ตอนที่ 8 : คนเฝ้าท่าน้ำ
เสียงคลื่นกระทบตลิ่งดังแผ่วเบาตลอดทั้งคืน
หลังจากเหตุการณ์ที่ศาลาริมน้ำ ธีรัตน์แทบไม่ได้นอน
คำพูดของรำเพยยังดังก้องอยู่ในหัว
"คนที่เฝ้ารอมานานที่สุด...จะเล่าความจริงที่ไม่มีผู้ใดเคยรู้"
เขาไม่รู้ว่าคนผู้นั้นคือใคร
แต่ลึก ๆ ในใจกลับรู้สึกว่า...
คืนนี้ จะเปลี่ยนทุกอย่าง
หลังอาหารค่ำ คำปันนำตะเกียงเจ้าพายุใบเก่ามาวางบนโต๊ะ
ตะเกียงทองเหลืองใบนี้เก่าแก่ แต่ได้รับการขัดเงาอย่างดี
"เอาไป"
ชายชราพูด
"ของท่านหลวง"
ธีรัตน์ตกใจ
"ลุงเก็บไว้หรือ"
คำปันส่ายหน้า
"ไม่..."
"มันอยู่ในห้องเก็บของ"
"แต่เมื่อเช้า..."
"มันมาวางอยู่หน้าห้องของคุณเอง"
ธีรัตน์ก้มมองตะเกียง
ที่ด้ามจับมีรอยสลักเล็ก ๆ
เป็นรูปดอกพิกุล
และด้านล่างมีอักษรเพียงสองตัว
พ.ท.
คงย่อมาจาก...
พิทักษ์เทเวศร์
เมื่อเข็มนาฬิกาเดินเข้าสู่เที่ยงคืน
ธีรัตน์จุดตะเกียง
เปลวไฟสีทองส่องสว่างอย่างนุ่มนวล
ทันทีที่เขาก้าวลงจากเรือน
ลมที่พัดมาตลอดทั้งวันกลับหยุดนิ่ง
ทุกสิ่งเงียบสงัด
แม้แต่เสียงจิ้งหรีดก็หายไป
ราวกับธรรมชาติทั้งผืนกำลังเฝ้ามองเขา
รอยเท้าเปียกน้ำคู่หนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนพื้นดิน
ทีละก้าว...
ทีละก้าว...
เดินนำหน้าเขาไปยังท่าน้ำ
ไม่มีเจ้าของรอยเท้า
แต่ธีรัตน์รู้...
ว่ามีใครบางคนกำลังนำทาง
ท่าน้ำของเรือนเทวัญสร้างจากไม้ตะเคียนทั้งหลัง
เสาหลายต้นเริ่มเอียงเพราะกาลเวลา
แต่กลับไม่มีแผ่นไม้แตกหักแม้แต่แผ่นเดียว
เมื่อธีรัตน์ก้าวมาถึง
หมอกสีขาวก็ลอยขึ้นจากผิวน้ำ
หนาขึ้นเรื่อย ๆ
จนมองเห็นแม่น้ำได้เพียงไม่กี่เมตร
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
เสียงไม้พายกระทบน้ำ...
ฉับ...
ฉับ...
ฉับ...
เรือลำเล็กค่อย ๆ ลอยออกมาจากม่านหมอก
ชายชราคนหนึ่ง
ผมและหนวดเคราขาวโพลน
เขานุ่งโจงและสวมเสื้อม่อฮ่อมเก่านั่งอยู่หัวเรือ
ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นดวงตาเศร้าสงบ
ชายชราใช้ไม้พายพาเรือเข้ามาเทียบตลิ่ง
ก่อนเอ่ยขึ้น
"ในที่สุด..."
"ท่านก็กลับมา"
ธีรัตน์นิ่ง
ประโยคนี้...
เขาเคยได้ยินจากรำเพย
จากหลวงพิทักษ์
และตอนนี้...
จากชายแปลกหน้าผู้นี้
"คุณเป็นใคร"
ชายชรายิ้มอ่อน
"คนแจวเรือ"
"เมื่อก่อน..."
