ทำไมฤๅษี ถึงไม่ได้บรรลุธรรม
ก่อนอื่นขอเชิญท่านที่เห็นเป็นอย่างอื่นช่วยมาโพสด้วยครับ จะได้มีหลากหลาย
คำว่า ฤาษี หมายถึง นักบวชโบราณที่สละบ้านเรือนไปบำเพ็ญตบะอย่างแรงกล้า ถือว่าเป็นนักบวชนอกศาสนาพุทธ
ท่านเคยสงสัยไหมว่า ทำไมฤาษีไม่บรรลุธรรม ทั้งๆที่ มีอิทธิฤทธิ์ ที่เกิดจากการบำเพ็ญจนได้ฌาน
นิยามคำว่า บรรลุธรรม ก็หมายถึง การได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เป็นอย่างน้อย
สาเหตุคงเป็นเพราะองค์ประกอบของการภาวนาเพื่อให้เกิดวิปัสสนาญาณ นั้นไม่ครบ การทำวิปัสสนา จะต้องมีองค์ประกอบสามอย่างคือ
1. การมีจิตตั้งมั่น คือ การสร้างสติให้เกิดอย่างต่อเนื่องและสติที่บริสุทธิ์ ก็จะกลายเป็นสมาธิ อันนี้ ฤาษีที่ ท่านทำสมาธิจนได้ฌาน ข้อนี้ก็ถือว่า ผ่าน
2. การเกิดญาณ อันนี้ไม่แน่ใจว่า ท่านฤาษี สามารถสร้างญาณได้หรือเปล่า ญาณ ก็เกิดจาก การมีสัมปชัญญะ อย่างต่อเนื่อง ในพระสูตร หมวดอานาปานสติ ท่านให้ หายใจออก ยาวก็รู้ว่า หายใจออกยาว หายใจออกสั้นก็รู้ว่าหายใจออกสั้น หายใจเข้ายาวก็รู้ว่า หายใจเข้ายาว หายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่าหายใจเข้าสั้น รู้ตัวทั่วพร้อม เหยียดก็รู้ คู้ก็รู้ ก้าวไปก็รู้ ก้าวถอยหลังก็รู้ รู้ตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างนี้ ขณะภาวนา ต้องสร้าง ไปพร้อมกับการสร้างสมาธิจิต
3. การน้อมจิต การน้อมจิต ขณะที่ จิตตั้งมั่น บวกกับ มีสัมปชัญญะที่ต่อเนื่อง ก็ทำการอับโหลดข้อมูลจากจิต ไปสู่ตัวญาณ ข้อมูลคืออะไร ก็คือ ขันธ์ห้า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นของไม่ใช่ตน ไม่มีตนในขันธ์ห้า เทคนิคการอับโหลด เรียกว่า การน้อมจิต เช่น การพิจารณา ขันธ์ห้า เช่นความเป็นอนิจจัง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา ข้อสามนี้ ฤาษี ไม่มีแน่นอน
ฤาษี ไม่ได้ฟังธรรมมาก่อน ในพระสูตรพระพุทธองค์ตรัสว่า บุคคลผู้ไม่เคยสดับ จักเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในจิตหามีไม่ เพราะเหตุได ก็เพราะ บุคคลนั้นเชื่อว่าจิตเป็นตน
ผู้ที่ไม่เคยศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ละคนเชื่อว่า จิตเป็นตน ฤาษีก็เหมือนกัน ก็ต้องเชื่อว่าจิตเป็นตน ฤาษีจึงไม่สามารถ น้อมจิตให้ถูกต้องได้
การตรัสรู้มีสองแบบ พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ ด้วยพระองค์เอง ด้วยบารมีที่สะสมมาเต็มเปี่ยม ส่วน สาวก ก็ตรัสรู้ตาม เพราะสาวก ต้องศึกษาคำสอนของพระองค์ แล้วนำคำสอนนั้น มาปฏิบัติตาม
ผมเคยเห็นบางคนกล่าวว่า ได้นั่งภาวนาจนรู้โน้นรู้นี้ด้วยตนเอง มันจริงหรือเปล่า เท่าที่ผมศึกษามาท่านให้ ศึกษา แล้วเอาธรรมะนั้นน้อมเข้ามาในตน ยกตัวอย่าง ขันธ์ห้าเป็นอนัตตา จิตเป็นอนัตตา เราก็น้อมมาดูว่า การทำงานของจิต ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ดูให้เห็นตามคำสอน จิตเป็นสิ่งที่คิดได้เอง สิ่งที่คิดได้เองจะเป็นตนได้อย่างไร
