เรือนหลังนั้น : คำมั่นเหนือกาลเวลา ตอนที่ 7

ตอนที่ 7 : รอยเลือดสู่ศาลาริมน้ำ

เสียงประตูห้องต้องห้ามปิดลงกึกก้อง
ปัง!
แรงสั่นสะเทือนไปทั่วเรือนเทวัญ ราวกับเรือนทั้งหลังสะท้อนความเจ็บปวดของใครบางคน
ธีรัตน์ยังยืนนิ่ง ดวงตาจ้องมองรอยเลือดสีแดงสดที่ทอดยาวออกมาจากใต้ประตู
หยดเลือดแต่ละหยดไม่กระเซ็น ไม่เลอะเทอะ
กลับเรียงเป็นทางอย่างมีจุดหมาย
ทอดผ่านโถงเรือน ลงบันไดหลัง และมุ่งตรงไปยังสวนด้านหลังบ้าน
คำปันยืนตัวสั่น
ชายชราพนมมือแนบอก ก่อนพึมพำเบา ๆ
"หนึ่งร้อยกว่าปี..."
"ในที่สุด...ท่านก็ยอมบอกทาง"
ธีรัตน์หันมามอง
"ลุงหมายความว่าอะไร"
คำปันสูดลมหายใจลึก
"ทวดของลุงเคยบอก..."
"หากวันใดรอยเลือดปรากฏ"
"แสดงว่าความจริงกำลังจะถูกเปิดเผย"

ลมเย็นพัดผ่านสวนพิกุล
ทั้งสองเดินตามรอยเลือดอย่างระมัดระวัง
แม้แดดยามสายจะส่องลงมา แต่ใต้ร่มไม้กลับเย็นผิดปกติ
เสียงนกที่เคยร้องเงียบหาย
แม้แต่แมลงก็ไม่มีสักตัว
รอยเลือดพาทั้งสองมาหยุดที่ศาลาไม้หลังเล็กริมแม่น้ำ
ศาลาหลังนี้เก่าแก่จนเสาบางต้นเอียง
หลังคามุงกระเบื้องดินเผาหลายแผ่นแตกหัก
พื้นไม้ผุกร่อนตามกาลเวลา
แต่สิ่งที่แปลกที่สุดคือ...
ไม่มีใบไม้ตกอยู่บนศาลาแม้แต่ใบเดียว
ราวกับมีใครคอยกวาดอยู่ทุกวัน
คำปันหยุดอยู่หน้าบันได
"ลุงไม่เคยขึ้นไป"
ธีรัตน์แปลกใจ
"ทำไมครับ"
ชายชราหัวเราะเบา ๆ
"ทวดสั่งไว้..."
"ศาลานี้..."
"รอเพียงเจ้าของเรือน"

ธีรัตน์ก้าวขึ้นบันได
เอี๊ยด...
ไม้ส่งเสียงยาวราวกับกำลังต้อนรับผู้มาเยือน
กลางศาลามีโต๊ะไม้ตัวหนึ่ง
บนโต๊ะวางกระดานหมากรุกไทย
ตัวหมากยังเรียงอยู่ครบทุกตัว
ราวกับเกมกำลังดำเนินอยู่
แต่ไม่มีผู้เล่น
เขาเดินเข้าไปใกล้
ฝุ่นจับทุกอย่าง
ยกเว้น...
หมากขุนสีดำ
มันสะอาดราวกับมีคนเพิ่งจับเมื่อครู่
ทันทีที่ปลายนิ้วแตะตัวหมาก
ภาพตรงหน้าก็พร่าเลือน

ศาลาหลังเดิม...
กลับใหม่เอี่ยม
เสียงหัวเราะของชายสองคนดังขึ้น
ชายหนุ่มในชุดขุนนางกำลังนั่งเล่นหมากรุกกับชายอีกคน
หลวงพิทักษ์เทเวศร์
และ...
พระวิชิตภักดี
ทั้งสองหัวเราะ พูดคุยราวกับพี่น้อง
"เจ้าแพ้อีกแล้ว"
หลวงพิทักษ์หัวเราะ พลางวางหมากขุนลงบนกระดาน
พระวิชิตยิ้ม
แต่รอยยิ้มนั้น...
ไปไม่ถึงดวงตา
เขามองออกไปยังเรือนเทวัญที่อยู่ไม่ไกล
ก่อนเอ่ยเบา ๆ
"เรือนหลังนี้..."
"งดงามนัก"
หลวงพิทักษ์หันไปมองด้วยแววตาอ่อนโยน
"ข้าสร้างให้นาง"
"รำเพยชอบมองแม่น้ำ"
"ข้าจึงเลือกที่ตรงนี้"
พระวิชิตนิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนถามขึ้น
"แล้วถ้าวันหนึ่ง..."
"เจ้าต้องเลือกระหว่างเรือนหลังนี้"
"กับหน้าที่ต่อแผ่นดิน"
หลวงพิทักษ์ตอบโดยไม่ลังเล
"หน้าที่"
"เพราะหากแผ่นดินอยู่ไม่ได้"
"บ้านของข้าก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน"
พระวิชิตก้มหน้าลง
แววตาเต็มไปด้วยความอิจฉา

