ประโยชน์ของคนเก่งนั้นเป็นที่รับรู้และยอมรับของคนทั่วไป
แต่ทำอย่างไรจึงจะได้ตัวคนเก่งมา
ทำอย่างไรจึงจะทำให้คนเก่ง ยินยอมพร้อมใจที่จะทำงานให้เรา
.
การแสวงหาคนดีมีวิชา เสาค้ำสำคัญต้นที่สอง
ประเทศจีนยุครณรัฐ ฉีซวนอ๋องแห่งแคว้นฉีเข้ารุกรานแคว้นเอี้ยน ปลงพระชนม์เอี้ยนไคว่อ๋องและจือจื่อเสนาบดี การกระทำครั้งนี้ทำให้หลายแคว้นรุมประณาม หลังจากปล้นชิงจนหนำใจแล้ว ฉีซวนอ๋องก็ให้แคว้นเอี้ยนสถาปนาเจ้าแคว้นขึ้นมาใหม่ แล้วถอนกำลังกลับไป
เอี้ยนเจาอ๋องผู้เป็นโอรสของเอี้ยนไคว่อ๋องก็ขึ้นครองราชย์ มีความคิดอยากจะแก้แค้น จึงเดินทางไปเยี่ยมคำนับกัวคุ่ยปราชญ์ผู้มีชื่อเสียง เพื่อขอคำชี้แนะ ซึ่งกัวคุ่ยก็แนะนำว่า
“จักรพรรดิที่สร้างผลงานระดับจักรพรรดิได้ คือจักรพรรดิที่กราบนักปราชญ์ราชบัณฑิตเป็นครูอาจารย์
จักรพรรดิที่สร้างผลงานระดับพระราชาได้ คือจักรพรรดิที่คบหากับนักปราชญ์ราชบัณฑิตเป็นมิตรสหาย
จักรพรรดิที่สร้างผลงานระดับผู้ครองรัฐได้ คือจักรพรรดิที่ให้นักปปราชญ์ราชบัณฑิตเป็นขุนนางผู้ใหญ่
จักรพรรดิที่สิ้นชาติ คือจักรพรรดิที่เห็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตเป็นคนรับใช้
คนที่รู้จักนอบน้อมถ่อมตน ยินดีเรียนรู้จากนักปราชญ์ราชบัณฑิต จึงจะมีผู้เก่งกล้าสามารถมากกว่าตนเป็นร้อยเท่ามาอยู่ด้วย
คนที่เวลาทำงานอยู่หน้าผู้อื่น เวลาพักผ่อนอยู่หลังผู้อื่น ยินดีขอความรู้จากผู้ที่ต่ำต้อยกว่า เรียนรู้อย่างไม่เบื่อหน่าย เช่นนี้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถมากกว่าตนสิบเท่าจึงจะมาอยู่ด้วย
คนที่ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเสมอภาค ร่วมทุกข์ร่วมสุข ผู้ที่มีความสามารถพอๆกับตนจึงจะมาอยู่ด้วย
คนที่เอาแต่ชี้มือชี้ไม้โอหังอวดดี จะมีก็แต่คนที่ต่ำต้อยคอยวิ่งเต้นทำงานเล็กๆน้อยๆให้ผู้อื่นเท่านั้นที่จะยอมมาอยู่ด้วย
สิ่งเหล่านี้คือหลักทำนองครองธรรม ที่จักรพรรดิใช้สรรหาผู้มีความรู้ความสามารถ ที่จะมาช่วยบริหารราชการแผ่นดินมาแต่โบราณกาล ฝ่าบาทสามารถคัดเลือกผู้มีความเก่งกาจสามารถอย่างกว้างขวาง ถ้าพระองค์เสด็จไปเยี่ยมคำนับ ขอคำชี้แนะจากพวกเขาถึงประตูบ้านด้วยพระองค์เอง เชื่อว่าผู้เก่งกล้าในใต้หล้านี้ จะยินดีมาอยู่ที่แคว้นเอี้ยนอย่างแน่นอน”
เอี้ยนเจาอ๋องเหมือนพบทางสว่าง แต่ยังไม่ทราบว่าจะแสวงหาคนเก่งจากที่ใด กัวคุ่ยจึงชี้แนะว่า
“ฝ่าบาทเคยฟังนิทานเรื่องทองพันตำลึงซื้อกระดูกม้าหรือไม่ ในสมัยโบราณนานมาแล้วมีกษัตริย์องค์หนึ่งประกาศว่า จะใช้ทองพันตำลึงซื้อม้าฝีเท้าจัดที่วิ่งได้วันละพันลี้ พอเวลาผ่านไปสามปีแล้วยังซื้อไม่ได้ ขุนนางผู้หนึ่งจึงอาสาว่าจะเสาะหาม้าพันลี้มาถวาย กษัตริย์ผู้นั้นจึงมอบทองพันตำลึงให้เขาไป ขุนนางผู้นั้นใช้เวลาสามเดือนจึงหาม้าพันลี้พบ ทว่าม้าตัวนั้นเพิ่งจะตายลง ขุนนางผู้นั้นจึงใช้ทองห้าร้อยตำลึงซื้อกระดูกหัวม้านั่นกลับมา
กษัตริย์ทรงพิโรธอย่างหนักตวาดว่า ข้าต้องการม้าที่มีชีวิต ทำไมเจ้าถึงเอาทองห้าร้อยตำลึงซื้อหัวม้าที่ตายมาแล้วเล่า?
