🔴1 ตุลานี้ ลูกจ้างโดนหัก 0.25% เพื่อออม “ลาออกถึงได้คืน” แต่กระทบธุรกิจ เจอต้นทุนใหม่

"ลาออกเองก็ได้เงิน"
.
ประโยคสั้น ๆ นี้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ "กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
.
หลายคนมองว่านี่คือ "สวัสดิการใหม่" ของลูกจ้าง เพราะเมื่อออกจากงาน ไม่ว่าจะลาออก ถูกเลิกจ้าง เกษียณ หมดสัญญา หรือเสียชีวิต ก็จะได้รับเงินสะสม พร้อมเงินสมทบจากนายจ้าง และผลตอบแทนจากการบริหารกองทุนตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
.
แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เปลี่ยนแค่สิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง หากยังเป็น "ตัวแปรใหม่" ที่องค์กรต้องนำมาคำนวณ ทั้งต้นทุนแรงงาน การวางแผนกำลังคน และการบริหารธุรกิจในระยะยาว
.
คำถามจึงไม่ได้มีเพียง "ใครมีสิทธิได้รับเงิน" แต่คือ "ธุรกิจจะรับมือกับต้นทุนใหม่อย่างไร"
.
🔴 ทำไมประเทศไทยต้องมีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
.
ที่ผ่านมา หากลูกจ้างถูกเลิกจ้าง นายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าชดเชยตามอายุงานตามที่กฎหมายกำหนด
.
แต่ในกรณีที่ลูกจ้างลาออกเอง หลายคนอาจไม่มีเงินสำรองรองรับช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะแรงงานที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือทำงานในองค์กรที่ไม่มีสวัสดิการด้านการออม
.
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็น "หลักประกันทางการเงิน" ให้กับลูกจ้างที่เข้าเกณฑ์ เมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด
.
แนวคิดของกองทุนนี้คือการสร้างเงินออมร่วมกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้างตั้งแต่วันแรกของการทำงาน เพื่อให้เมื่อถึงวันที่ต้องออกจากงาน ลูกจ้างยังมีเงินก้อนสำหรับใช้จ่ายระหว่างหางานใหม่ เริ่มต้นอาชีพใหม่ หรือรองรับช่วงเกษียณ
.
แม้จะมีเป้าหมายคล้ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ทั้งสองระบบแตกต่างกัน เพราะกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกองทุนที่กำหนดขึ้นตามกฎหมาย ขณะที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้โดยสมัครใจ
.
🔴 กฎหมายใหม่ ลูกจ้างได้อะไร
.
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป นายจ้างและลูกจ้างจะร่วมกันส่งเงินเข้ากองทุน โดยในช่วง 5 ปีแรก ทั้งสองฝ่ายจะส่งเงินฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง ก่อนปรับเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.50% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป
.
เงินที่ลูกจ้างส่งเรียกว่า "เงินสะสม" ส่วนเงินที่นายจ้างจ่ายเพิ่มเติมเรียกว่า "เงินสมทบ"
.
เมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็นการลาออก ถูกเลิกจ้าง เกษียณ หมดสัญญา หรือเสียชีวิต ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิจะได้รับเงินดังกล่าวคืนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
.
จุดที่หลายคนให้ความสนใจคือ แม้จะเป็นฝ่ายลาออกเอง ก็ยังได้รับสิทธิ ไม่ได้จำกัดเฉพาะกรณีถูกเลิกจ้าง
.
🔴 แต่ในมุมธุรกิจ นี่คือ "ต้นทุนใหม่" ที่ต้องวางแผน
.
แม้อัตราเงินสมทบของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มต้นเพียง 0.25% ของค่าจ้าง แต่สำหรับองค์กรที่มีพนักงานจำนวนมาก ต้นทุนดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นเป็นหลักล้านบาทต่อปี
.
ตัวอย่างเช่น บริษัทที่มีพนักงาน 5,000 คน และมีค่าจ้างเฉลี่ย 20,000 บาทต่อเดือน จะมีต้นทุนเงินสมทบประมาณ 3 ล้านบาทต่อปี ในช่วงอัตรา 0.25% และเพิ่มเป็นประมาณ 6 ล้านบาทต่อปี เมื่ออัตราปรับเป็น 0.50%
.
โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น ค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ โรงงาน โรงแรม ร้านอาหาร โลจิสติกส์ และศูนย์กระจายสินค้า เพราะแม้ต้นทุนต่อคนจะไม่สูง แต่เมื่อรวมทั้งองค์กร ตัวเลขดังกล่าวก็ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่มองข้ามได้
.
🔴 ต้นทุนเพิ่ม แต่ไม่ใช่เหตุผลในการ "ลดคน"
.
การมาของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเกิดขึ้นในช่วงที่ภาคธุรกิจยังต้องรับมือกับต้นทุนหลายด้าน ทั้งค่าแรงขั้นต่ำ ราคาพลังงาน วัตถุดิบ และการลงทุนด้านเทคโนโลยี
.