มีคนไม่เชื่อการที่ผมบอกว่า สติ กับ สัมปชัญญะ ไม่ได้มาจากตัวผู้รู้ตัวเดียวกัน เพราะมีคนกล่าวว่า สติและ สัมปชัญญะก็คือ เจตสิก เหมือนกัน
สมมุติว่า สติ กับสัมปชัญญะ คือ เจตสิกทั้งคู่ จิตย่อมเกิด คนละดวง เช่นจิตดวงนี้ประกอบด้วยเจตสิกสติ จิตอีกดวงประกอบด้วยสัมปชัญญะ ขณะที่ทำสติปัฏฐาน ท่านให้สร้างสติ และสัมปชัญญะ ถ้าเรานำมาพล็อตกราฟ แกนตั้งเป็นปริมาณ แกนนอนเป็นเวลา เส้นสีแดงเป็นสติ เส้นสีน้ำเงินเป็นสัมปชัญญะ
ก็จะเกิด กราฟ เป็นสองเส้นสลับกันเกิด เพราะจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นตั่งอยู่ดับไป ดังนั้น พอมีสติ ก็เป็นเส้นสีแดง พอมีสัมปชัญญะ เส้นสีแดงหายไป เกิดเส้นสีน้ำเงิน สลับกันอย่างนี้ ท่านว่ามันสมเหตุผลไหม
ส่วนผม คิดว่า เกิดจาก ตัวผู้รู้สองตัว ตัวสติ เป็น เจตสิก แต่สัมปชัญญะไม่ใช่ เจตสิก ดังนั้น ตัวผู้รู้ที่เป็นจิต เป็นตัวเกิดสติ ส่วน ตัวผู้รู้ที่เป็น นิพพานธาตุ(ที่ยังเป็นอวิชชาธาตุอยู่) เป็นสัมปชัญญะ
เมื่อเรามาพล็อตกราฟ จะมีสองเส้นเกิดคู่คี่กัน ช้อนกัน โดยที่ตัวสติจะดึงให้เกิดตัวสัมปชัญญะ บางช่วงสติก็ดึงได้มากบ้างน้อยบ้าง
สมมุติว่า ท่านนั่งภาวนาอยู่ หายใจออก หายใจเข้ามีสติ ตามด้วนสัมปชัญญะรู้ลมสั้นลมยาว ท่านคิดว่าเรารู้พร้อมกันได้หรือไม่ละ หรือต้องขาดช่วง บางท่านอาจบอกว่า การเกิดดับของจิตเร็วมาก แต่ผมไม่เชื่อว่าเร็วขณะแยกไม่ออก
สมมุติอีกว่า ถ้าท่าน เพ่งกสิณ หลับตาเห็นดวงกสิณในใจอยู่ ถ้าท่านเคยฝึก อานาปานสติมาก่อน แล้วมาฝึก เพ่งกสิณ ท่านคิดว่า ขณะหลับตาเห็นดวงกสิณนั้น ท่านจะมีสัมปชัญญะไปพร้อมกันได้ไหม แน่นอนสำหรับผมเคยทดลองมาหมด เห็นและรู้พร้อมกันได้ ตราบไดที่ยังมีการเห็นดวงกสิณในใจ ตราบนั้นจิตก็มีสติ (ระลึกได้ถึงภาพที่เพ่ง)
การน้อมจิต แน่นอนฤาษีไม่มีทางน้อมจิตเป็น เพราะเขาไม่มีข้อมูลเหมือน สาวกของพระพุทธเจ้า แม้แต่สาวกอย่างเรา ถึงจะมีองค์ประกอบครบก็ใช่ว่าจะบรรลุธรรมได้ง่ายๆ เพราะการทำจิตให้เป็นสมาธิ และมีสัมปชัญญะพร้อม เพื่อที่จะเข้าสู่การน้อมจิต นั้นก็ต้องเพียรพยายามไม่น้อย
การภาวนา ไม่ใช่ของรื่นรมย์ ถ้าคิดว่า การภาวนาเพื่อความสุข ผมคิดว่าเข้าใจผิดลละ การภาวนาเป็นของลำบาก เพื่อเป้าหมายอันสูงสุดคือการออกจากวัฏสงสารเท่านั้น
ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้ ก็ขอขอบคุณมาก ถ้อยคำที่ผมนำเสนอค่อนข้างบ้านๆ เพราะอย่างน้อยก็จับต้องได้ นามธรรมก็จับต้องแบบนามธรรมครับ บางอย่างไม่ได้ยกพระสูตรมาเพราะเป็นเรื่องที่เราๆรู้กันอยู่แล้วครับ ขออวยพรให้ทุกคนได้บรรลุธรรมด้วยกันทุกคนครับ
และขอบคุณท่านที่มาโพสด้วย
