โรคหลอดเลือดสมอง หรือ สโตรก (Stroke) คือ ความผิดปกติของหลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงสมอง โดยอาจเกิดจากหลอดเลือดอุดตันจนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ หรือเกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก ทำให้การทำงานของสมองบริเวณที่เสียหายทำงานผิดปกติ ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น การเคลื่อนไหว การพูด การมองเห็น ความจำ หรือการควบคุมร่างกายบางส่วนโดยสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่
1. โรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke)
เกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่เพียงพอ ทำให้ได้รับออกซิเจนและสารอาหารลดลง ส่งผลให้เนื้อสมองบริเวณนั้นทำงานผิดปกติ
โดยสาเหตุหลักที่พบได้ ได้แก่
✴️หลอดเลือดสมองตีบ เกิดจากการสะสมของไขมันและสารต่าง ๆ บริเวณผนังหลอดเลือด ทำให้ผนังหลอดเลือดหนาตัวขึ้นและช่องทางเดินเลือดแคบลง ส่งผลให้เลือดไหลผ่านไปเลี้ยงสมองได้ลดลง
✴️หลอดเลือดสมองอุดตัน เกิดจากที่ลิ่มเลือดหรือสิ่งอุดตันเข้าไปขวางทางเดินเลือด โดยอาจเกิดขึ้นภายในหลอดเลือดบริเวณนั้น หรือเป็นลิ่มเลือดที่เคลื่อนมาจากตำแหน่งอื่น ส่งผลให้เลือดไม่สามารถไหลไปเลี้ยงสมองบริเวณนั้นได้ตามปกติ
2. โรคหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke)
เกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก ทำให้มีเลือดออกภายในสมองหรือบริเวณโดยรอบ ส่งผลให้เนื้อสมองบริเวณนั้นได้รับผลกระทบ และอาจทำให้การทำงานของสมองเปลี่ยนแปลงไปสาเหตุที่อาจเพิ่มโอกาสให้หลอดเลือดแตก เช่น ความดันโลหิตสูงความผิดปกติของหลอดเลือดบางชนิด ซึ่งอาจทำให้หลอดเลือดมีความเปราะบางหรือมีโครงสร้างไม่แข็งแรงตามปกติ เพิ่มโอกาสให้เกิดการแตกและมีเลือดออกภายในสมอง เป็นต้น
⚠️ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง
โรคหลอดเลือดในสมองสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่บางคนอาจมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากอายุ โรคประจำตัว ประวัติสุขภาพ หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ส่งผลต่อสุขภาพของหลอดเลือด
โดยความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
🚫กลุ่มความเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้
ความเสี่ยงบางอย่างเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่การรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยงด้านใด จะช่วยให้ดูแลสุขภาพและปรับพฤติกรรมได้เหมาะสมมากขึ้น ได้แก่
📍อายุที่เพิ่มขึ้น เมื่อเราอายุมากขึ้น หลอดเลือดทั่วร่างกายรวมถึงหลอดเลือดสมองจะเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ ผนังหลอดเลือดจะเริ่มแข็งตัวและสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ไม่คล่องตัวเหมือนเดิม ส่งผลให้ความเสี่ยงในการเกิดโรคเพิ่มสูงขึ้น
📍มีประวัติคนในครอบครัวเคยป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง อาจทำให้มีโอกาสเกิดโรคได้มากขึ้น เนื่องจากพันธุกรรมและปัจจัยด้านสุขภาพบางอย่าง
🚫กลุ่มความเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้
ความเสี่ยงกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับโรคประจำตัวและพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจช่วยลดโอกาสเกิดโรคได้ ได้แก่
▫️เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาก่อน มีโอกาสเกิดซ้ำได้
▫️ความดันโลหิตสูง เนื่องจาก ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดต้องรับแรงดันเลือดสูงอยู่ต่อเนื่อง ทำให้หลอดเลือดอ่อนแอลงและมีโอกาสแตกได้มากขึ้น
▫️โรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานาน อาจทำให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมสภาพ และทำให้หลอดเลือดตีบหรืออุดตันได้ง่ายขึ้น
▫️ไขมันในเลือดสูง :เมื่อระดับไขมันในเลือดสูง ไขมันอาจค่อย ๆ สะสมบริเวณผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลงและเลือดไหลเวียนได้ลดลง
▫️โรคหัวใจบางชนิดเช่น
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจทำให้เกิดลิ่มเลือดภายในหัวใจได้ หากลิ่มเลือดหลุดเข้าสู่กระแสเลือดและไปอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง
▫️การสูบบุหรี่ สารเคมีในบุหรี่อาจทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและตีบแคบลง
▫️พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่นไม่ออกกำลังกาย ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก หรือมีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อสุขภาพของหลอดเลือดในระยะยาว
ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการอย่างเฉียบพลัน และไม่ควรมองข้าม เพราะยิ่งได้รับการรักษาเร็ว ก็ยิ่งช่วยลดความเสียหายของสมองและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวได้ สามารถสังเกตได้ตามหลัก BEFAST โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
หากสงสัยว่าเป็นสโตรก แพทย์จะรีบตรวจและประเมินอาการโดยเร็ว เพราะต้องแยกให้ได้ว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบตันหรือโรคหลอดเลือดสมองแตก ซึ่งทั้ง 2 ประเภทมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน
เบื้องต้น แพทย์จะทำการซักประวัติ เช่น เวลาที่เริ่มมีอาการ ลักษณะของอาการ โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ แล้วจะตรวจร่างกายและประเมินการทำงานของระบบประสาท เช่น การเคลื่อนไหว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การพูด การมองเห็น การรับความรู้สึก และการทรงตัว หลังจากนั้น แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัย ระบุบริเวณที่เกิดความผิดปกติ และแยกชนิดของโรค โดยการตรวจ ได้แก่
🔸เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) ใช้ตรวจว่ามีเลือดออกในสมองไหมและช่วยให้แยกชนิดของโรคได้
🔸การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) แสดงรายละเอียดของเนื้อสมองได้ชัดเจนขึ้น ทำให้สามารถประเมินตำแหน่งและขอบเขตของสมองที่ได้รับผลกระทบได้
🔸การตรวจหลอดเลือดสมอง (CT Angiography หรือ MR Angiography) ใช้ดูว่าหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองมีการตีบ อุดตัน หรือมีความผิดปกติอื่น ๆ ไหม
นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) หรือตรวจอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อค้นหาสาเหตุที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ระดับน้ำตาลในเลือด หรือความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นโรคที่ต้องได้รับการดูแลอย่างรวดเร็ว เพราะความล่าช้าในการรักษาอาจส่งผลต่อการทำงานของสมองและการฟื้นตัวของผู้ป่วยได้เมื่อพบอาการผิดปกติที่สงสัย ควรรีบเข้ารับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม รวมถึงเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัว นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เช่น ควบคุมโรคประจำตัว รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และตรวจสุขภาพตามความเหมาะสม ล้วนมีส่วนช่วยลดโอกาสเกิดโรคและส่งเสริมสุขภาพในระยะยาว
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
สัญญาณโรคหลอดเลือดสมอง อาจเริ่มจากอาการที่คุณคิดว่าไม่เป็นไร
โรคหลอดเลือดสมอง หรือ สโตรก (Stroke) คือ ความผิดปกติของหลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงสมอง โดยอาจเกิดจากหลอดเลือดอุดตันจนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ หรือเกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก ทำให้การทำงานของสมองบริเวณที่เสียหายทำงานผิดปกติ ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น การเคลื่อนไหว การพูด การมองเห็น ความจำ หรือการควบคุมร่างกายบางส่วนโดยสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้