Gen Z โหยหาสวัสดิการ "กองทุนเกษียณ" มากกว่าโต๊ะปิงปอง อาหารว่าง หรือปาร์ตี้หลังเลิกงาน

หากพูดถึงวัยทำงาน Gen Z หลายคนอาจนึกถึงภาพของพนักงานรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การใช้ชีวิต รักอิสระ เปลี่ยนงานเร็ว และกล้าใช้เงินกับสิ่งที่ตัวเองให้คุณค่า แต่นั่นอาจไม่จริงเสมอไปในยุคนี้ เพราะมีรายงานว่า คนรุ่นเดียวกันนี้กำลังกลายเป็นรุ่นที่กังวลเรื่องการเงินมากที่สุด และพยายามจัดการเรื่องการเงินของตัวเองอย่างจริงจังที่สุดเช่นกัน
คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย กำหนดคืนหนึ่งของสัปดาห์เป็น "Admin Night" หรือคืนสำหรับจัดการสารพัดเอกสารการเงินที่ต้องเคลียร์ทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นจ่ายบิลต่างๆ ตรวจสอบบัญชี วางแผนการเงิน เช็กงบประมาณการใช้ชีวิตรายเดือน บางคนบันทึกรายรับรายจ่ายแทบทุกบาททุกสตางค์ ขณะที่อีกหลายคนเริ่มสนใจการลงทุนและการออมเพื่อการเกษียณตั้งแต่อายุยังน้อย
การมี "แผนเก็บเงินระยะยาว" กลายเป็นเรื่องที่ได้รับการพูดถึงในหมู่คนรุ่นเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขากลับรู้สึกว่าความมั่นคงที่พยายามสร้าง ดูเหมือนจะยังห่างไกลหรืออาจไม่มีทางเกิดขึ้น
เพราะทันทีที่เริ่มต้นชีวิตการทำงาน คนรุ่นใหม่ชาว Gen Z ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความผันผวนของเศรษฐกิจ ผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 และค่าใช้จ่ายรายเดือน ที่รออยู่ตั้งแต่เงินเดือนก้อนแรกยังไม่ทันเข้าบัญชี
คำถามคือ.. พวกเขาจะสร้างความมั่นคงให้ชีวิตในยุคนี้ได้อย่างไร?
เอ็ดเวิร์ด โจนส์ (Edward Jones) ที่ปรึกษาทางการเงิน มองว่า สิ่งที่คนรุ่น Gen Z ต้องการจากนายจ้างในวันนี้ ไม่ใช่สวัสดิการด้านอาหารเครื่องดื่ม กิจกรรมสังสรรค์หลังเลิกงาน หรือสวัสดิการที่สร้างความสุขเพียงชั่วคราว แต่คือ สวัสดิการที่ช่วยให้พวกเขามีอนาคตที่มั่นคงมากขึ้น เช่น สวัสดิการด้านแผนการออมเพื่อการเกษียณ
ทั้งนี้ หากบริษัทไหนมีสวัสดิการดังกล่าว พบว่ามีส่วนช่วยให้พนักงานอยู่ยาวขึ้น และทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ยืนยันจากผลสำรวจของ ดีลอยต์ (Deloitte) ในปี 2025 ที่ชี้ว่า สวัสดิการด้านการเงินกำลังมีบทบาทมากขึ้นในการรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กร โดยเฉพาะการเสนอ แผนออมเพื่อการเกษียณที่มีคุณภาพ การสมทบเงินออมจากนายจ้าง รวมถึงการให้ความรู้และคำแนะนำด้านการเงิน ซึ่งล้วนช่วยให้พนักงานมีความมั่นใจในการวางแผนอนาคตมากขึ้น
เมื่อพนักงานรู้สึกว่าตัวเองกำลังสร้างหลักประกันทางการเงินได้ ความกังวลเรื่องเงินก็ลดลง ส่งผลให้พวกเขามีส่วนร่วมกับองค์กรมากขึ้น มีประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น และมีแนวโน้มทำงานกับองค์กรในระยะยาวมากขึ้นด้วย
นอกจากนี้ ดีลอยต์ยังชี้ว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่มาพร้อมกับแผนออมเพื่อการเกษียณ ยังเป็นผลดีต่อทั้งพนักงานและนายจ้าง ทำให้สวัสดิการลักษณะนี้ไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนขององค์กร แต่เป็นการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่าย
อ่านต่อ:
https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1245366