ภาพเปลี่ยนไปอีกครั้ง
เป็นยามค่ำคืน
ฝนตกหนัก
หลวงพิทักษ์รีบเดินเข้ามาที่ศาลา
ในมือมีกล่องไม้สักใบหนึ่ง
กล่องเดียวกับที่ธีรัตน์เพิ่งพบใต้พื้นเรือน
ไม่นานนัก...
พระวิชิตก็เดินตามมา
"ส่งเอกสารให้ข้า"
เขาพูดเสียงเย็น
หลวงพิทักษ์ส่ายหน้า
"ข้าไว้ใจเจ้า"
"แต่ข้าไว้ใจคนที่อยู่เบื้องหลังเจ้าไม่ได้"
พระวิชิตหัวเราะ
เสียงหัวเราะนั้นเย็นเยียบ
"สายไปแล้ว"
"ข้าเลือกทางเดินของข้า"
ทั้งสองชักดาบออกพร้อมกัน
เสียงเหล็กปะทะกันดังสนั่นไปทั่วศาลา
ประกายไฟแลบวาบ
หลวงพิทักษ์เป็นฝ่ายเสียเปรียบ
เพราะไม่เคยคิดฆ่าเพื่อน
แต่พระวิชิต...
กลับฟันทุกครั้งโดยไม่ลังเล
ทันใดนั้น
เสียงหญิงสาวก็ดังมาจากเรือน
"ท่านหลวง!"
รำเพยกำลังถือโคมวิ่งฝ่าสายฝนมา
หลวงพิทักษ์หันไปมองเพียงเสี้ยววินาที
นั่นคือจังหวะเดียวที่พระวิชิตรอคอย
ปลายดาบพุ่งตรงเข้าหาหัวใจ
ฉึก!
เลือดสีแดงกระเซ็นเต็มพื้นศาลา

"อย่า!"
ธีรัตน์ร้องออกมาด้วยความตกใจ
ภาพทั้งหมดแตกสลาย
เขากลับมายืนอยู่ในศาลาร้างดังเดิม
หัวใจเต้นแรง
ลมหายใจขาดห้วง
เขาก้มมองพื้นไม้
ตรงตำแหน่งเดียวกับในนิมิต
ยังคงมีคราบเลือดสีดำฝังลึกอยู่ในเนื้อไม้
ไม่เคยจางหาย
แม้เวลาจะผ่านมาร้อยกว่าปี
คำปันค่อย ๆ เดินเข้ามา
"เห็นหรือ"
ธีรัตน์พยักหน้า
น้ำเสียงสั่น
"พระวิชิต..."
"เป็นคนลงมือจริง"
คำปันเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบ
"สิ่งที่เห็น..."
"อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่ง"
ธีรัตน์ขมวดคิ้ว
"หมายความว่า"
ชายชรามองออกไปยังแม่น้ำ
"ทวดเคยบอก..."
"คืนนั้น"
"คนที่อยู่ในศาลา"
"ไม่ได้มีเพียงสองคน"
ลมแม่น้ำพัดแรงขึ้น
น้ำในแม่น้ำที่เคยนิ่งเริ่มกระเพื่อม
เหมือนมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้น้ำ
ทันใดนั้น...
เสียงเด็กชายก็ดังขึ้นจากอีกฝั่งของศาลา
"อย่ามองลงไป!"
แต่สายเกินไป
ธีรัตน์ก้มมองผิวน้ำแล้ว
เงาสะท้อนของเขา...
ไม่ใช่ใบหน้าของตัวเอง
แต่เป็นใบหน้าของชายในชุดขุนนาง
ที่มีเลือดไหลอาบหน้าอก
ชายผู้นั้นค่อย ๆ ยกมือขึ้น
ชี้ไปยังกลางแม่น้ำ
แล้วเอ่ยเพียงสามคำ
"เขา...ยังอยู่..."
สิ้นเสียงนั้น
ผิวน้ำก็ปริแตก
มือซีดขาวหลายสิบมือค่อย ๆ โผล่ขึ้นจากใต้แม่น้ำ
พร้อมกันทั้งสาย
มือทุกคู่...
กำลังเอื้อมมาทางศาลา
คำปันร้องเสียงหลง
"วิ่ง!"
ธีรัตน์รีบหันกลับ
แต่ก่อนที่เขาจะก้าวลงบันได
เสียงหญิงสาวผู้คุ้นเคยก็ดังขึ้นเหนือสายลม
"อย่ากลัว..."
"พวกเขาไม่ได้จะทำร้ายเจ้า..."
"พวกเขาเพียง...อยากให้เจ้าพบความจริง"
ธีรัตน์หันไปตามเสียง
ใต้ต้นพิกุลริมแม่น้ำ
รำเพยยืนถือโคมไฟดวงเดิม
แสงสีทองส่องสะท้อนผืนน้ำ
ทำให้มือซีดขาวทั้งหมดค่อย ๆ จมหายลงไปอีกครั้ง
นางสบตาเขา
ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"คืนพรุ่งนี้..."
"จงไปที่ท่าน้ำ"
"คนที่เฝ้ารอมานานที่สุด..."
"จะเล่าความจริงที่ไม่มีผู้ใดเคยรู้"
สิ้นเสียงนั้น
โคมไฟก็ดับลง
และร่างของรำเพยก็ค่อย ๆ เลือนหายไปกับสายหมอก
เหลือเพียงเสียงน้ำไหล
และปริศนาใหม่ที่กำลังรอการเปิดเผย


ภาพประกอบ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่