หลายองค์กรจึงเริ่มลงทุนใน AI, Automation และ HR Tech เพื่อช่วยลดงานซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน
.
เช่น การใช้ AI ช่วยตอบคำถามลูกค้า ระบบ Payroll อัตโนมัติ การใช้ Data Analytics วางแผนอัตรากำลัง หรือระบบ Workforce Management เพื่อบริหารตารางการทำงาน
.
เป้าหมายไม่ใช่การแทนที่คน แต่คือการทำให้พนักงานสามารถสร้างผลงานได้มากขึ้น
.
🔴 กฎหมายนี้ทำให้ Employer Branding สำคัญกว่าเดิม
.
แม้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะช่วยยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงาน แต่สำหรับองค์กรที่ต้องการแข่งขันเพื่อดึงดูดคนเก่ง กฎหมายฉบับนี้อาจเป็นเพียง "มาตรฐานขั้นต่ำ"
.
ในอนาคต การแข่งขันจะไม่ได้อยู่แค่การปฏิบัติตามกฎหมาย แต่คือการสร้างสวัสดิการที่ดีขึ้น สร้างโอกาสเติบโตในอาชีพ และสร้างประสบการณ์การทำงานที่ทำให้พนักงานอยากอยู่กับองค์กรต่อไป
.
🔴 Insight : กฎหมายแรงงานที่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดขององค์กร
.
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอาจถูกจดจำในฐานะกฎหมายที่ทำให้ "ลาออกก็ได้เงิน"
.
แต่ในมุมของภาคธุรกิจ ความหมายของกฎหมายฉบับนี้มากกว่านั้น เพราะเป็นสัญญาณว่า การบริหารทรัพยากรบุคคลกำลังเปลี่ยนไป
.
จากเดิมที่ต้นทุนการจ้างงานวัดจากเงินเดือนเป็นหลัก วันนี้องค์กรต้องมองรวมถึงสวัสดิการ การปฏิบัติตามกฎหมาย การใช้เทคโนโลยี และการสร้างองค์กรที่ทำให้พนักงานอยากอยู่ต่อ
.
สำหรับแบรนด์ การรับมือกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจึงไม่ใช่แค่การเตรียมงบประมาณ แต่คือการทบทวนกลยุทธ์การบริหารคนทั้งหมด
.
เพราะในวันที่ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น "ประสิทธิภาพของคน" จะกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ
.
ที่มา :Marketeer Online
🔴1 ตุลานี้ ลูกจ้างโดนหัก 0.25% เพื่อออม “ลาออกถึงได้คืน” แต่กระทบธุรกิจ เจอต้นทุนใหม่
"ลาออกเองก็ได้เงิน"
.
ประโยคสั้น ๆ นี้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ "กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
.
หลายคนมองว่านี่คือ "สวัสดิการใหม่" ของลูกจ้าง เพราะเมื่อออกจากงาน ไม่ว่าจะลาออก ถูกเลิกจ้าง เกษียณ หมดสัญญา หรือเสียชีวิต ก็จะได้รับเงินสะสม พร้อมเงินสมทบจากนายจ้าง และผลตอบแทนจากการบริหารกองทุนตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
.
แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เปลี่ยนแค่สิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง หากยังเป็น "ตัวแปรใหม่" ที่องค์กรต้องนำมาคำนวณ ทั้งต้นทุนแรงงาน การวางแผนกำลังคน และการบริหารธุรกิจในระยะยาว
.
คำถามจึงไม่ได้มีเพียง "ใครมีสิทธิได้รับเงิน" แต่คือ "ธุรกิจจะรับมือกับต้นทุนใหม่อย่างไร"
.
🔴 ทำไมประเทศไทยต้องมีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
.
ที่ผ่านมา หากลูกจ้างถูกเลิกจ้าง นายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าชดเชยตามอายุงานตามที่กฎหมายกำหนด
.
แต่ในกรณีที่ลูกจ้างลาออกเอง หลายคนอาจไม่มีเงินสำรองรองรับช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะแรงงานที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือทำงานในองค์กรที่ไม่มีสวัสดิการด้านการออม
.
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็น "หลักประกันทางการเงิน" ให้กับลูกจ้างที่เข้าเกณฑ์ เมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด
.
แนวคิดของกองทุนนี้คือการสร้างเงินออมร่วมกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้างตั้งแต่วันแรกของการทำงาน เพื่อให้เมื่อถึงวันที่ต้องออกจากงาน ลูกจ้างยังมีเงินก้อนสำหรับใช้จ่ายระหว่างหางานใหม่ เริ่มต้นอาชีพใหม่ หรือรองรับช่วงเกษียณ
.
แม้จะมีเป้าหมายคล้ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ทั้งสองระบบแตกต่างกัน เพราะกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกองทุนที่กำหนดขึ้นตามกฎหมาย ขณะที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้โดยสมัครใจ
.