"แจวรับส่งท่านหลวง"
"เดี๋ยวนี้..."
"แจวรับส่งวิญญาณ"
คำตอบนั้นทำให้ลมเย็นวาบผ่านแผ่นหลัง
ธีรัตน์ก้าวเข้าไปใกล้
"คุณรอผมหรือ"
"รอ"
ชายชราพยักหน้า
"รอมา..."
"หนึ่งร้อยสิบเอ็ดปี"
"ทำไม"
ชายชรามองไปยังแม่น้ำ
"เพราะมีคำพูด..."
"ที่ข้ายังไม่ได้บอกท่าน"
เขาค่อย ๆ เอื้อมมือไปในเรือ
หยิบห่อผ้าสีน้ำเงินเก่า ๆ ขึ้นมา
"คืนนั้น..."
"หลังจากท่านหลวงถูกแทง"
"ข้าเป็นคนพาท่านหนี"
ธีรัตน์เบิกตากว้าง
"อะไรนะ"
ชายชราหลับตา
ราวกับกำลังย้อนกลับไปในคืนแห่งโศกนาฏกรรม
"ฝนตกหนัก"
"น้ำเชี่ยว"
"ท่านหลวงบาดเจ็บสาหัส"
"แต่ยังไม่ตาย"
ภาพในหัวของธีรัตน์ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
ชายแจวเรือกำลังประคองหลวงพิทักษ์ลงเรือ
เลือดไหลไม่หยุด
แต่หลวงพิทักษ์ยังมีสติ
สิ่งแรกที่เขาพูดไม่ใช่เรื่องของตนเอง
แต่เป็นคำถาม
"รำเพย...ปลอดภัยหรือไม่"
ชายแจวเรือตอบว่า
"ปลอดภัยขอรับ"
หลวงพิทักษ์จึงยิ้ม
เป็นรอยยิ้มสุดท้าย
"แล้วเกิดอะไรขึ้น"
ธีรัตน์ถามเสียงแผ่ว
ชายชรากำมือแน่น
"ระหว่างทาง..."
"มีเรืออีกลำ"
"แล่นมาดัก"
"คนบนเรือ..."
"ไม่ใช่พระวิชิต"
"แต่เป็นชายสวมหน้ากาก"
"เขาไม่พูดสักคำ"
"เพียงยิงปืนหนึ่งนัด"
เสียงปืนดังขึ้นในความทรงจำ
หลวงพิทักษ์ทรุดลง
เลือดไหลลงแม่น้ำ
ชายแจวเรือพยายามช่วย
แต่ไม่ทัน
"ก่อนสิ้นใจ..."
"ท่านหลวงฝากของไว้กับข้า"
ชายชราค่อย ๆ คลี่ห่อผ้าออก
ภายในเป็น...
ล
ธีรัตน์จำได้ทันที
ลวดลายเดียวกับที่อยู่บนประตูห้องต้องห้าม
"ท่านบอกว่า..."
ชายชราส่งกุญแจให้เขา
"หากวันหนึ่ง..."
"ข้ากลับมา"
"จงคืนกุญแจนี้แก่ข้า"
ทันทีที่กุญแจสัมผัสมือธีรัตน์
แหวน "คำมั่นนิรันดร์" ก็เปล่งแสงสีทอง
แสงจากแหวนและกุญแจรวมเป็นหนึ่ง
ก่อนพุ่งตรงไปยังกลางแม่น้ำ
ผืนน้ำสั่นไหว
แล้วค่อย ๆ แยกออกจากกัน
เผยให้เห็น...
บันไดหินโบราณที่ทอดลึกลงไปใต้น้ำ
ธีรัตน์กับชายชรามองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
ไม่เคยมีใครบอกว่า...
ใต้แม่น้ำสายนี้
มีสิ่งปลูกสร้างซ่อนอยู่
ทันใดนั้น...
เสียงเด็กร้องก็ดังขึ้นจากอีกฟากหนึ่ง
"อย่าลงไป!"
