NASA เห็นเอเชีย ‘มืดลง’ สัญญาณวิกฤติพลังงานลาม ประเทศยากจนเจ็บหนักสุด เศรษฐกิจเสี่ยงซ้ำรอยโควิด
.
แม้สงครามตะวันออกกลาง จะอยู่ไกลจากเอเชียหลายพันกิโลเมตร แต่ผลกระทบกลับกำลังลุกลามมาถึง “ชีวิตประจำวัน” ของผู้คนทั่วภูมิภาค หลังราคาน้ำมันพุ่งจากความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก
.
ใน “กัมพูชา” วุธ ดารา ผู้ผลิตน้ำแข็งรายย่อยต้องเลิกจ้างพนักงาน 2 คน ยกเลิกเรียนพิเศษภาษาอังกฤษของลูก และหันกลับไปใช้เตาถ่านแทนเตาไฟฟ้า หลังต้นทุนน้ำมัน “พุ่งกว่า 40%” ทำให้ยอดขายลดลงกว่าครึ่ง ขณะที่ยังมีภาระหนี้สินกว่า 20,000 ดอลลาร์ หากสงครามปะทุขึ้นอีก เขากังวลว่าอาจสูญเสียทั้งบ้านและกิจการ
.
ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะรายบุคคล ข้อมูลจาก Bloomberg Economics ที่วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมของ NASA พบว่า เกือบ 60% ของพื้นที่ในเอเชียมีความสว่างยามค่ำคืน “ลดลงผิดปกติ” นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มขึ้น สะท้อนว่าในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะชนบท กำลังลดการใช้ไฟฟ้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อประหยัดต้นทุน แม้หลังการหยุดยิงในเดือนมิถุนายน ตัวเลขจะดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับสูงที่ 54%
.
ประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ “บังกลาเทศ” รองลงมาคือเมียนมา ปากีสถาน จีน อินเดีย และกัมพูชา โดย “สัญญาณการหรี่แสง” กระจุกตัวในพื้นที่นอกเมืองใหญ่ ซึ่งบ่งชี้ว่า ชุมชนชนบทและครัวเรือนรายได้น้อยกำลังแบกรับภาระหนักที่สุด
.
ด้านธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาเอเชียปีนี้ลงเหลือ 4.9% จากเดิม 5.1% พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อเป็น 4.3% และเตือนว่าราคาน้ำมันอาจทรงตัวในระดับสูงไปจนถึงปี 2027 เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานพลังงานต้องใช้เวลาฟื้นตัว
.
มัตเตโอ ลันซาฟาเม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐศาสตร์มหภาคของธนาคารพัฒนาเอเชียกล่าวว่า ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาค “แทบทั้งหมดพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน”
.
“หากมองจากปริมาณน้ำมันที่หายไปจากอุปทานโลก นี่ถือเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”
.
อ่านต่อได้ที่:
https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1245954
.
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจEconomic #กรุงเทพธุรกิจSustain #กรุงเทพธุรกิจClimate
⚠️ NASA เห็นเอเชีย ‘มืดลง’ สัญญาณวิกฤติพลังงานลาม ประเทศยากจนเจ็บหนักสุด เศรษฐกิจเสี่ยงซ้ำรอยโควิด
.
แม้สงครามตะวันออกกลาง จะอยู่ไกลจากเอเชียหลายพันกิโลเมตร แต่ผลกระทบกลับกำลังลุกลามมาถึง “ชีวิตประจำวัน” ของผู้คนทั่วภูมิภาค หลังราคาน้ำมันพุ่งจากความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก
.
ใน “กัมพูชา” วุธ ดารา ผู้ผลิตน้ำแข็งรายย่อยต้องเลิกจ้างพนักงาน 2 คน ยกเลิกเรียนพิเศษภาษาอังกฤษของลูก และหันกลับไปใช้เตาถ่านแทนเตาไฟฟ้า หลังต้นทุนน้ำมัน “พุ่งกว่า 40%” ทำให้ยอดขายลดลงกว่าครึ่ง ขณะที่ยังมีภาระหนี้สินกว่า 20,000 ดอลลาร์ หากสงครามปะทุขึ้นอีก เขากังวลว่าอาจสูญเสียทั้งบ้านและกิจการ
.
ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะรายบุคคล ข้อมูลจาก Bloomberg Economics ที่วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมของ NASA พบว่า เกือบ 60% ของพื้นที่ในเอเชียมีความสว่างยามค่ำคืน “ลดลงผิดปกติ” นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มขึ้น สะท้อนว่าในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะชนบท กำลังลดการใช้ไฟฟ้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อประหยัดต้นทุน แม้หลังการหยุดยิงในเดือนมิถุนายน ตัวเลขจะดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับสูงที่ 54%
.
ประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ “บังกลาเทศ” รองลงมาคือเมียนมา ปากีสถาน จีน อินเดีย และกัมพูชา โดย “สัญญาณการหรี่แสง” กระจุกตัวในพื้นที่นอกเมืองใหญ่ ซึ่งบ่งชี้ว่า ชุมชนชนบทและครัวเรือนรายได้น้อยกำลังแบกรับภาระหนักที่สุด
.
ด้านธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาเอเชียปีนี้ลงเหลือ 4.9% จากเดิม 5.1% พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อเป็น 4.3% และเตือนว่าราคาน้ำมันอาจทรงตัวในระดับสูงไปจนถึงปี 2027 เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานพลังงานต้องใช้เวลาฟื้นตัว
.
มัตเตโอ ลันซาฟาเม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐศาสตร์มหภาคของธนาคารพัฒนาเอเชียกล่าวว่า ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาค “แทบทั้งหมดพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน”
.
“หากมองจากปริมาณน้ำมันที่หายไปจากอุปทานโลก นี่ถือเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”
.
อ่านต่อได้ที่: https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1245954
.
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจEconomic #กรุงเทพธุรกิจSustain #กรุงเทพธุรกิจClimate