🔴 กฎหมายใหม่ ลูกจ้างได้อะไร
.
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป นายจ้างและลูกจ้างจะร่วมกันส่งเงินเข้ากองทุน โดยในช่วง 5 ปีแรก ทั้งสองฝ่ายจะส่งเงินฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง ก่อนปรับเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.50% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป
.
เงินที่ลูกจ้างส่งเรียกว่า "เงินสะสม" ส่วนเงินที่นายจ้างจ่ายเพิ่มเติมเรียกว่า "เงินสมทบ"
.
เมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็นการลาออก ถูกเลิกจ้าง เกษียณ หมดสัญญา หรือเสียชีวิต ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิจะได้รับเงินดังกล่าวคืนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
.
จุดที่หลายคนให้ความสนใจคือ แม้จะเป็นฝ่ายลาออกเอง ก็ยังได้รับสิทธิ ไม่ได้จำกัดเฉพาะกรณีถูกเลิกจ้าง
.
🔴 แต่ในมุมธุรกิจ นี่คือ "ต้นทุนใหม่" ที่ต้องวางแผน
.
แม้อัตราเงินสมทบของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มต้นเพียง 0.25% ของค่าจ้าง แต่สำหรับองค์กรที่มีพนักงานจำนวนมาก ต้นทุนดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นเป็นหลักล้านบาทต่อปี
.
ตัวอย่างเช่น บริษัทที่มีพนักงาน 5,000 คน และมีค่าจ้างเฉลี่ย 20,000 บาทต่อเดือน จะมีต้นทุนเงินสมทบประมาณ 3 ล้านบาทต่อปี ในช่วงอัตรา 0.25% และเพิ่มเป็นประมาณ 6 ล้านบาทต่อปี เมื่ออัตราปรับเป็น 0.50%
.
โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น ค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ โรงงาน โรงแรม ร้านอาหาร โลจิสติกส์ และศูนย์กระจายสินค้า เพราะแม้ต้นทุนต่อคนจะไม่สูง แต่เมื่อรวมทั้งองค์กร ตัวเลขดังกล่าวก็ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่มองข้ามได้
.
🔴 ต้นทุนเพิ่ม แต่ไม่ใช่เหตุผลในการ "ลดคน"
.
การมาของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเกิดขึ้นในช่วงที่ภาคธุรกิจยังต้องรับมือกับต้นทุนหลายด้าน ทั้งค่าแรงขั้นต่ำ ราคาพลังงาน วัตถุดิบ และการลงทุนด้านเทคโนโลยี
.
หลายองค์กรจึงเริ่มลงทุนใน AI, Automation และ HR Tech เพื่อช่วยลดงานซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน
.
เช่น การใช้ AI ช่วยตอบคำถามลูกค้า ระบบ Payroll อัตโนมัติ การใช้ Data Analytics วางแผนอัตรากำลัง หรือระบบ Workforce Management เพื่อบริหารตารางการทำงาน
.
เป้าหมายไม่ใช่การแทนที่คน แต่คือการทำให้พนักงานสามารถสร้างผลงานได้มากขึ้น
.
🔴 กฎหมายนี้ทำให้ Employer Branding สำคัญกว่าเดิม
.
แม้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะช่วยยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงาน แต่สำหรับองค์กรที่ต้องการแข่งขันเพื่อดึงดูดคนเก่ง กฎหมายฉบับนี้อาจเป็นเพียง "มาตรฐานขั้นต่ำ"
.
ในอนาคต การแข่งขันจะไม่ได้อยู่แค่การปฏิบัติตามกฎหมาย แต่คือการสร้างสวัสดิการที่ดีขึ้น สร้างโอกาสเติบโตในอาชีพ และสร้างประสบการณ์การทำงานที่ทำให้พนักงานอยากอยู่กับองค์กรต่อไป
.
🔴 Insight : กฎหมายแรงงานที่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดขององค์กร
.
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอาจถูกจดจำในฐานะกฎหมายที่ทำให้ "ลาออกก็ได้เงิน"
.
แต่ในมุมของภาคธุรกิจ ความหมายของกฎหมายฉบับนี้มากกว่านั้น เพราะเป็นสัญญาณว่า การบริหารทรัพยากรบุคคลกำลังเปลี่ยนไป
.
จากเดิมที่ต้นทุนการจ้างงานวัดจากเงินเดือนเป็นหลัก วันนี้องค์กรต้องมองรวมถึงสวัสดิการ การปฏิบัติตามกฎหมาย การใช้เทคโนโลยี และการสร้างองค์กรที่ทำให้พนักงานอยากอยู่ต่อ
.
สำหรับแบรนด์ การรับมือกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจึงไม่ใช่แค่การเตรียมงบประมาณ แต่คือการทบทวนกลยุทธ์การบริหารคนทั้งหมด
.
เพราะในวันที่ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น "ประสิทธิภาพของคน" จะกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ
.
ที่มา :Marketeer Online