ขุนนางกราบทูลว่า ฝ่บาทอย่าทรงกริ้ว พระองค์ลองคิดดู เรารอมาสามปียังซื้อม้าพันลี้ไม่ได้สักตัว เป็นเพราะในโลกนี้ไม่มีม้าพันลี้หรือ ย่อมไม่ใช่อย่างแน่นอน แต่เพราะผู้คนไม่ยอมเชื่อว่าพระองค์จะยอมใช้ทองพันตำลึงซื้อม้าพันลี้จริงต่างหาก
วันนี้ข้าใช้ทองห้าร้อยตำลึงซื้อหัวม้าพันลี้ที่ตายแล้วมาถวายฝ่าบาท เมื่อข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ผู้คนก็จะเชื่อว่า ฝ่าบาทยอมจ่ายทองพันตำลึงซื้อม้าดีอย่างไม่นึกเสียดายจริงๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่า จะไม่มีม้าพันลี้ส่งมาถึงประตูวัง
และก็จริงดังคาด เพียงไม่นานหลังจากนั้น กษัตริย์พระองค์นั้นก็ซื้อม้าพันลี้ได้ถึงสามตัว”
พอเล่านิทานนี้จบ กัวคุ่ยก็กล่าวว่า
“หากฝ่าบาทคิดจะแสวงหาผู้มีความรู้ความสามารถมาทำงานด้วยจริง ก็เริ่มจากข้าพระองค์ก่อนก็แล้วกัน เมื่อทุกคนเห็นว่า ขนาดคนต่ำต้อยด้อยปัญญาเช่นข้าพระองค์นี้ ฝ่าบาทก็ยังชุบเลี้ยงให้ความสำคัญ บรรดาผู้ที่มีความรู้ความสามารถมากกว่าข้าพระองค์ ก็จะต้องพากันมาหาฝ่าบาทอย่างแน่นอน”
ดังนั้นเอี้ยนเจาอ๋องจึงสร้างคฤหาสน์ให้กัวคุ่ย กราบคำนับกัวคุ่ยเป็นอาจารย์ ผลที่ตามมาก็คือ เล่ออี้มาจากแคว้นเว่ย โจวหย่านจากแคว้นฉี จี้ซินจากแคว้นจ้าว นักปราชญ์ ผู้มีความเก่งกล้าต่างพากันมาที่แคว้นเอี้ยน
เอี้ยนเจาอ๋องอาศัยผู้มีความรู้ความสามารถเหล่านี้ ช่วยบริหาราชการแผ่นดิน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับอาณาประชาราษฎ์ จนกระทั่งแว่นแคว้นรุ่งเรือง การทหารเข้มแข็ง ปีที่ยีสิบแปดที่ครองราชย์ แคว้นเอี้ยนก็กรีฑาทัพบุกแคว้นฉี จนเอาชนะแคว้นฉีได้ในที่สุด
.
เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับชี้ทางสว่าง สำหรับผู้ที่ตั้งใจจะแสวงหาคนมีความรู้ความสามารถ ซึ่งจะพูดแต่ปากไม่ได้ จะต้องแสดงความจริงใจให้เห็น คนทั้งหลายถึงจะยอมเชื่อ ได้คนเก่งเท่ากับได้ทุกอย่างในใต้หล้า เสียคนเก่งเท่ากับเสียทุกอย่างในใต้หล้า
พักนี้มักจะได้ยินผู้คนพร่ำบ่น ทำนองว่านักการเมืองแต่ละคนหาดีไม่ค่อยได้ ที่หาได้ก็ไม่ค่อยดี แต่จำเป็นต้องเลือกเพราะไม่มีทางเลือกอื่น (ที่คนส่วนใหญ่เลือกพรรคนํ้าเงินก็ทำนองนี้) แต่ผมว่ามันไม่จริงเลยแม้แต่น้อย ลองคิดดู เมืองไทยมีคนกว่าหกสิบหรือเจ็ดสิบล้านคน เฉพาะที่กรุงเทพก็อาจมีเป็นล้าน จะไม่มีคนดีคนเก่งสักคนเดียวจริงหรือ มันอยู่ที่ว่าพวกคุณจะเสาะหาหรือไม่มากกว่า
ราชวงศ์โจวได้หลีซ่างจึงได้เป็นอ๋อง แคว้นฉีได้ก่วนจงจึงได้เป็นเจ้า ราชวงศ์ฉินได้คนเก่งจึงรวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง ราชวงศ์ฮั่นได้ผู้เก่งกล้าจึงก่อตั้งประเทศ อุทาหรณ์เช่นนี้มีมากจนนับไม่หวาดไม่ไหว
แน่นอนว่าการหาคนเก่งจะต้องเลือกเอาผู้มีความสามารถอย่างแท้จริง อย่าเอาพวกขี้คุยหรือตลบแตลงมาเป็นพวกเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นหน่วยงานของท่านอาจพังมากกว่าดัง
อย่างเช่นเอี้ยนเจาอ๋องคำนับกัวคุ่ยเป็นอาจารย์ ประทานคฤหาสน์ ข้าทาสบริวารให้ พร้อมกันนั้นก็แพร่ข่าวโฆษณาอย่างเต็มที่ ทองพันตำลึงซื้อกระดูกม้าจึงเป็นกุศโลบายอันยอดเยี่ยมวิธีหนึ่ง
ปัจจุบันทั้งบริษัทห้างร้าน องค์กรของรัฐ หรือแม้แต่พรรคการเมืองต่างพยายามเสาะหาคนมีความสามารถทั้งสิ้น แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้ถึงขั้นทองพันตำลึงซื้อกระดูกม้า
เมืองไทยอัตคัตคนดีมีวิชาขนาดนั้นเชียวหรือ?
การแสวงหาคนดีมีวิชา เสาค้ำสำคัญต้นที่สอง
ประเทศจีนยุครณรัฐ ฉีซวนอ๋องแห่งแคว้นฉีเข้ารุกรานแคว้นเอี้ยน ปลงพระชนม์เอี้ยนไคว่อ๋องและจือจื่อเสนาบดี การกระทำครั้งนี้ทำให้หลายแคว้นรุมประณาม หลังจากปล้นชิงจนหนำใจแล้ว ฉีซวนอ๋องก็ให้แคว้นเอี้ยนสถาปนาเจ้าแคว้นขึ้นมาใหม่ แล้วถอนกำลังกลับไป
เอี้ยนเจาอ๋องผู้เป็นโอรสของเอี้ยนไคว่อ๋องก็ขึ้นครองราชย์ มีความคิดอยากจะแก้แค้น จึงเดินทางไปเยี่ยมคำนับกัวคุ่ยปราชญ์ผู้มีชื่อเสียง เพื่อขอคำชี้แนะ ซึ่งกัวคุ่ยก็แนะนำว่า
