เขตปกครองส่วนบุคคลสำหรับผู้เคยเป็นคริสตชนแองกลิกัน (Personal Ordinariate for former Anglicans)



     เมื่อไม่นานมานี้ วาติกันได้เน้นย้ำถึงลักษณะเฉพาะของเขตปกครองส่วนบุคคลสำหรับผู้เคยเป็นคริสตชนแองกลิกัน แต่คนภายนอกอาจไม่เข้าใจว่า ทางวาติกันกำลังพูดถึงอะไรกันแน่

     ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2026 หัวหน้าของเขตปกครองส่วนบุคคลสำหรับผู้เคยเป็นคริสตชนแองกลิกันได้พบกับหัวหน้าของสมณกระทรวงเพื่อพระสัจธรรม (Dicastery for the Doctrine of the Faith - DDF) ผลลัพธ์โดยตรงจากการประชุมเหล่านี้ คือ เอกสารของสมณกระทรวงเพื่อพระสัจธรรมที่ระบุและชื่นชมคุณลักษณะหลายประการของมรดกเฉพาะของเขตปกครองเหล่านั้น แต่เขตปกครองส่วนบุคคลคืออะไร และมีไว้เพื่ออะไร?


สมณกระทรวงเพื่อพระสัจธรรม (Dicastery for the Doctrine of the Faith - DDF)

     โดยทั่วไปแล้ว เขตปกครอง (Ordinariate) เป็นโครงสร้างที่คล้ายคลึงกับสังฆมณฑล (Diocese) แต่มีความแตกต่างที่สำคัญ คือ การเป็นสมาชิกของสังฆมณฑลนั้นมักพิจารณาจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ หากคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง (มักมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองใดเมืองหนึ่ง) คุณก็เป็นสมาชิกของสังฆมณฑลนั้น ในทางตรงกันข้าม การเป็นสมาชิกของเขตปกครองขึ้นอยู่กับลักษณะสำคัญอื่นๆ เช่น การเป็นสมาชิกของกองทัพของประเทศ (เขตปกครอง ทางทหาร) หรือการเป็นอดีตคริสตชนแองลิกัน

     นอกจากนี้ หัวหน้าหรือ “ผู้นำ” ของเขตปกครองไม่จำเป็นต้องเป็นบิชอปเสมอไป แม้ว่าจะเป็นข้อยกเว้นก็ตาม ตัวอย่างเช่น เขตปกครองส่วนบุคคลแห่งแม่พระวอซิงแฮม (Personal Ordinariate of Our Lady of Walsingham) มีพระสงฆ์เป็นผู้นำตั้งแต่ปีค.ศ. 2011 จนถึงปีค.ศ. 2024

     เขตปกครองส่วนบุคคลสำหรับผู้เคยเป็นคริสตชนแองกลิกันเรียกว่า “เขตปกครองส่วนบุคคล (Personal Ordinariate)” เพราะการเป็นสมาชิกขึ้นอยู่กับลักษณะส่วนบุคคล คือ การเคยเป็นส่วนหนึ่งของคณะแองกลิกัน (Anglican) และได้เขียนคำขอเข้าร่วมเขตปกครองพิเศษ (ตรงข้ามกับการเป็นสมาชิกของสังฆมณฑลท้องถิ่นโดยอัตโนมัติ)

     เขตปกครองส่วนบุคคลเหล่านี้ประกอบพิธีมิสซาโดยมีการปรับเปลี่ยนพิธีกรรมเล็กน้อย ซึ่งบัญญัติไว้ในหนังสือพิธีนมัสการศักดิ์สิทธิ์: พิธีมิสซา (Divine Worship: The Missal) ที่พระสันตะปาปาฟรังซิส (Pope Francis) ทรงอนุมัติในปีค.ศ. 2015 และในหนังสือพิธีนมัสการศักดิ์สิทธิ์: บทสวดทำวัตร (Divine Worship: Daily Office) ฉบับปีค.ศ. 2021 ซึ่งเป็นฉบับที่ปรับให้เข้ากับหลักคำสอนของนิกายคาทอลิกจากหนังสือบทภาวนาพื้นฐาน (Book of Common Prayer) ฉบับปีค.ศ. 1662


หนังสือพิธีนมัสการศักดิ์สิทธิ์: พิธีมิสซา (Divine Worship: The Missal) ที่พระสันตะปาปาฟรังซิส (Pope Francis) ทรงอนุมัติในปีค.ศ. 2015


พระสันตะปาปาฟรังซิส (Pope Francis)


หนังสือพิธีนมัสการศักดิ์สิทธิ์: บทสวดทำวัตร (Divine Worship: Daily Office) ฉบับปีค.ศ. 2021 ซึ่งเป็นฉบับที่ปรับให้เข้ากับหลักคำสอนของนิกายคาทอลิกจากหนังสือบทภาวนาพื้นฐาน (Book of Common Prayer) ฉบับปีค.ศ. 1662


หนังสือบทภาวนาพื้นฐาน (Book of Common Prayer) ฉบับปีค.ศ. 1662

     แต่เขตปกครองส่วนบุคคลสำหรับผู้เคยเป็นคริสตชนแองกลิกันนั้นมาจากไหน?