เด็กชายปริศนาวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
ใบหน้าซีดเผือด
ต่างจากทุกครั้ง
เขาหอบจนแทบพูดไม่ออก
"ยังไม่ใช่คืนนี้!"
"ถ้าลงไปตอนนี้..."
"เขาจะรู้ว่าท่านกลับมาแล้ว"
"ใคร"
ธีรัตน์ถามทันที
เด็กชายค่อย ๆ หันไปมองกลางแม่น้ำ
น้ำเสียงสั่นเครือ
"เจ้าของคำสาป..."
สิ้นเสียงนั้น
ผืนน้ำที่แยกออกก็ปิดกลับลงอย่างรุนแรง
คลื่นซัดเข้าหาฝั่ง
ตะเกียงในมือธีรัตน์เกือบดับ
เมื่อทุกอย่างสงบลง
ชายแจวเรือได้หายไปแล้ว
เหลือเพียงเรือลำเก่าที่ลอยว่างเปล่า
และเสียงสุดท้ายที่ลอยมาตามสายลม
"จงปกป้องนาง..."
"ก่อนที่คืนเดือนดับจะมาถึง..."
ธีรัตน์ก้มมองกุญแจในมือ
หัวใจเต้นแรง
เพราะเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า...
ห้องต้องห้าม...
ศาลาริมน้ำ...
และสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้แม่น้ำ
ล้วนเชื่อมโยงกัน
แต่สิ่งที่ทำให้เขาหวั่นใจที่สุด
ไม่ใช่ปริศนาเหล่านั้น
หากเป็นประโยคสุดท้ายของชายแจวเรือ
"จงปกป้องนาง..."
นั่นหมายความว่า...
รำเพยกำลังจะตกอยู่ในอันตรายอีกครั้ง
ทั้งที่นางจากโลกนี้ไปแล้วกว่าหนึ่งศตวรรษ
และศัตรูของนาง...
อาจยังไม่เคยจากไปไหนเลย
ภาพประกอบโคมไฟ
ภาพประกอบชายชราท่านนึง
เรือนหลังนั้น : คำมั่นเหนือกาลเวลา ตอนที่ 8
เสียงคลื่นกระทบตลิ่งดังแผ่วเบาตลอดทั้งคืน
หลังจากเหตุการณ์ที่ศาลาริมน้ำ ธีรัตน์แทบไม่ได้นอน
คำพูดของรำเพยยังดังก้องอยู่ในหัว
"คนที่เฝ้ารอมานานที่สุด...จะเล่าความจริงที่ไม่มีผู้ใดเคยรู้"
เขาไม่รู้ว่าคนผู้นั้นคือใคร
แต่ลึก ๆ ในใจกลับรู้สึกว่า...
คืนนี้ จะเปลี่ยนทุกอย่าง
หลังอาหารค่ำ คำปันนำตะเกียงเจ้าพายุใบเก่ามาวางบนโต๊ะ
ตะเกียงทองเหลืองใบนี้เก่าแก่ แต่ได้รับการขัดเงาอย่างดี
"เอาไป"
ชายชราพูด
"ของท่านหลวง"
ธีรัตน์ตกใจ
"ลุงเก็บไว้หรือ"
คำปันส่ายหน้า
"ไม่..."
"มันอยู่ในห้องเก็บของ"
"แต่เมื่อเช้า..."
"มันมาวางอยู่หน้าห้องของคุณเอง"
ธีรัตน์ก้มมองตะเกียง
ที่ด้ามจับมีรอยสลักเล็ก ๆ
เป็นรูปดอกพิกุล
และด้านล่างมีอักษรเพียงสองตัว
พ.ท.
คงย่อมาจาก...
พิทักษ์เทเวศร์
เมื่อเข็มนาฬิกาเดินเข้าสู่เที่ยงคืน
ธีรัตน์จุดตะเกียง
เปลวไฟสีทองส่องสว่างอย่างนุ่มนวล
ทันทีที่เขาก้าวลงจากเรือน
ลมที่พัดมาตลอดทั้งวันกลับหยุดนิ่ง
ทุกสิ่งเงียบสงัด
แม้แต่เสียงจิ้งหรีดก็หายไป
ราวกับธรรมชาติทั้งผืนกำลังเฝ้ามองเขา
รอยเท้าเปียกน้ำคู่หนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนพื้นดิน
ทีละก้าว...