ทำไมฤๅษี ถึงไม่ได้บรรลุธรรม
ก่อนอื่นขอเชิญท่านที่เห็นเป็นอย่างอื่นช่วยมาโพสด้วยครับ จะได้มีหลากหลาย
คำว่า ฤาษี หมายถึง นักบวชโบราณที่สละบ้านเรือนไปบำเพ็ญตบะอย่างแรงกล้า ถือว่าเป็นนักบวชนอกศาสนาพุทธ
ท่านเคยสงสัยไหมว่า ทำไมฤาษีไม่บรรลุธรรม ทั้งๆที่ มีอิทธิฤทธิ์ ที่เกิดจากการบำเพ็ญจนได้ฌาน
นิยามคำว่า บรรลุธรรม ก็หมายถึง การได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เป็นอย่างน้อย
สาเหตุคงเป็นเพราะองค์ประกอบของการภาวนาเพื่อให้เกิดวิปัสสนาญาณ นั้นไม่ครบ การทำวิปัสสนา จะต้องมีองค์ประกอบสามอย่างคือ
1. การมีจิตตั้งมั่น คือ การสร้างสติให้เกิดอย่างต่อเนื่องและสติที่บริสุทธิ์ ก็จะกลายเป็นสมาธิ อันนี้ ฤาษีที่ ท่านทำสมาธิจนได้ฌาน ข้อนี้ก็ถือว่า ผ่าน
2. การเกิดญาณ อันนี้ไม่แน่ใจว่า ท่านฤาษี สามารถสร้างญาณได้หรือเปล่า ญาณ ก็เกิดจาก การมีสัมปชัญญะ อย่างต่อเนื่อง ในพระสูตร หมวดอานาปานสติ ท่านให้ หายใจออก ยาวก็รู้ว่า หายใจออกยาว หายใจออกสั้นก็รู้ว่าหายใจออกสั้น หายใจเข้ายาวก็รู้ว่า หายใจเข้ายาว หายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่าหายใจเข้าสั้น รู้ตัวทั่วพร้อม เหยียดก็รู้ คู้ก็รู้ ก้าวไปก็รู้ ก้าวถอยหลังก็รู้ รู้ตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างนี้ ขณะภาวนา ต้องสร้าง ไปพร้อมกับการสร้างสมาธิจิต
3. การน้อมจิต การน้อมจิต ขณะที่ จิตตั้งมั่น บวกกับ มีสัมปชัญญะที่ต่อเนื่อง ก็ทำการอับโหลดข้อมูลจากจิต ไปสู่ตัวญาณ ข้อมูลคืออะไร ก็คือ ขันธ์ห้า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นของไม่ใช่ตน ไม่มีตนในขันธ์ห้า เทคนิคการอับโหลด เรียกว่า การน้อมจิต เช่น การพิจารณา ขันธ์ห้า เช่นความเป็นอนิจจัง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา ข้อสามนี้ ฤาษี ไม่มีแน่นอน
ฤาษี ไม่ได้ฟังธรรมมาก่อน ในพระสูตรพระพุทธองค์ตรัสว่า บุคคลผู้ไม่เคยสดับ จักเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในจิตหามีไม่ เพราะเหตุได ก็เพราะ บุคคลนั้นเชื่อว่าจิตเป็นตน
ผู้ที่ไม่เคยศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ละคนเชื่อว่า จิตเป็นตน ฤาษีก็เหมือนกัน ก็ต้องเชื่อว่าจิตเป็นตน ฤาษีจึงไม่สามารถ น้อมจิตให้ถูกต้องได้
การตรัสรู้มีสองแบบ พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ ด้วยพระองค์เอง ด้วยบารมีที่สะสมมาเต็มเปี่ยม ส่วน สาวก ก็ตรัสรู้ตาม เพราะสาวก ต้องศึกษาคำสอนของพระองค์ แล้วนำคำสอนนั้น มาปฏิบัติตาม
ผมเคยเห็นบางคนกล่าวว่า ได้นั่งภาวนาจนรู้โน้นรู้นี้ด้วยตนเอง มันจริงหรือเปล่า เท่าที่ผมศึกษามาท่านให้ ศึกษา แล้วเอาธรรมะนั้นน้อมเข้ามาในตน ยกตัวอย่าง ขันธ์ห้าเป็นอนัตตา จิตเป็นอนัตตา เราก็น้อมมาดูว่า การทำงานของจิต ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ดูให้เห็นตามคำสอน จิตเป็นสิ่งที่คิดได้เอง สิ่งที่คิดได้เองจะเป็นตนได้อย่างไร
