
ภาพ : Sanook
ไอศกรีมเป็นของหวานที่หลายคนชื่นชอบ แต่ก็มาพร้อมน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรต จึงมีคำถามว่า ควรกินตอนไหนถึงจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นน้อยที่สุด ?
คำตอบคือ ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันว่ามี “เวลาที่ดีที่สุด” สำหรับการกินไอศกรีม เพราะระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับปริมาณที่กิน ชนิดของไอศกรีม อาหารที่กินร่วมกัน และสุขภาพของแต่ละคน อย่างไรก็ตาม มีแนวทางที่อาจช่วยลดการพุ่งของระดับน้ำตาลได้..
ภาพ : Sanook
❇️ กินไอศกรีมช่วงไหนดีกว่ากัน ?
• แม้จะไม่มีคำตอบตายตัว แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแนะนำว่า :
1. กินหลังมื้ออาหารหลัก อาจดีกว่าตอนท้องว่าง :
• หากมื้ออาหารมีโปรตีน ผัก และใยอาหารอยู่แล้ว การกินไอศกรีมในปริมาณเล็กน้อยเป็นของหวานหลังอาหาร อาจทำให้ระดับน้ำตาลค่อยๆเพิ่มขึ้น มากกว่าการกินไอศกรีมเพียงอย่างเดียวตอนท้องว่าง
2. ช่วงกลางวันหรือช่วงต้นวัน :
• มีข้อมูลบางส่วนที่พบว่า ร่างกายของหลายคนตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีกว่าในช่วงต้นวัน เมื่อเทียบกับช่วงดึก จึงอาจช่วยให้จัดการระดับน้ำตาลได้ดีขึ้นในบางคน แต่ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

ภาพ : Pixabay
❇️ ทำไมไอศกรีมถึงทำให้น้ำตาลขึ้น ?
• เมื่อกินไอศกรีม ร่างกายจะย่อยคาร์โบไฮเดรตให้กลายเป็นกลูโคส ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ไอศกรีมมีทั้งคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน
• ไขมัน และโปรตีนอาจช่วยชะลอการย่อย และการดูดซึมน้ำตาล ทำให้ระดับน้ำตาลไม่ได้พุ่งทันที แต่อาจค่อยๆเพิ่มขึ้น และอยู่สูงได้นานกว่าอาหารหวานบางชนิด

ภาพ : Pixabay
❇️ ทำไมแต่ละคนตอบสนองไม่เหมือนกัน ?
• แม้กินไอศกรีมชนิดเดียวกัน ปริมาณเท่ากัน ระดับน้ำตาลหลังอาหารก็อาจแตกต่างกัน เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ
น้ำหนักตัว การออกกำลังกาย การนอนหลับ ความเครียด ภาวะดื้อต่ออินซูลิน โรคประจำตัว และยาที่ใช้
• โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเกี่ยวกับปริมาณที่เหมาะสม