“จักรพรรดิที่สร้างผลงานระดับจักรพรรดิได้ คือจักรพรรดิที่กราบนักปราชญ์ราชบัณฑิตเป็นครูอาจารย์
จักรพรรดิที่สร้างผลงานระดับพระราชาได้ คือจักรพรรดิที่คบหากับนักปราชญ์ราชบัณฑิตเป็นมิตรสหาย
จักรพรรดิที่สร้างผลงานระดับผู้ครองรัฐได้ คือจักรพรรดิที่ให้นักปปราชญ์ราชบัณฑิตเป็นขุนนางผู้ใหญ่
จักรพรรดิที่สิ้นชาติ คือจักรพรรดิที่เห็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตเป็นคนรับใช้
คนที่รู้จักนอบน้อมถ่อมตน ยินดีเรียนรู้จากนักปราชญ์ราชบัณฑิต จึงจะมีผู้เก่งกล้าสามารถมากกว่าตนเป็นร้อยเท่ามาอยู่ด้วย
คนที่เวลาทำงานอยู่หน้าผู้อื่น เวลาพักผ่อนอยู่หลังผู้อื่น ยินดีขอความรู้จากผู้ที่ต่ำต้อยกว่า เรียนรู้อย่างไม่เบื่อหน่าย เช่นนี้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถมากกว่าตนสิบเท่าจึงจะมาอยู่ด้วย
คนที่ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเสมอภาค ร่วมทุกข์ร่วมสุข ผู้ที่มีความสามารถพอๆกับตนจึงจะมาอยู่ด้วย
คนที่เอาแต่ชี้มือชี้ไม้โอหังอวดดี จะมีก็แต่คนที่ต่ำต้อยคอยวิ่งเต้นทำงานเล็กๆน้อยๆให้ผู้อื่นเท่านั้นที่จะยอมมาอยู่ด้วย
สิ่งเหล่านี้คือหลักทำนองครองธรรม ที่จักรพรรดิใช้สรรหาผู้มีความรู้ความสามารถ ที่จะมาช่วยบริหารราชการแผ่นดินมาแต่โบราณกาล ฝ่าบาทสามารถคัดเลือกผู้มีความเก่งกาจสามารถอย่างกว้างขวาง ถ้าพระองค์เสด็จไปเยี่ยมคำนับ ขอคำชี้แนะจากพวกเขาถึงประตูบ้านด้วยพระองค์เอง เชื่อว่าผู้เก่งกล้าในใต้หล้านี้ จะยินดีมาอยู่ที่แคว้นเอี้ยนอย่างแน่นอน”
เอี้ยนเจาอ๋องเหมือนพบทางสว่าง แต่ยังไม่ทราบว่าจะแสวงหาคนเก่งจากที่ใด กัวคุ่ยจึงชี้แนะว่า
“ฝ่าบาทเคยฟังนิทานเรื่องทองพันตำลึงซื้อกระดูกม้าหรือไม่ ในสมัยโบราณนานมาแล้วมีกษัตริย์องค์หนึ่งประกาศว่า จะใช้ทองพันตำลึงซื้อม้าฝีเท้าจัดที่วิ่งได้วันละพันลี้ พอเวลาผ่านไปสามปีแล้วยังซื้อไม่ได้ ขุนนางผู้หนึ่งจึงอาสาว่าจะเสาะหาม้าพันลี้มาถวาย กษัตริย์ผู้นั้นจึงมอบทองพันตำลึงให้เขาไป ขุนนางผู้นั้นใช้เวลาสามเดือนจึงหาม้าพันลี้พบ ทว่าม้าตัวนั้นเพิ่งจะตายลง ขุนนางผู้นั้นจึงใช้ทองห้าร้อยตำลึงซื้อกระดูกหัวม้านั่นกลับมา
กษัตริย์ทรงพิโรธอย่างหนักตวาดว่า ข้าต้องการม้าที่มีชีวิต ทำไมเจ้าถึงเอาทองห้าร้อยตำลึงซื้อหัวม้าที่ตายมาแล้วเล่า?