มีคนไม่เชื่อการที่ผมบอกว่า สติ กับ สัมปชัญญะ ไม่ได้มาจากตัวผู้รู้ตัวเดียวกัน เพราะมีคนกล่าวว่า สติและ สัมปชัญญะก็คือ เจตสิก เหมือนกัน
สมมุติว่า สติ กับสัมปชัญญะ คือ เจตสิกทั้งคู่ จิตย่อมเกิด คนละดวง เช่นจิตดวงนี้ประกอบด้วยเจตสิกสติ จิตอีกดวงประกอบด้วยสัมปชัญญะ ขณะที่ทำสติปัฏฐาน ท่านให้สร้างสติ และสัมปชัญญะ ถ้าเรานำมาพล็อตกราฟ แกนตั้งเป็นปริมาณ แกนนอนเป็นเวลา เส้นสีแดงเป็นสติ เส้นสีน้ำเงินเป็นสัมปชัญญะ
ก็จะเกิด กราฟ เป็นสองเส้นสลับกันเกิด เพราะจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นตั่งอยู่ดับไป ดังนั้น พอมีสติ ก็เป็นเส้นสีแดง พอมีสัมปชัญญะ เส้นสีแดงหายไป เกิดเส้นสีน้ำเงิน สลับกันอย่างนี้ ท่านว่ามันสมเหตุผลไหม
ส่วนผม คิดว่า เกิดจาก ตัวผู้รู้สองตัว ตัวสติ เป็น เจตสิก แต่สัมปชัญญะไม่ใช่ เจตสิก ดังนั้น ตัวผู้รู้ที่เป็นจิต เป็นตัวเกิดสติ ส่วน ตัวผู้รู้ที่เป็น นิพพานธาตุ(ที่ยังเป็นอวิชชาธาตุอยู่) เป็นสัมปชัญญะ
เมื่อเรามาพล็อตกราฟ จะมีสองเส้นเกิดคู่คี่กัน ช้อนกัน โดยที่ตัวสติจะดึงให้เกิดตัวสัมปชัญญะ บางช่วงสติก็ดึงได้มากบ้างน้อยบ้าง
สมมุติว่า ท่านนั่งภาวนาอยู่ หายใจออก หายใจเข้ามีสติ ตามด้วนสัมปชัญญะรู้ลมสั้นลมยาว ท่านคิดว่าเรารู้พร้อมกันได้หรือไม่ละ หรือต้องขาดช่วง บางท่านอาจบอกว่า การเกิดดับของจิตเร็วมาก แต่ผมไม่เชื่อว่าเร็วขณะแยกไม่ออก
สมมุติอีกว่า ถ้าท่าน เพ่งกสิณ หลับตาเห็นดวงกสิณในใจอยู่ ถ้าท่านเคยฝึก อานาปานสติมาก่อน แล้วมาฝึก เพ่งกสิณ ท่านคิดว่า ขณะหลับตาเห็นดวงกสิณนั้น ท่านจะมีสัมปชัญญะไปพร้อมกันได้ไหม แน่นอนสำหรับผมเคยทดลองมาหมด เห็นและรู้พร้อมกันได้ ตราบไดที่ยังมีการเห็นดวงกสิณในใจ ตราบนั้นจิตก็มีสติ (ระลึกได้ถึงภาพที่เพ่ง)
การน้อมจิต แน่นอนฤาษีไม่มีทางน้อมจิตเป็น เพราะเขาไม่มีข้อมูลเหมือน สาวกของพระพุทธเจ้า แม้แต่สาวกอย่างเรา ถึงจะมีองค์ประกอบครบก็ใช่ว่าจะบรรลุธรรมได้ง่ายๆ เพราะการทำจิตให้เป็นสมาธิ และมีสัมปชัญญะพร้อม เพื่อที่จะเข้าสู่การน้อมจิต นั้นก็ต้องเพียรพยายามไม่น้อย
การภาวนา ไม่ใช่ของรื่นรมย์ ถ้าคิดว่า การภาวนาเพื่อความสุข ผมคิดว่าเข้าใจผิดลละ การภาวนาเป็นของลำบาก เพื่อเป้าหมายอันสูงสุดคือการออกจากวัฏสงสารเท่านั้น
ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้ ก็ขอขอบคุณมาก ถ้อยคำที่ผมนำเสนอค่อนข้างบ้านๆ เพราะอย่างน้อยก็จับต้องได้ นามธรรมก็จับต้องแบบนามธรรมครับ บางอย่างไม่ได้ยกพระสูตรมาเพราะเป็นเรื่องที่เราๆรู้กันอยู่แล้วครับ ขออวยพรให้ทุกคนได้บรรลุธรรมด้วยกันทุกคนครับ
และขอบคุณท่านที่มาโพสด้วย