+ การพลัดพรากที่เจ็บปวดและการกลับมาคืนดีกันทีละน้อย +

     ด้วยเหตุผลทั้งทางด้านศาสนาและการเมือง พระศาสนจักรคาทอลิกกับคณะแองลิกันจึงเป็นปฏิปักษ์ต่อกันหลังจากที่คริสตจักรแห่งอังกฤษ (Church of England) แยกตัวออกจากกรุงโรมในศตวรรษที่ 16 ในสมัยพระเจ้าเฮนรีที่ 8 (King Henry VIII) คริสตชนคาทอลิกถูกเบียดเบียนอย่างรุนแรงในดินแดนที่ราชวงศ์อังกฤษบังคับใช้คณะแองลิกัน และบางครั้งคริสตชนคาทอลิกก็ใช้ความรุนแรงเพื่อตอบโต้


คริสตจักรแห่งอังกฤษ (Church of England) แยกตัวออกจากกรุงโรมในศตวรรษที่ 16 ในสมัยพระเจ้าเฮนรีที่ 8 (King Henry VIII)


พระเจ้าเฮนรีที่ 8 (King Henry VIII)

     อย่างไรก็ตาม ในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา มีความปรองดองเกิดขึ้นบ้าง คริสตชนคาทอลิกได้รับเสรีภาพทางศาสนามากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศสหราชอาณาจักรภายใต้กฎหมายปลดปล่อยคริสตชนคาทอลิก (Catholic Emancipation)

     ขบวนการอ็อกซ์ฟอร์ด (Oxford Movement) ซึ่งเริ่มต้นในศตวรรษที่ 19 ได้สร้างพื้นที่ในคณะแองลิกันที่ส่งเสริมและชื่นชมความคล้ายคลึงกับพระศาสนจักรคาทอลิก บุคคลสำคัญคนหนึ่งของขบวนการนี้ คือ นักบุญจอห์น เฮนรี นิวแมน (Saint John Henry Newman) ซึ่งต่อมากลายเป็นหนึ่งในผู้กลับใจจากคณะแองลิกันเป็นนิกายคาทอลิกที่มีชื่อเสียงและได้รับการยกย่องมากที่สุด และตอนนี้ ด้วยพระพรของพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 14 (Pope Leo XIV) ท่านจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร (Doctor of the Church)!


นักบุญจอห์น เฮนรี นิวแมน (Saint John Henry Newman) ซึ่งต่อมากลายเป็นหนึ่งในผู้กลับใจจากคณะแองลิกันเป็นนิกายคาทอลิกที่มีชื่อเสียงและได้รับการยกย่องมากที่สุด และตอนนี้ ด้วยพระพรของพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 14 (Pope Leo XIV) ท่านจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร (Doctor of the Church)!


พระสันตะปาปาเลโอ ที่ 14 (Pope Leo XIV)

     ต่อมาในศตวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการประชุมสภาสังคายนาวาติกันที่ 2 (Second Vatican Council) ผู้นำของวาติกันและคณะแองลิกันเริ่มทำงานอย่างจริงจังมากขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันให้มากขึ้น นักบุญพระสันตะปาปายอห์น ที่ 23 (Saint Pope John XXIII) และนักบุญพระสันตะปาปาเปาโล ที่ 6 (Saint Paul VI) ได้ดำเนินขั้นตอนสำคัญด้านเอกภาพพระศาสนจักร ซึ่งรวมถึงการพบปะกันระหว่างนักบุญพระสันตะปาปาเปาโล ที่ 6 กับไมเคิล แรมซีย์ (Michael Ramsey) ผู้ดำรงตำแหน่งอาร์คบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี (Archbishop of Canterbury) ในขณะนั้น


สภาสังคายนาวาติกันที่ 2 (Second Vatican Council)


นักบุญพระสันตะปาปายอห์น ที่ 23 (Saint Pope John XXIII)


นักบุญพระสันตะปาปาเปาโล ที่ 6 (Saint Paul VI)


ไมเคิล แรมซีย์ (Michael Ramsey) ผู้ดำรงตำแหน่งอาร์คบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี (Archbishop of Canterbury) ในขณะนั้น

