เกิดอะไรขึ้นกับสมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 (Society of Saint Pius X - SSPX)



     สมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 ได้แต่งตั้งบิชอปใหม่ กลับไปสู่ความแตกแยก และถูกขับออกจากพระศาสนจักร (Excommunication) และวาติกันได้ประกาศข้อเท็จจริงเหล่านี้แล้ว

     สมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 คือ สมาคมของบรรดาพระสงฆ์ ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1970 โดยอาร์คบิชอป มาร์เซล เลอเฟบร์ (Archbishop Marcel Lefebvre) (ค.ศ. 1905 - ค.ศ. 1991) สมาคมนี้ส่งเสริมทัศนะกับพิธีกรรมแบบดั้งเดิม และวิพากษ์วิจารณ์แถลงการณ์บางประการของสภาสังคายนาวาติกันครั้งที่สอง (Second Vatican Council) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับเสรีภาพทางศาสนาและเอกภาพพระศาสนจักร


อาร์คบิชอป มาร์เซล เลอเฟบร์ (Archbishop Marcel Lefebvre) ผู้ก่อตั้งสมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 (Society of Saint Pius X - SSPX) ในปีค.ศ. 1970

     ปัจจุบัน สมาคมนี้มีพระสงฆ์ประมาณ 750 คน และสามเณร 264 คน สมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 ประมาณการว่า มีผู้คนทั่วโลกประมาณ 600,000 คน เข้าร่วมพิธีมิสซาเป็นประจำ ซึ่งคิดเป็น 0.04% ของประชากรคาทอลิกทั่วโลก 1.4 พันล้านคน

     แม้ว่าการหาสถิติที่แม่นยำจะทำได้ยาก แต่ดูเหมือนว่า จะมีจำนวนคาทอลิกแบบดั้งเดิมที่ไม่เกี่ยวข้องกับสมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 (คาดการณ์ไว้ที่ 500,000 - 1,000,000 คนขึ้นไป) เข้าร่วมพิธีมิสซาละตินแบบดั้งเดิม (TLM) ที่ได้รับอนุญาต ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ของประชากรคาทอลิกในประเทศสหรัฐอเมริกา

+ ประวัติศาสตร์ +

     ในปีค.ศ. 1976 อาร์คบิชอปเลอเฟบร์ถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ “ผู้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา” (เช่น การประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์) เนื่องจากโปรดศีลบวชพระสงฆ์โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง แต่เขายังคงเป็นผู้นำของสมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 ต่อไป (และโปรดศีลบวชพระสงฆ์โดยไม่ได้รับอนุญาต) ทำให้องค์กรอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายพระศาสนจักร (กล่าวคือ สถานการณ์ที่พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายพระศาสนจักร)

     ในปีค.ศ. 1988 อาร์คบิชอปเลอเฟบร์มีอายุครบ 83 ปี และมีความกังวลเกี่ยวกับความอยู่รอดในระยะยาวของสมาคม หากไม่มีบิชอปเป็นผู้นำ บิชอปท่านอื่นๆ อาจไม่เต็มใจที่จะปกหัวบิชอปใหม่ให้กับสมาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงสถานะที่ไม่เป็นทางการของสมาคม

     ด้วยเหตุนี้ อาร์คบิชอปเลอเฟบร์จึงได้หารือกับสมณกระทรวงว่าด้วยหลักคำสอนแห่งศรัทธา (Congregation for the Doctrine of the Faith - CDF) ซึ่งในขณะนั้นมีพระคาร์ดินัลโจเซฟ รัตซิงเกอร์ (Cardinal Joseph Ratzinger) ซึ่งต่อมาเป็นพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 (Pope Benedict XVI) เป็นประธาน เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม อาร์คบิชอปเลอเฟบร์ได้อนุมัติแถลงการณ์ที่ยืนยันอำนาจของพระสันตะปาปาและความต่อเนื่องของสภาสังคายนาวาติกันครั้งที่สอง กับหลักคำสอนก่อนหน้านี้ แม้ว่ากลุ่มต่างๆ เช่น สมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 โดยปกติแล้วจะไม่มีบิชอปเป็นหัวหน้า แต่กรุงโรมก็ตกลงที่จะอนุมัติและแต่งตั้งบิชอปจากภายในสมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 และทำให้กลุ่มนี้ถูกต้องตามกฎหมายพระศาสนจักร

