เรื่องเล่าจากทางบ้าน ตอนที่ 16 บ้านพักหลังสุดท้าย



เรื่องเล่าจากทางบ้าน ตอนที่ 16
บ้านพักหลังสุดท้าย
มีคนเคยบอกผมไว้ประโยคหนึ่ง...
"ถ้าที่พักบอกว่าเต็ม ก็อย่าพยายามหาทางเข้าไปพัก"
ตอนนั้นผมได้แต่หัวเราะ เพราะคิดว่าเป็นเพียงความเชื่อของคนโบราณ
จนกระทั่งได้ไปเจอกับเหตุการณ์ในคืนนั้น...
หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่โรงแรมหรือรีสอร์ตบอกผมว่า "ห้องเต็ม" ผมจะไม่เคยตื้ออีกเลย
...
น่าจะเป็นเวลาหลายปีแล้วสินะ ที่ไม่ได้มีเรื่องเล่าจากทางบ้าน วันนี้ถือว่าเป็นฤกษ์งามยามดี ที่ได้กลับมาเล่าเรื่องอีกครั้ง
เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงวันหยุดยาวของผมและครอบครัว
ตอนแรกพวกเรานั่งวางแผนกันอยู่หลายวันว่าจะไปเที่ยวจังหวัดไหนดี ลังเลกันอยู่ 2-3 จังหวัด สุดท้ายก็มาจบที่จังหวัดหนึ่งทางภาคตะวันออก ซึ่งติดทะเล แต่ผมคงไม่ขอบอกว่าจังหวัดอะไรนะครับ
ด้วยความที่ตัดสินใจกันค่อนข้างช้า ที่พักหลายแห่งก็ถูกจองเต็มไปหมด
พอโทรไปที่ไหน คำตอบที่ได้ก็เหมือนกันแทบทุกแห่ง
"เต็มแล้วครับ"
"ไม่มีห้องว่างแล้ว"
"ต้องขออภัยจริง ๆ"
ยิ่งใกล้วันเดินทาง พวกเราก็เริ่มกังวล เพราะถ้าหาห้องไม่ได้ แผนทั้งหมดคงต้องยกเลิก
จนสุดท้ายผมนึกขึ้นได้ว่า มีเพื่อนคนหนึ่งเคยมาพักรีสอร์ตแห่งนี้บ่อย ๆ
เลยลองโทรไปถาม
เพื่อนบอกว่า รู้จักเจ้าหน้าที่อยู่คนหนึ่ง ลองติดต่อดูไหม เผื่อจะพอช่วยได้
ผมจึงลองโทรไป
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาว่า
"อ๋อ...ยังมีว่างอยู่หลังหนึ่ง"
ผมรีบถามทันที
"พักได้กี่คนครับ"
เจ้าหน้าที่ตอบว่า
"ปกติพักได้ 4 คน แต่เห็นว่ามากัน 5 คน เดี๋ยวจัดให้ ไม่ต้องเพิ่มเตียงเสริม"
ตอนนั้นพวกเราดีใจกันมาก
ไม่มีใครคิดอะไร นอกจากรู้สึกว่าโชคดีเหลือเกิน ที่ยังมีห้องเหลืออยู่ในช่วงวันหยุดยาว
คืนนั้นต่างคนต่างกลับไปจัดกระเป๋า เสื้อผ้า ของใช้ เตรียมเดินทางกันอย่างตื่นเต้น
...
เช้าวันเดินทาง ทุกอย่างเป็นปกติ
แม้จะเป็นช่วงหน้าฝน แต่ตลอดทางกลับไม่มีฝนตกเลย
อากาศดี ถนนโล่ง การเดินทางราบรื่น
เรามาถึงรีสอร์ตประมาณบ่ายสามโมงกว่า
รถจอดเต็มลาน เหลือที่ว่างเพียงไม่กี่คัน
มองดูแล้วก็รู้ทันทีว่า แขกเข้าพักแทบเต็มทั้งหมด
หลังจากเช็กอินเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ก็พาพวกเราไปยังบ้านพัก
บ้านของพวกเราอยู่ติดกัน
เปิดประตูเข้าไป ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ห้องสวยกว่าที่คิด แอร์เย็น ห้องน้ำสะอาด ทุกอย่างดูเรียบร้อย
หน้าบ้านมีโต๊ะไม้ตัวหนึ่ง สำหรับนั่งกินข้าว นั่งคุย หรือทำกิจกรรม
พวกเรานำของกินที่ซื้อระหว่างทางออกมานั่งกินกัน
หัวเราะ พูดคุย เหมือนทุกครั้งที่ออกทริปด้วยกัน
หลังจากกินเสร็จ ยังเหลือขนมกับขวดน้ำอยู่หลายขวด
ไม่มีใครอยากเก็บ เพราะเดี๋ยวก็กลับมากินต่อ
เลยวางทุกอย่างไว้บนโต๊ะหน้าบ้าน
จากนั้นก็นัดกันว่า
"เกือบห้าโมง ไปเล่นน้ำกัน"
ทุกคนแยกย้ายเข้าห้อง
บางคนเก็บของ
บางคนนอนเล่น
บางคนอาบน้ำ
ทุกอย่างยังคงเป็นวันหยุดธรรมดา...