“เป็นสิ่งที่คนทุกเจนต้องการ” Gen Z โหยหาสวัสดิการ "กองทุนเกษียณ" มากกว่า อาหารว่าง หรือปาร์ตี้หลังเลิกงาน
หากพูดถึงวัยทำงาน Gen Z หลายคนอาจนึกถึงภาพของพนักงานรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การใช้ชีวิต รักอิสระ เปลี่ยนงานเร็ว และกล้าใช้เงินกับสิ่งที่ตัวเองให้คุณค่า แต่นั่นอาจไม่จริงเสมอไปในยุคนี้ เพราะมีรายงานว่า คนรุ่นเดียวกันนี้กำลังกลายเป็นรุ่นที่กังวลเรื่องการเงินมากที่สุด และพยายามจัดการเรื่องการเงินของตัวเองอย่างจริงจังที่สุดเช่นกัน
คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย กำหนดคืนหนึ่งของสัปดาห์เป็น "Admin Night" หรือคืนสำหรับจัดการสารพัดเอกสารการเงินที่ต้องเคลียร์ทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นจ่ายบิลต่างๆ ตรวจสอบบัญชี วางแผนการเงิน เช็กงบประมาณการใช้ชีวิตรายเดือน บางคนบันทึกรายรับรายจ่ายแทบทุกบาททุกสตางค์ ขณะที่อีกหลายคนเริ่มสนใจการลงทุนและการออมเพื่อการเกษียณตั้งแต่อายุยังน้อย
การมี "แผนเก็บเงินระยะยาว" กลายเป็นเรื่องที่ได้รับการพูดถึงในหมู่คนรุ่นเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขากลับรู้สึกว่าความมั่นคงที่พยายามสร้าง ดูเหมือนจะยังห่างไกลหรืออาจไม่มีทางเกิดขึ้น
เพราะทันทีที่เริ่มต้นชีวิตการทำงาน คนรุ่นใหม่ชาว Gen Z ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความผันผวนของเศรษฐกิจ ผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 และค่าใช้จ่ายรายเดือน ที่รออยู่ตั้งแต่เงินเดือนก้อนแรกยังไม่ทันเข้าบัญชี
คำถามคือ.. พวกเขาจะสร้างความมั่นคงให้ชีวิตในยุคนี้ได้อย่างไร?
เอ็ดเวิร์ด โจนส์ (Edward Jones) ที่ปรึกษาทางการเงิน มองว่า สิ่งที่คนรุ่น Gen Z ต้องการจากนายจ้างในวันนี้ ไม่ใช่สวัสดิการด้านอาหารเครื่องดื่ม กิจกรรมสังสรรค์หลังเลิกงาน หรือสวัสดิการที่สร้างความสุขเพียงชั่วคราว แต่คือ สวัสดิการที่ช่วยให้พวกเขามีอนาคตที่มั่นคงมากขึ้น เช่น สวัสดิการด้านแผนการออมเพื่อการเกษียณ
ทั้งนี้ หากบริษัทไหนมีสวัสดิการดังกล่าว พบว่ามีส่วนช่วยให้พนักงานอยู่ยาวขึ้น และทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ยืนยันจากผลสำรวจของ ดีลอยต์ (Deloitte) ในปี 2025 ที่ชี้ว่า สวัสดิการด้านการเงินกำลังมีบทบาทมากขึ้นในการรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กร โดยเฉพาะการเสนอ แผนออมเพื่อการเกษียณที่มีคุณภาพ การสมทบเงินออมจากนายจ้าง รวมถึงการให้ความรู้และคำแนะนำด้านการเงิน ซึ่งล้วนช่วยให้พนักงานมีความมั่นใจในการวางแผนอนาคตมากขึ้น
เมื่อพนักงานรู้สึกว่าตัวเองกำลังสร้างหลักประกันทางการเงินได้ ความกังวลเรื่องเงินก็ลดลง ส่งผลให้พวกเขามีส่วนร่วมกับองค์กรมากขึ้น มีประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น และมีแนวโน้มทำงานกับองค์กรในระยะยาวมากขึ้นด้วย
นอกจากนี้ ดีลอยต์ยังชี้ว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่มาพร้อมกับแผนออมเพื่อการเกษียณ ยังเป็นผลดีต่อทั้งพนักงานและนายจ้าง ทำให้สวัสดิการลักษณะนี้ไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนขององค์กร แต่เป็นการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่าย
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1245366