นว่า 'วันนี้เรียนเหนื่อยมาก ต้องรันแลปตั้งแต่ตี 2 เสร็จสามทุ่ม' A จะพูดกลับมาว่า 'แค่เรียนเอง เหนื่อยอะไร นี่ต้องทำงานหาเงิน เหนื่อยกว่าเยอะ' หรือบ่นนินทาเพื่อนร่วมเซคเกือบทำแลปพัง  A ก็จะพูดประมาณ 'จบมาเดี๋ยวก็รู้ สังคมทำงานยิ่งกว่านี้' หรือเวลาที่เราโพสสตอรี่ว่าจะเริ่มเก็บเงินเพื่อเติมเกม A มักจะถมยิ้มเราว่า 'นี่แหละนะ เด็กน้อย ไม่คิดจะเก็บออมเก็บกำ เรียนจบเดี๋ยวได้รู้'  และส่วนใหญ่จะวิจารณ์เพื่อนคนอื่น ๆ ที่เรียนมหาลัยว่าเดี๋ยวจบมาก็ไม่มีงานทำ ทำไมไม่ฉลาดเรียนจบแค่ ม.6 ก็รีบหางานทำให้ได้ดีแบบตัวเองดีกว่า โง่เรียนไปทำไม ประมาณนี้ค่ะ เป็นแบบนี้เรื่อย ๆ จนบางครั้งเพื่อนคนอื่นก็เคยหัวร้อนด่ากลับ แต่ A ก็จะไม่ฟัง บอกว่าตัวเองได้ดีและมีประสบการณ์กว่าเพื่อนเยอะ

จนเราเรียนจบแล้วกลับมาอยู่บ้าน ซึ่งเราต้องรออีก 2-3 เดือนเพื่อรอใบจบ สำหรับเป็นหลักฐานใช้สมัครงาน ตอนนั้นเราสนใจทำพาร์ทไทม์ในคาเฟ่ โดยค่าแรงค่อนข้างน้อย พอ A รู้ก็นัดเจอเรา เราก็ว่าตกลงเพราะด้วยความอยากเจอเพื่อนม.ปลาย แต่เราไม่คิดว่าพอไปเจอแล้ว A จะพูดแต่เรื่องของตัวเองไม่หยุด เช่น A รู้ว่าพ่อของเราซื้อรถให้หลังเรียนจบ 'ไม่น่าภูมิใจเลย เงินพ่อเงินแม่ ดูเราสิหามาด้วยตัวเองทุกอย่าง' แล้วก็ชี้รถให้ดู (เราไม่ทราบว่าแพงไหม ไม่มีความรู้ แต่เห็นว่า A ค่อนข้างภูมิใจจะอวด) ไม่ก็ 'เรียนจบตั้งปริญญาตรี ได้แค่นี้เองเหรอ' 'เนี่ย เราประสบการณ์ทำงานเยอะมากเลยนะ ถ้าอยากได้ดีก็มาปรึกษาได้' พร้อมพูดให้เรารู้สึกแย่กับช่วงที่ที่ตอนที่ A มาจีบแล้วเราไม่เล่นด้วย

ร่วมด้วยช่วงนั้นเรามีปัญหาเกี่ยวกับค่าเลือด A ที่เป็นลูกจ้างร้ายขายยาของเภสัชก็แนะนำยานั้นยานี้ไม่หยุด สั่งให้เราไปกินนั้นกินนี่ ซึ่งเราปฏิเสธและบอกว่าข้อมูลที่ A ให้มามันผิด พร้อมอธิบาย โดย A เลือกที่จะเถียงกับเรา (ซึ่งเราจบสายตรงด้านสุขภาพมาและเคยช่วยงานแลปโรงพยาบาล) เราเลยถูกย้อกย้อนว่าความรู้แค่ในวิชาการ เอาตัวเองไม่รอดหรอก ตั้งแต่วันนั้นเราเลยไม่ติดต่อไปอีก

จนเราได้ทำงานเป็นนักวิจัยของบ.มหาชนที่หนึ่งที่คนในองค์กรค่อนข้างแย่ เราทำงานได้ไม่กี่เดือนก็คิดจะลาออก เพราะปัญหาภายในเยอะ แต่ที่เราตัดสินใจจะออกแบบเด็ดขาดจริง ๆ เพราะโดน Sexual Harassment พยายามจะจับหน้าอก และเข้าใกล้เพราะอยากชักว่า- ใส่ จากกลุ่มลูกจ้างผู้ชายในที่ทำงาน (อายุ 17-20) แล้วเราด่ากลุ่มนั้นด้วยวาจาที่รุนแรงมาก จนเมียของกลุ่มคนนั้นพากันหอบลูกจะมารุมทำร้ายเรา เราได้แจ้ง HR แล้ว แต่ทางเขาบอกให้เราอดทนโดยใช้คำว่าเรื่องแค่นี้ ทำให้เราตัดสินใจลาออกแบบทันที โดยเราได้เล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับเพื่อนคนหนึ่งในกลางดึก แต่แล้ว A ก็เข้าในดิสพอดีมาเลยฟังไปด้วย และ A พูดกับเราว่า 'นี่แหละ พวกคนจบตรี มันก็ได้แค่นี้แหละ ทำงานไม่เป็น อดทนไม่ได้ รู้ไหมสิ่งที่แกเจอ (หมายถึงเรา) มันเป็นเรื่องปกติในสังคมคนทำงานนะ แกโลกสวยมากเกิน อย่างเด็ก'

เราไม่ได้ตอบโต้ปล่อยให้เพื่อนอีกคนด่า A ไป ซึ่ง A จะโต้กลับว่า 'เออๆ เดี๋ยวทำงานจริงก็จะรู้ซึ้ง เรื่องแค่นี้ยังทนไม่ได้' เราเลยมีความคิดว่าควรจะพูดอะไรกับคนคนนี้ดี ถ้าเขารับฟังแล้วปรับปรุงมันก็ดี แต่ถ้ายังเป็นแบบเดิมเราก็จะปล่อยตามยถากรรมแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่