     อย่างไรก็ตาม ในวันถัดมา คือ วันที่ 6 พฤษภาคม อาร์คบิชอปเลอเฟบร์ได้ถอนความยินยอมต่อข้อตกลงนี้ และในไม่ช้าก็มีการประกาศว่า ท่านจะประกอบพิธีอภิเษกบิชอปใหม่ให้กับคณะถึง 4 คน ไม่ใช่เพียงคนเดียว ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1988

     2 วันต่อมา ในวันที่ 2 กรกฎาคม นักบุญพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 (Saint Pope John Paul II) ได้ออกพระราชกฤษฎีกาชื่อ พระศาสนจักรของพระเจ้า (Ecclesia Dei) ซึ่งทรงวินิจฉัยว่า “การกระทำนี้เป็นการไม่เชื่อฟังพระสันตะปาปาแห่งโรมในเรื่องที่ร้ายแรงมากและมีความสำคัญสูงสุดต่อความเป็นเอกภาพของพระศาสนจักร เช่น การแต่งตั้งบิชอปซึ่งเป็นการสืบทอดตำแหน่งอัครสาวกโดยศีลศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นการไม่เชื่อฟังเช่นนี้ ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงการปฏิเสธอำนาจสูงสุดของโรม จึงถือเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความแตกแยก” (3)

     เนื่องจากมาตรา 1382 (ปัจจุบัน คือ มาตรา 1387) ของประมวลกฎหมายพระศาสนจักรบัญญัติว่า “บิชอปที่แต่งตั้งบุคคลใดเป็นบิชอปโดยปราศจากความเห็นชอบของพระสันตะปาปา และบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากบิชอปผู้นั้น จะถูกตัดขาดจากศาสนจักรโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นสิทธิที่สงวนไว้สำหรับสำนักอาร์คบิชอป” พระสันตะปาปาจึงทรงวินิจฉัยว่า อาร์คบิชอปเลอเฟบร์และบิชอปใหม่ทั้ง 4 คน ได้ตัดขาดจากพระศาสนจักรด้วยตนเอง และพระองค์ทรงเตือนว่า “การยึดมั่นอย่างเป็นทางการต่อความแตกแยกเป็นความผิดร้ายแรงต่อพระเจ้า และมีโทษคือการตัดขาดจากศาสนจักรตามที่กฎหมายของศาสนจักรบัญญัติไว้” (5c; ดูมาตรา 1364)

     เอกสารฉบับนี้ยังได้จัดตั้งคณะกรรมการสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับสมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 ที่ประสงค์จะคงความสัมพันธ์กับพระสันตะปาปาและพระศาสนจักร ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งคณะสงฆ์ “พระศาสนจักรของพระเจ้า (Ecclesia Dei)” เช่น คณะภราดรภาพสงฆ์แห่งนักบุญเปโตร (Priestly Fraternity of Saint Peter - Fraternitas Sacerdotalis Sancti Petri - FSSP)

     ในช่วงหลายปีต่อมาสมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 และพระศาสนจักรได้พยายามที่จะสร้างความปรองดองกัน ในปีค.ศ. 2007 พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ได้ผ่อนปรนการประกอบพิธีมิสซาแบบดั้งเดิม (Traditional Latin Mass - TLM) และในปีค.ศ. 2009 พระองค์ได้ยกเลิกการขับออกจากพระศาสนจักรของบรรดาบิชอปกลุ่มเลอเฟบวริสต์