ทีละก้าว...
เดินนำหน้าเขาไปยังท่าน้ำ
ไม่มีเจ้าของรอยเท้า
แต่ธีรัตน์รู้...
ว่ามีใครบางคนกำลังนำทาง
ท่าน้ำของเรือนเทวัญสร้างจากไม้ตะเคียนทั้งหลัง
เสาหลายต้นเริ่มเอียงเพราะกาลเวลา
แต่กลับไม่มีแผ่นไม้แตกหักแม้แต่แผ่นเดียว
เมื่อธีรัตน์ก้าวมาถึง
หมอกสีขาวก็ลอยขึ้นจากผิวน้ำ
หนาขึ้นเรื่อย ๆ
จนมองเห็นแม่น้ำได้เพียงไม่กี่เมตร
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
เสียงไม้พายกระทบน้ำ...
ฉับ...
ฉับ...
ฉับ...
เรือลำเล็กค่อย ๆ ลอยออกมาจากม่านหมอก
ชายชราคนหนึ่ง
ผมและหนวดเคราขาวโพลน
เขานุ่งโจงและสวมเสื้อม่อฮ่อมเก่านั่งอยู่หัวเรือ
ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นดวงตาเศร้าสงบ
ชายชราใช้ไม้พายพาเรือเข้ามาเทียบตลิ่ง
ก่อนเอ่ยขึ้น
"ในที่สุด..."
"ท่านก็กลับมา"
ธีรัตน์นิ่ง
ประโยคนี้...
เขาเคยได้ยินจากรำเพย
จากหลวงพิทักษ์
และตอนนี้...
จากชายแปลกหน้าผู้นี้
"คุณเป็นใคร"
ชายชรายิ้มอ่อน
"คนแจวเรือ"
"เมื่อก่อน..."
"แจวรับส่งท่านหลวง"
"เดี๋ยวนี้..."
"แจวรับส่งวิญญาณ"
คำตอบนั้นทำให้ลมเย็นวาบผ่านแผ่นหลัง
ธีรัตน์ก้าวเข้าไปใกล้
"คุณรอผมหรือ"
"รอ"
ชายชราพยักหน้า
"รอมา..."
"หนึ่งร้อยสิบเอ็ดปี"
"ทำไม"
ชายชรามองไปยังแม่น้ำ
"เพราะมีคำพูด..."
"ที่ข้ายังไม่ได้บอกท่าน"
เขาค่อย ๆ เอื้อมมือไปในเรือ
หยิบห่อผ้าสีน้ำเงินเก่า ๆ ขึ้นมา
"คืนนั้น..."
"หลังจากท่านหลวงถูกแทง"
"ข้าเป็นคนพาท่านหนี"
ธีรัตน์เบิกตากว้าง
"อะไรนะ"
ชายชราหลับตา
ราวกับกำลังย้อนกลับไปในคืนแห่งโศกนาฏกรรม
"ฝนตกหนัก"
"น้ำเชี่ยว"
"ท่านหลวงบาดเจ็บสาหัส"
"แต่ยังไม่ตาย"
ภาพในหัวของธีรัตน์ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
ชายแจวเรือกำลังประคองหลวงพิทักษ์ลงเรือ
เลือดไหลไม่หยุด
แต่หลวงพิทักษ์ยังมีสติ
สิ่งแรกที่เขาพูดไม่ใช่เรื่องของตนเอง
แต่เป็นคำถาม
"รำเพย...ปลอดภัยหรือไม่"
ชายแจวเรือตอบว่า
"ปลอดภัยขอรับ"
หลวงพิทักษ์จึงยิ้ม
เป็นรอยยิ้มสุดท้าย
"แล้วเกิดอะไรขึ้น"
ธีรัตน์ถามเสียงแผ่ว
ชายชรากำมือแน่น
"ระหว่างทาง..."