...
พอถึงเวลา พวกเราก็เดินลงชายหาด
คลื่นวันนั้นค่อนข้างแรง
มีเพียง 2-3 คนที่ลงไปเล่นน้ำ
ที่เหลือเดินเล่น ถ่ายรูป หรือยืนคุยกันริมชายหาด
เราเล่นกันอยู่แค่บริเวณใกล้ฝั่ง เพราะไม่มีใครกล้าออกไปไกล
จนเกือบหกโมงเย็น จึงกลับขึ้นมา อาบน้ำ และออกไปกินข้าว
หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ ก็กลับมายังที่พัก
ช่วงสองถึงสามทุ่ม บรรยากาศยังคงคึกคัก
มีเสียงเด็ก เสียงคนเดิน เสียงพูดคุย อยู่เป็นระยะ
เหมือนรีสอร์ตทั่วไปในช่วงวันหยุด
ไม่มีอะไรผิดปกติเลย
...
ผมเผลอหลับไป
แล้วก็เริ่มฝัน
ในฝัน...
ผมกำลังเดินลงไปเล่นน้ำทะเล
คลื่นลูกหนึ่งซัดเข้ามาอย่างแรง
ร่างของผมเสียหลัก
จากนั้นก็เหมือนถูกดึงลงไปใต้น้ำ
หายใจไม่ออก
ดิ้นเท่าไรก็ไม่ขึ้น
เหมือนมีบางอย่างกดตัวไว้
ยิ่งดิ้น ก็ยิ่งจม
จนสุดท้ายสะดุ้งตื่น
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา
เกือบตีสอง
นั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะให้ตัวเองเบา ๆ
คงฝันเพราะเล่นน้ำมั้ง...
แล้วก็นอนเล่นโทรศัพท์ต่อ
แต่ระหว่างนั้น...
ผมได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินอยู่หน้าห้อง
ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจ คิดว่าเป็นแขกห้องอื่น
แต่พอมองเวลาอีกครั้ง
เกือบตีสองแล้ว
ใครจะเดินไปเดินมาตอนนั้น
สุดท้ายก็หาเหตุผลให้ตัวเองว่า
คงหูแว่ว
...
เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่
เกือบตีสาม
จู่ ๆ
ปั่ง!!
เสียงดังสนั่นขึ้นมา
ดังเหมือนมีคนใช้มือทุบกำแพง หรือเคาะหน้าต่างอย่างแรง
ผมนิ่งฟัง
หัวใจเริ่มเต้นแรง
แต่ก็ยังพยายามคิดว่า
คงมีอะไรปลิวมากระแทก
หลังจากนั้น
มีเสียงเหมือนลมกระทบประตูเบา ๆ อีกสองสามครั้ง
แล้วทุกอย่างก็กลับมาเงียบ
ผมลังเลว่าจะลุกไปดูดีไหม
สุดท้าย...
ผมเลือกนอนต่อ
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
ประมาณหกโมงกว่า
พวกเรานัดกันว่าจะไปเดินเล่นชายทะเลตอนเจ็ดโมง
ผมได้ยินเสียงเปิดประตูห้องข้าง ๆ
จึงคิดว่าเพื่อนคงออกมาแล้ว
เลยเปิดประตูตาม
แต่กลับไม่เห็นใคร
ผมจึงปิดประตูกลับเข้าห้อง แล้วแต่งตัวต่อ
ไม่นานนัก
ผมเปิดประตูออกมาอีกครั้ง
คราวนี้เจอเพื่อนจริง ๆ
แต่ประโยคแรกที่เขาพูด คือ
"อ้าว...นึกว่าออกมากันแล้ว"
ผมตอบทันที
"ไม่นะ เพิ่งออกมา"
เพื่อนทำหน้างง
ก่อนจะพูดว่า
"เมื่อกี้เราได้ยินเสียงเปิดประตู"
"นึกว่าพวกนายออกมา"
"เราเลยเปิดออกมาดู"
"แต่ไม่มีใคร"
ผมนิ่งไป
เพราะผมเอง...
ก็ได้ยินเสียงเปิดประตูเหมือนกัน
และคิดว่าเป็นห้องของเขา
ต่างคนต่างคิดว่า
เสียงนั้นมาจากอีกห้อง
แต่สุดท้าย...
ไม่มีห้องไหนเป็นคนเปิด
...
ระหว่างเดินไปชายหาด
ผมลองถามขึ้นลอย ๆ
"เมื่อคืน...มีใครนอนไม่ค่อยหลับไหม"
ทุกคนหันมามอง
ก่อนจะมีคนตอบ
"เรา"
อีกคนยกมือ
"เราก็เหมือนกัน"
ผมจึงเล่าเรื่องเสียงดังตอนเกือบตีสาม
ยังไม่ทันพูดจบ
เพื่อนคนหนึ่งก็รีบพูดสวนขึ้นมาทันที
"ใช่!"