ขุนนางกราบทูลว่า ฝ่บาทอย่าทรงกริ้ว พระองค์ลองคิดดู เรารอมาสามปียังซื้อม้าพันลี้ไม่ได้สักตัว เป็นเพราะในโลกนี้ไม่มีม้าพันลี้หรือ ย่อมไม่ใช่อย่างแน่นอน แต่เพราะผู้คนไม่ยอมเชื่อว่าพระองค์จะยอมใช้ทองพันตำลึงซื้อม้าพันลี้จริงต่างหาก
วันนี้ข้าใช้ทองห้าร้อยตำลึงซื้อหัวม้าพันลี้ที่ตายแล้วมาถวายฝ่าบาท เมื่อข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ผู้คนก็จะเชื่อว่า ฝ่าบาทยอมจ่ายทองพันตำลึงซื้อม้าดีอย่างไม่นึกเสียดายจริงๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่า จะไม่มีม้าพันลี้ส่งมาถึงประตูวัง
และก็จริงดังคาด เพียงไม่นานหลังจากนั้น กษัตริย์พระองค์นั้นก็ซื้อม้าพันลี้ได้ถึงสามตัว”
พอเล่านิทานนี้จบ กัวคุ่ยก็กล่าวว่า
“หากฝ่าบาทคิดจะแสวงหาผู้มีความรู้ความสามารถมาทำงานด้วยจริง ก็เริ่มจากข้าพระองค์ก่อนก็แล้วกัน เมื่อทุกคนเห็นว่า ขนาดคนต่ำต้อยด้อยปัญญาเช่นข้าพระองค์นี้ ฝ่าบาทก็ยังชุบเลี้ยงให้ความสำคัญ บรรดาผู้ที่มีความรู้ความสามารถมากกว่าข้าพระองค์ ก็จะต้องพากันมาหาฝ่าบาทอย่างแน่นอน”
ดังนั้นเอี้ยนเจาอ๋องจึงสร้างคฤหาสน์ให้กัวคุ่ย กราบคำนับกัวคุ่ยเป็นอาจารย์ ผลที่ตามมาก็คือ เล่ออี้มาจากแคว้นเว่ย โจวหย่านจากแคว้นฉี จี้ซินจากแคว้นจ้าว นักปราชญ์ ผู้มีความเก่งกล้าต่างพากันมาที่แคว้นเอี้ยน
เอี้ยนเจาอ๋องอาศัยผู้มีความรู้ความสามารถเหล่านี้ ช่วยบริหาราชการแผ่นดิน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับอาณาประชาราษฎ์ จนกระทั่งแว่นแคว้นรุ่งเรือง การทหารเข้มแข็ง ปีที่ยีสิบแปดที่ครองราชย์ แคว้นเอี้ยนก็กรีฑาทัพบุกแคว้นฉี จนเอาชนะแคว้นฉีได้ในที่สุด
เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับชี้ทางสว่าง สำหรับผู้ที่ตั้งใจจะแสวงหาคนมีความรู้ความสามารถ ซึ่งจะพูดแต่ปากไม่ได้ จะต้องแสดงความจริงใจให้เห็น คนทั้งหลายถึงจะยอมเชื่อ ได้คนเก่งเท่ากับได้ทุกอย่างในใต้หล้า เสียคนเก่งเท่ากับเสียทุกอย่างในใต้หล้า
พักนี้มักจะได้ยินผู้คนพร่ำบ่น ทำนองว่านักการเมืองแต่ละคนหาดีไม่ค่อยได้ ที่หาได้ก็ไม่ค่อยดี แต่จำเป็นต้องเลือกเพราะไม่มีทางเลือกอื่น (ที่คนส่วนใหญ่เลือกพรรคนํ้าเงินก็ทำนองนี้) แต่ผมว่ามันไม่จริงเลยแม้แต่น้อย ลองคิดดู เมืองไทยมีคนกว่าหกสิบหรือเจ็ดสิบล้านคน เฉพาะที่กรุงเทพก็อาจมีเป็นล้าน จะไม่มีคนดีคนเก่งสักคนเดียวจริงหรือ มันอยู่ที่ว่าพวกคุณจะเสาะหาหรือไม่มากกว่า
ราชวงศ์โจวได้หลีซ่างจึงได้เป็นอ๋อง แคว้นฉีได้ก่วนจงจึงได้เป็นเจ้า ราชวงศ์ฉินได้คนเก่งจึงรวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง ราชวงศ์ฮั่นได้ผู้เก่งกล้าจึงก่อตั้งประเทศ อุทาหรณ์เช่นนี้มีมากจนนับไม่หวาดไม่ไหว
แน่นอนว่าการหาคนเก่งจะต้องเลือกเอาผู้มีความสามารถอย่างแท้จริง อย่าเอาพวกขี้คุยหรือตลบแตลงมาเป็นพวกเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นหน่วยงานของท่านอาจพังมากกว่าดัง
อย่างเช่นเอี้ยนเจาอ๋องคำนับกัวคุ่ยเป็นอาจารย์ ประทานคฤหาสน์ ข้าทาสบริวารให้ พร้อมกันนั้นก็แพร่ข่าวโฆษณาอย่างเต็มที่ ทองพันตำลึงซื้อกระดูกม้าจึงเป็นกุศโลบายอันยอดเยี่ยมวิธีหนึ่ง
ปัจจุบันทั้งบริษัทห้างร้าน องค์กรของรัฐ หรือแม้แต่พรรคการเมืองต่างพยายามเสาะหาคนมีความสามารถทั้งสิ้น แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้ถึงขั้นทองพันตำลึงซื้อกระดูกม้า