"มีเรืออีกลำ"
"แล่นมาดัก"
"คนบนเรือ..."
"ไม่ใช่พระวิชิต"
"แต่เป็นชายสวมหน้ากาก"
"เขาไม่พูดสักคำ"
"เพียงยิงปืนหนึ่งนัด"
เสียงปืนดังขึ้นในความทรงจำ
หลวงพิทักษ์ทรุดลง
เลือดไหลลงแม่น้ำ
ชายแจวเรือพยายามช่วย
แต่ไม่ทัน
"ก่อนสิ้นใจ..."
"ท่านหลวงฝากของไว้กับข้า"
ชายชราค่อย ๆ คลี่ห่อผ้าออก
ภายในเป็น...
ล
ธีรัตน์จำได้ทันที
ลวดลายเดียวกับที่อยู่บนประตูห้องต้องห้าม
"ท่านบอกว่า..."
ชายชราส่งกุญแจให้เขา
"หากวันหนึ่ง..."
"ข้ากลับมา"
"จงคืนกุญแจนี้แก่ข้า"
ทันทีที่กุญแจสัมผัสมือธีรัตน์
แหวน "คำมั่นนิรันดร์" ก็เปล่งแสงสีทอง
แสงจากแหวนและกุญแจรวมเป็นหนึ่ง
ก่อนพุ่งตรงไปยังกลางแม่น้ำ
ผืนน้ำสั่นไหว
แล้วค่อย ๆ แยกออกจากกัน
เผยให้เห็น...
บันไดหินโบราณที่ทอดลึกลงไปใต้น้ำ
ธีรัตน์กับชายชรามองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
ไม่เคยมีใครบอกว่า...
ใต้แม่น้ำสายนี้
มีสิ่งปลูกสร้างซ่อนอยู่
ทันใดนั้น...
เสียงเด็กร้องก็ดังขึ้นจากอีกฟากหนึ่ง
"อย่าลงไป!"
เด็กชายปริศนาวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
ใบหน้าซีดเผือด
ต่างจากทุกครั้ง
เขาหอบจนแทบพูดไม่ออก
"ยังไม่ใช่คืนนี้!"
"ถ้าลงไปตอนนี้..."
"เขาจะรู้ว่าท่านกลับมาแล้ว"
"ใคร"
ธีรัตน์ถามทันที
เด็กชายค่อย ๆ หันไปมองกลางแม่น้ำ
น้ำเสียงสั่นเครือ
"เจ้าของคำสาป..."
สิ้นเสียงนั้น
ผืนน้ำที่แยกออกก็ปิดกลับลงอย่างรุนแรง
คลื่นซัดเข้าหาฝั่ง
ตะเกียงในมือธีรัตน์เกือบดับ
เมื่อทุกอย่างสงบลง
ชายแจวเรือได้หายไปแล้ว
เหลือเพียงเรือลำเก่าที่ลอยว่างเปล่า
และเสียงสุดท้ายที่ลอยมาตามสายลม
"จงปกป้องนาง..."
"ก่อนที่คืนเดือนดับจะมาถึง..."
ธีรัตน์ก้มมองกุญแจในมือ
หัวใจเต้นแรง
เพราะเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า...
ห้องต้องห้าม...
ศาลาริมน้ำ...
และสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้แม่น้ำ
ล้วนเชื่อมโยงกัน
แต่สิ่งที่ทำให้เขาหวั่นใจที่สุด
ไม่ใช่ปริศนาเหล่านั้น
หากเป็นประโยคสุดท้ายของชายแจวเรือ
"จงปกป้องนาง..."
นั่นหมายความว่า...
รำเพยกำลังจะตกอยู่ในอันตรายอีกครั้ง
ทั้งที่นางจากโลกนี้ไปแล้วกว่าหนึ่งศตวรรษ
และศัตรูของนาง...
อาจยังไม่เคยจากไปไหนเลย