     นี่หมายความว่า พวกเขาไม่ได้อยู่ในภาวะแตกแยกทางศาสนาอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากภาวะแตกแยกทางศาสนาเองนั้นมีโทษ คือ การถูกขับออกจากพระศาสนจักรโดยอัตโนมัติ (มาตรา 1364) หากพวกเขายังคงอยู่ในภาวะแตกแยกทางศาสนา เมื่อการถูกขับออกจากพระศาสนจักรเดิมถูกยกเลิก ภาวะแตกแยกทางพระศาสนจักรจะนำไปสู่การถูกขับออกจากพระศาสนจักรอีกครั้งโดยอัตโนมัติ

     ถึงกระนั้น สมาคมก็ยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ถูกต้องตามหลักพระศาสนจักร และการเจรจายังคงดำเนินต่อไปโดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้สถานะของสมาคมถูกต้องตามกฎหมาย ตัวอย่างเช่น ภายใต้สถานการณ์ปกติ พระสงฆ์ต้องได้รับอนุญาต (หรืออำนาจศาล) จากบิชอปท้องถิ่นจึงจะสามารถรับสารภาพบาปหรือเป็นพยานในพิธีสมรสได้อย่างถูกต้อง แต่ในปีค.ศ. 2015 พระสันตะปาปาฟรังซิสได้มอบอำนาจพิเศษให้แก่สมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 เพื่อให้พระสงฆ์ของสมาคมสามารถรับศีลอภัยบาปได้อย่างถูกต้อง และในปีค.ศ. 2017 พระองค์ได้มอบอำนาจให้พระสงฆ์ของสมาคมสามารถประกอบพิธีสมรสได้อย่างถูกต้อง

+ และปัจจุบัน… +

     ท้ายที่สุด การเจรจาระหว่างสมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 กับ หน่วยงานปัจจุบัน คือ สมณกระทรวงแห่งความเชื่อ (Doctrine of the Faith - DDF) ก็ล้มเหลว

     ในปีค.ศ. 2026 สมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 เหลือบิชอปเพียง 2 คนเท่านั้น ซึ่งมีอายุ 67 และ 68 ปี และเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ทางสมาคมได้ประกาศว่า จะแต่งตั้งบิชอปใหม่ 4 คน เพื่อความยั่งยืนของสมาคม

     เหตุการณ์นี้ทำให้วาติกันต้องเร่งดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ รวมถึงการร้องขอความช่วยเหลือในนาทีสุดท้ายจากพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 14 (Pope Leo XIV) แต่ทางสมาคมปฏิเสธที่จะเลื่อนการแต่งตั้งบิชอปใหม่

     เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม บิชอป 2 คนที่เหลืออยู่ของสมาคมนักบุญปีโอ ที่ 10 (อัลฟอนโซ เดอ กาลาเรตา (Alfonso de Galarreta) กับ เบอร์นาร์ด เฟลเลย์ (Bernard Fellay)) ได้ประกอบพิธีโปรดศีลบวชพระสงฆ์ 4 คน รวมถึงไมเคิล โกลเดด (Michael Goldade) ชาวอเมริกัน ให้เป็นบิชอป (บิชอปใหม่เหล่านี้มีอายุ 53 ปี , 45 ปี , 42 ปี และ 36 ปี ดังนั้นหากสมาคมรอจนกระทั่งบิชอปที่อายุน้อยที่สุด 2 คนมีอายุอยู่ในช่วงเดียวกับอัลฟอนโซ เดอ กาลาเรตา กับ เบอร์นาร์ด เฟลเลย์ สถานการณ์ก็จะเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งประมาณปีค.ศ. 2052)

     วันต่อมา วันที่ 2 กรกฎาคม พระคาร์ดินัลวิกเตอร์ เฟอร์นันเดซ (Cardinal Victor Fernandez) หัวหน้าสมณกระทรวงแห่งความเชื่อ ได้ออกคำสั่งและบันทึกชี้แจงเพื่อตอบโต้ ซึ่งระบุว่า เราได้กลับไปสู่สถานการณ์หลังปีค.ศ. 1988 อีกครั้ง แม้ว่าเอกสารใหม่จะชี้แจงบางประเด็นให้ชัดเจนขึ้นก็ตาม
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่