ภาพ : Pixabay
❇️ 8 วิธี กินไอศกรีมให้น้ำตาลพุ่งน้อยลง :
1. ควบคุมปริมาณ : อ่านฉลาก และดูจำนวนหน่วยบริโภค และไม่จำเป็นต้องกินหมดทั้งกระปุก
2. เปรียบเทียบฉลากโภชนาการ : เลือกสูตรที่มีน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่า หากเหมาะกับความต้องการของตนเอง
3. เลือกสูตรที่มีโปรตีนหรือใยอาหารมากขึ้น : ช่วยให้อิ่มนานขึ้น แต่ยังควรพิจารณาปริมาณไขมัน และพลังงานโดยรวมด้วย
4. กินหลังมื้ออาหารที่สมดุล : มีผัก โปรตีน และใยอาหารแทนที่จะกินตอนท้องว่าง
5. เลือกท็อปปิงอย่างชาญฉลาด : ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ถั่ว และเมล็ดพืชแทนการเติมน้ำเชื่อม วิปครีม คุกกี้หรือช็อกโกแลตซอสในปริมาณมาก
6. อย่าหลงเชื่อคำว่า “ไม่เติมน้ำตาล” เพียงอย่างเดียว : ควรอ่านปริมาณคาร์โบไฮเดรตทั้งหมดบนฉลาก เพราะยังอาจมีน้ำตาลจากวัตถุดิบอื่นได้
7. เดินเบาๆหลังรับประทาน : การเคลื่อนไหวร่างกายหลังอาหารอาจช่วยให้ร่างกายนำกลูโคสไปใช้ได้ดีขึ้น หากไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์
8. ดื่มน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มหวาน : ช่วยลดการได้รับน้ำตาลส่วนเกินจากเครื่องดื่ม
🧿 สรุปแล้ว ปัจจุบันยังไม่มีช่วงเวลาที่พิสูจน์ได้ว่าการกินไอศกรีมจะไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่ง แต่การกินในปริมาณพอเหมาะ หลังมื้ออาหารที่มีโปรตีน ผัก และใยอาหารหรือเลือกกินในช่วงต้นวัน อาจช่วยให้ระดับน้ำตาลเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในบางคน
🔘 สุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญกว่าการเลือกเวลา คือ การควบคุมปริมาณ เลือกไอศกรีมให้เหมาะกับตัวเอง อ่านฉลากโภชนาการ และรักษาสมดุลของอาหารทั้งวัน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวานหรือมีปัญหาเรื่องการควบคุมระดับน้ำตาล ควรขอคำแนะนำจากแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนปรับพฤติกรรมการกิน
ที่มา : Sanook
🍦กินไอศกรีมตอนไหน น้ำตาลในเลือดพุ่งน้อยกว่า? สรุปจากข้อมูลโภชนาการ พร้อมวิธีกินให้อร่อยแบบไม่รู้สึกผิด
ภาพ : Sanook
ไอศกรีมเป็นของหวานที่หลายคนชื่นชอบ แต่ก็มาพร้อมน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรต จึงมีคำถามว่า ควรกินตอนไหนถึงจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นน้อยที่สุด ?
คำตอบคือ ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันว่ามี “เวลาที่ดีที่สุด” สำหรับการกินไอศกรีม เพราะระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับปริมาณที่กิน ชนิดของไอศกรีม อาหารที่กินร่วมกัน และสุขภาพของแต่ละคน อย่างไรก็ตาม มีแนวทางที่อาจช่วยลดการพุ่งของระดับน้ำตาลได้..
ภาพ : Sanook
❇️ กินไอศกรีมช่วงไหนดีกว่ากัน ?
• แม้จะไม่มีคำตอบตายตัว แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแนะนำว่า :
1. กินหลังมื้ออาหารหลัก อาจดีกว่าตอนท้องว่าง :
• หากมื้ออาหารมีโปรตีน ผัก และใยอาหารอยู่แล้ว การกินไอศกรีมในปริมาณเล็กน้อยเป็นของหวานหลังอาหาร อาจทำให้ระดับน้ำตาลค่อยๆเพิ่มขึ้น มากกว่าการกินไอศกรีมเพียงอย่างเดียวตอนท้องว่าง
2. ช่วงกลางวันหรือช่วงต้นวัน :
• มีข้อมูลบางส่วนที่พบว่า ร่างกายของหลายคนตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีกว่าในช่วงต้นวัน เมื่อเทียบกับช่วงดึก จึงอาจช่วยให้จัดการระดับน้ำตาลได้ดีขึ้นในบางคน แต่ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
ภาพ : Pixabay
❇️ ทำไมไอศกรีมถึงทำให้น้ำตาลขึ้น ?
• เมื่อกินไอศกรีม ร่างกายจะย่อยคาร์โบไฮเดรตให้กลายเป็นกลูโคส ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ไอศกรีมมีทั้งคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน
• ไขมัน และโปรตีนอาจช่วยชะลอการย่อย และการดูดซึมน้ำตาล ทำให้ระดับน้ำตาลไม่ได้พุ่งทันที แต่อาจค่อยๆเพิ่มขึ้น และอยู่สูงได้นานกว่าอาหารหวานบางชนิด
ภาพ : Pixabay
❇️ ทำไมแต่ละคนตอบสนองไม่เหมือนกัน ?
• แม้กินไอศกรีมชนิดเดียวกัน ปริมาณเท่ากัน ระดับน้ำตาลหลังอาหารก็อาจแตกต่างกัน เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ
น้ำหนักตัว การออกกำลังกาย การนอนหลับ ความเครียด ภาวะดื้อต่ออินซูลิน โรคประจำตัว และยาที่ใช้
• โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเกี่ยวกับปริมาณที่เหมาะสม
ภาพ : Pixabay
❇️ 8 วิธี กินไอศกรีมให้น้ำตาลพุ่งน้อยลง :
1. ควบคุมปริมาณ : อ่านฉลาก และดูจำนวนหน่วยบริโภค และไม่จำเป็นต้องกินหมดทั้งกระปุก
2. เปรียบเทียบฉลากโภชนาการ : เลือกสูตรที่มีน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่า หากเหมาะกับความต้องการของตนเอง
3. เลือกสูตรที่มีโปรตีนหรือใยอาหารมากขึ้น : ช่วยให้อิ่มนานขึ้น แต่ยังควรพิจารณาปริมาณไขมัน และพลังงานโดยรวมด้วย
4. กินหลังมื้ออาหารที่สมดุล : มีผัก โปรตีน และใยอาหารแทนที่จะกินตอนท้องว่าง
5. เลือกท็อปปิงอย่างชาญฉลาด : ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ถั่ว และเมล็ดพืชแทนการเติมน้ำเชื่อม วิปครีม คุกกี้หรือช็อกโกแลตซอสในปริมาณมาก
6. อย่าหลงเชื่อคำว่า “ไม่เติมน้ำตาล” เพียงอย่างเดียว : ควรอ่านปริมาณคาร์โบไฮเดรตทั้งหมดบนฉลาก เพราะยังอาจมีน้ำตาลจากวัตถุดิบอื่นได้
7. เดินเบาๆหลังรับประทาน : การเคลื่อนไหวร่างกายหลังอาหารอาจช่วยให้ร่างกายนำกลูโคสไปใช้ได้ดีขึ้น หากไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์
8. ดื่มน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มหวาน : ช่วยลดการได้รับน้ำตาลส่วนเกินจากเครื่องดื่ม
🧿 สรุปแล้ว ปัจจุบันยังไม่มีช่วงเวลาที่พิสูจน์ได้ว่าการกินไอศกรีมจะไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่ง แต่การกินในปริมาณพอเหมาะ หลังมื้ออาหารที่มีโปรตีน ผัก และใยอาหารหรือเลือกกินในช่วงต้นวัน อาจช่วยให้ระดับน้ำตาลเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในบางคน
🔘 สุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญกว่าการเลือกเวลา คือ การควบคุมปริมาณ เลือกไอศกรีมให้เหมาะกับตัวเอง อ่านฉลากโภชนาการ และรักษาสมดุลของอาหารทั้งวัน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวานหรือมีปัญหาเรื่องการควบคุมระดับน้ำตาล ควรขอคำแนะนำจากแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนปรับพฤติกรรมการกิน
ที่มา : Sanook