"เราได้ยินเหมือนกัน"
ผมหันไปมอง เพราะก่อนหน้านี้
พวกเรายังไม่ได้คุยเรื่องนี้กับใครเลย
แต่ก่อนที่ผมจะพูดอะไรต่อ
เพื่อนอีกคนก็พูดขึ้นช้า ๆ
"แต่เราไม่ได้ยินเสียงนั้นนะ"
ทุกคนหันไปมอง
เขาพูดต่อ
"เราได้ยินเหมือน..."
"...มีเด็กหลายคนวิ่งอยู่บนหลังคา"
"...เหมือนวิ่งไล่จับกัน"
บรรยากาศเงียบลงทันที
ไม่มีใครหัวเราะ
ไม่มีใครแซว
ก่อนที่อีกคนจะพูดขึ้น
"เราได้ยินเหมือนกัน"
"แต่เป็นเสียงคน"
"เหมือนมานั่งคุยกันอยู่หน้าบ้าน"
"ตั้งแต่ประมาณตีสองกว่า"
ทุกคนหันมามองหน้ากัน
เพราะสิ่งที่แต่ละคนได้ยิน
ไม่เหมือนกันเลย
แต่เวลาที่เกิดเหตุ...
กลับใกล้เคียงกันอย่างน่าประหลาด
ที่สำคัญ
ก่อนหน้านั้น
ไม่มีใครเล่าให้ใครฟังเลย
ทุกคนต่างเก็บไว้ในใจ
และต่างคิดว่า
"คงเป็นเสียงจากห้องอื่น"
จนกระทั่งเช้าวันนั้น
ถึงได้รู้ว่า
ต่างฝ่ายต่างก็คิดเหมือนกัน
...
มีคนแซวขึ้นมาว่า
"หรือเพราะเราวางของกินไว้หน้าห้อง"
ทุกคนหัวเราะ
พยายามทำให้บรรยากาศกลับมาเป็นปกติ
แต่ผมสังเกตเห็นอย่างหนึ่ง
ไม่มีใครหัวเราะได้นานนัก
...
หลังจากเดินเล่นทะเลเสร็จ
ระหว่างเดินกลับที่พัก
ผมมองไปยังทางเดินหน้าบ้าน
แล้วพูดขึ้นว่า
"เอ๊ะ..."
"ตรงนี้มันเหมือนสามแพร่งไหม"
เพราะมีทางเดินอีกเส้นหนึ่ง พุ่งตรงเข้าหาประตูบ้านพักของผมพอดี
ทุกคนหยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะบอกว่า
"คงคิดมากไป"
แล้วเดินต่อ
...
ก่อนเช็กเอาต์
เพื่อนอีกห้องเล่าให้ฟังว่า
ตอนกำลังเก็บของ
ราวแขวนเสื้อจู่ ๆ ก็ล้มลงมาตรงหน้า
ทั้งที่ไม่มีใครไปแตะ
พอเดินไปดูใกล้ ๆ
ก็พบว่าขาของราวมีรอยหัก
ทุกคนจึงสรุปกันว่า
คงหักมาก่อนแล้ว
แต่ถ้าล้มช้ากว่านั้นอีกนิด
หรือเพื่อนยืนใกล้อีกนิด
มันคงฟาดเข้าศีรษะเต็ม ๆ
...
หลังจากนั้น
พวกเราก็เช็กเอาต์
ออกเดินทางไปทำบุญ ไหว้พระ ตามแผนที่วางไว้
ก่อนรถจะเคลื่อนออกจากรีสอร์ต
ผมหันกลับไปมองบ้านพักหลังนั้นอีกครั้ง
มันยังคงเป็น...
บ้านพักหลังสุดท้ายของแถว
เหมือนตอนที่เราเดินเข้ามาไม่มีผิด
...
ทุกวันนี้
ถ้าโรงแรมหรือรีสอร์ตแห่งไหนบอกผมว่า
"ห้องเต็ม"
ผมจะตอบเพียงสั้น ๆ ว่า
"ไม่เป็นไรครับ"
แล้วหาที่พักใหม่ทันที
ไม่ใช่เพราะผมเชื่อเรื่องลี้ลับทั้งหมด
แต่เพราะผมเชื่อว่า
บางครั้ง...
ห้องที่ยังว่างอยู่
อาจไม่ใช่ห้องที่
ไม่มีใครพัก
แล้วคุณล่ะ...
ถ้าคืนนั้นเป็นคุณ
คุณจะยังเลือกพักบ้านหลังนั้นอยู่ไหม
และเรื่องเล่าจากทางบ้าน ตอนที่ 16
บ้านพักหลังสุดท้าย
ก็จบลงเพียงเท่านี้
สวัสดีครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่