มนุษย์เงินเดือนเตรียมเช็กสลิป! 1 ตุลาคมนี้ นโยบายหักเงินสมทบ 0.25% เพื่อ "บังคับออม" เริ่มต้นขึ้นแล้ว พร้อมเงื่อนไขสุดหิน "ลาออกถึงจะได้คืน" คำถามคือ ในยุคที่กองทุนประกันสังคมมีข่าวตัวแดงติดลบหลักแสนล้าน นโยบายนี้คือการสร้างวินัยการเงินให้พวกเราจริงๆ หรือแค่หาแหล่งเงินทุนใหม่ไปโปะระบบ?
อีกไม่กี่วัน พวกเราที่เป็นมนุษย์เงินเดือนจะต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงในสลิปเงินเดือนอีกครั้ง กับนโยบายการหักเงิน 0.25% ที่ถูกเคลมว่าเป็น "เงินออม" สำหรับลูกจ้าง ซึ่งจะได้คืนก็ต่อเมื่อเรา "ลาออก" จากงานเท่านั้น ฟังดูผิวเผินเหมือนรัฐกำลังช่วยเราวางแผนเกษียณ หรือสร้างเบาะรองรับยามตกงาน แต่เมื่อมองลึกลงไปในบริบทปัจจุบัน หลายคนกลับรู้สึก "ระแวง" มากกว่า "อุ่นใจ"
ประเด็นแรกที่เลี่ยงไม่ได้คือ "ภาระต้นทุน" ที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่ฝั่งลูกจ้างที่เงินเดือนสุทธิลดลง แต่ฝั่ง "นายจ้าง" ก็ต้องแบกรับต้นทุนการสมทบที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ในยุคที่เศรษฐกิจไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่ การเพิ่ม Fixed Cost เข้าไปในระบบธุรกิจแบบนี้ อาจกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายสำหรับ SME หลายราย และสุดท้าย ผลกระทบอาจตีกลับมาที่การชะลอจ้างงาน หรือการงดขึ้นเงินเดือนของลูกจ้างเอง
ประเด็นที่สอง ซึ่งเป็นจุดที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับคนทำงาน คือ "ความเชื่อมั่นในระบบ" ทุกวันนี้ข่าวการขาดทุนสะสมหลักแสนล้านของกองทุนประกันสังคม ทำให้หลายคนตั้งคำถามหนักมากว่า เงิน 0.25% ที่หักเพิ่มไป จะถูกนำไปบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ หรือไม่?
หลายคนมีประสบการณ์ตรงที่เลวร้ายเวลาไปขอรับสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะ "เงินชดเชยกรณีว่างงาน" ที่ควรจะได้รวดเร็วเพื่อประทังชีวิต แต่กลับต้องเจอปัญหาระบบล่ม เจ้าหน้าที่ดำเนินการล่าช้า หรือขั้นตอนที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น ทั้งๆ ที่นั่นคือ "เงินที่เราจ่ายสมทบไปทุกเดือน" เมื่อการจัดการของเก่ายังไม่สมูท การถูกบังคับให้จ่ายของใหม่เพิ่ม จึงตามมาด้วยคำถามตัวโตๆ ว่า "สรุปนี่คือเงินออมของเรา หรือเงินกู้ยืมฉุกเฉินของใคร?"
การสร้างวินัยการออมเป็นเรื่องที่ดี แต่การ "บังคับออม" โดยพ่วงไว้กับระบบที่ประชาชนยังมีคำถามเรื่องประสิทธิภาพและความโปร่งใส ย่อมสร้างความอึดอัดใจให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แล้วเพื่อนๆ ชาวมนุษย์เงินเดือนและเจ้าของธุรกิจล่ะครับ มองเรื่องการหักเงิน 0.25% ครั้งนี้ยังไงบ้าง? คิดว่านี่คือนโยบายที่เกิดประโยชน์ระยะยาว หรือแค่การเพิ่มภาระในวันที่เศรษฐกิจยังฝืดเคือง? มาระบายและแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้เลยครับ!
1 ตุลาฯ นี้ โดนหักเงินเดือนเพิ่ม 0.25% ออมเพื่ออนาคต หรือดึงเงินไปหมุน? ถามใจมนุษย์เงินเดือนและนายจ้าง!
อีกไม่กี่วัน พวกเราที่เป็นมนุษย์เงินเดือนจะต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงในสลิปเงินเดือนอีกครั้ง กับนโยบายการหักเงิน 0.25% ที่ถูกเคลมว่าเป็น "เงินออม" สำหรับลูกจ้าง ซึ่งจะได้คืนก็ต่อเมื่อเรา "ลาออก" จากงานเท่านั้น ฟังดูผิวเผินเหมือนรัฐกำลังช่วยเราวางแผนเกษียณ หรือสร้างเบาะรองรับยามตกงาน แต่เมื่อมองลึกลงไปในบริบทปัจจุบัน หลายคนกลับรู้สึก "ระแวง" มากกว่า "อุ่นใจ"
ประเด็นแรกที่เลี่ยงไม่ได้คือ "ภาระต้นทุน" ที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่ฝั่งลูกจ้างที่เงินเดือนสุทธิลดลง แต่ฝั่ง "นายจ้าง" ก็ต้องแบกรับต้นทุนการสมทบที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ในยุคที่เศรษฐกิจไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่ การเพิ่ม Fixed Cost เข้าไปในระบบธุรกิจแบบนี้ อาจกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายสำหรับ SME หลายราย และสุดท้าย ผลกระทบอาจตีกลับมาที่การชะลอจ้างงาน หรือการงดขึ้นเงินเดือนของลูกจ้างเอง
ประเด็นที่สอง ซึ่งเป็นจุดที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับคนทำงาน คือ "ความเชื่อมั่นในระบบ" ทุกวันนี้ข่าวการขาดทุนสะสมหลักแสนล้านของกองทุนประกันสังคม ทำให้หลายคนตั้งคำถามหนักมากว่า เงิน 0.25% ที่หักเพิ่มไป จะถูกนำไปบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ หรือไม่?
หลายคนมีประสบการณ์ตรงที่เลวร้ายเวลาไปขอรับสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะ "เงินชดเชยกรณีว่างงาน" ที่ควรจะได้รวดเร็วเพื่อประทังชีวิต แต่กลับต้องเจอปัญหาระบบล่ม เจ้าหน้าที่ดำเนินการล่าช้า หรือขั้นตอนที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น ทั้งๆ ที่นั่นคือ "เงินที่เราจ่ายสมทบไปทุกเดือน" เมื่อการจัดการของเก่ายังไม่สมูท การถูกบังคับให้จ่ายของใหม่เพิ่ม จึงตามมาด้วยคำถามตัวโตๆ ว่า "สรุปนี่คือเงินออมของเรา หรือเงินกู้ยืมฉุกเฉินของใคร?"
การสร้างวินัยการออมเป็นเรื่องที่ดี แต่การ "บังคับออม" โดยพ่วงไว้กับระบบที่ประชาชนยังมีคำถามเรื่องประสิทธิภาพและความโปร่งใส ย่อมสร้างความอึดอัดใจให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แล้วเพื่อนๆ ชาวมนุษย์เงินเดือนและเจ้าของธุรกิจล่ะครับ มองเรื่องการหักเงิน 0.25% ครั้งนี้ยังไงบ้าง? คิดว่านี่คือนโยบายที่เกิดประโยชน์ระยะยาว หรือแค่การเพิ่มภาระในวันที่เศรษฐกิจยังฝืดเคือง? มาระบายและแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้เลยครับ!