+ ความแตกต่างทางเทววิทยาที่เพิ่มมากขึ้นและการกลับใจอย่างต่อเนื่อง +

     จากนั้นสถานการณ์ก็พลิกผัน แม้ว่าเป้าหมายสูงสุดของการรวมนิกายต่างๆ คือ การรวมกันอีกครั้ง แต่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา องค์กรแองลิกันคอมมิวเนี่ยน (Anglican Communion) ได้นำเอาการเปลี่ยนแปลงทางเทววิทยามาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแต่งตั้งสตรีให้ดำรงตำแหน่งเป็นพระสงฆ์และบิชอป ซึ่งทำให้การรวมกันอีกครั้งนั้นเกิดขึ้นยากมาก


องค์กรแองลิกันคอมมิวเนี่ยน (Anglican Communion)

     ในขณะเดียวกัน จำนวนคณะสงฆ์กับสัตบุรุษของคณะแองลิกันจำนวนมากยังคงแสดงความปรารถนาที่จะเข้าร่วมนิกายคาทอลิก ด้วยเหตุนี้ พระสันตะปาปาจึงได้ทรงดำเนินมาตรการเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าร่วมนิกายคาทอลิกของพวกเขา ในขณะเดียวกันก็อนุญาตให้พวกเขายังคงยึดมั่นในหลักปฏิบัติของทางคณะแองลิกันบางประการที่ถูกต้องไว้ได้

+ การจัดตั้งเขตปกครองส่วนบุคคลสำหรับผู้เคยเป็นคริสตชนแองกลิกัน +

     นักบุญพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 (Saint Pope John Paul II) ทรงอนุมัติ “ข้อกำหนดด้านการอภิบาล (Pastoral Provision)” ในปีค.ศ. 1980 ซึ่งเปิดโอกาสให้คณะสงฆ์แองกลิกันที่แต่งงานแล้วและกลับใจมาเป็นคาทอลิก สามารถได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์คาทอลิกได้ บางครั้ง เมื่อพระสงฆ์แองกลิกันกลับใจมาเป็นคาทอลิกและต้องการดำเนินพันธกิจด้านศาสนาต่อไป พวกเขาก็นำสมาชิกในคณะจำนวนมากมาด้วย


นักบุญพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 (Saint Pope John Paul II) ทรงอนุมัติ “ข้อกำหนดด้านการอภิบาล (Pastoral Provision)” ในปีค.ศ. 1980 ซึ่งเปิดโอกาสให้คณะสงฆ์แองกลิกันที่แต่งงานแล้วและกลับใจมาเป็นคาทอลิก สามารถได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์คาทอลิกได้

     ต่อมา ในเอกสารคณะแองกลิกัน (Anglicanorum Coetibus) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 2009 พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 (Pope Benedict XVI) ได้ทรงดำเนินการที่สำคัญ โดยทรงจัดตั้งเขตปกครองส่วนบุคคล (Personal Ordinariates) ขึ้นใหม่ เพื่อต้อนรับกลุ่มคริสตชนคณะแองกลิกัน ไม่ว่าจะเป็นฆราวาส , นักบวช หรือพระสงฆ์ ที่ได้ร้องขอ “ซ้ำแล้วซ้ำเล่าและยืนกรานให้ได้รับการยอมรับเข้าสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับนิกายคาทอลิกอย่างสมบูรณ์ ทั้งในระดับบุคคลและในระดับกลุ่ม”


เอกสารคณะแองกลิกัน (Anglicanorum Coetibus) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 2009 พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 (Pope Benedict XVI)


พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 (Pope Benedict XVI)

     ทำไมไม่ปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนกับผู้กลับใจคนอื่นๆละ? เพราะคณะแองลิกันมีมรดกทางคริสตชนอันทรงคุณค่าเป็นของตนเอง ซึ่งมักเข้ากันได้กับความศรัทธาของนิกายคาทอลิกอย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น นี่คือบทภาวนาที่งดงามที่พวกเขาสวดก่อนรับศีลมหาสนิท

     ด้วยเหตุนี้ พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 แห่งเยอรมนีจึงทรงเลือกโครงสร้างของเขตปกครองส่วนบุคคล (Personal Ordinariate) เพื่อเปิดโอกาสให้ “บรรดาสัตบุรุษคณะแองลิกันที่ปรารถนาจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับพระศาสนจักรคาทอลิกอย่างสมบูรณ์ในฐานะกลุ่ม” สามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพระศาสนจักรคาทอลิกได้อย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษา “ประเพณีด้านพิธีกรรม , จิตวิญญาณ และการอภิบาล” ของตนเองไว้ได้ สิ่งเหล่านี้เป็น “ของขวัญอันล้ำค่าที่หล่อเลี้ยงความศรัทธาของสมาชิกในเขตปกครองส่วนบุคคล และเป็นสมบัติล้ำค่าที่จะต้องแบ่งปัน” พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงอธิบายไว้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่