จากเดิมที่อีโมจิเคยถูกใช้เพื่อสื่อความหมายแบบตรงตัว แต่ปัจจุบันอิโมจิได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดอารมณ์ น้ำเสียง หรือแม้แต่ความหมายแฝงที่ไม่ได้ถูกพิมพ์ออกมา

และด้วยเนื่องใน World Emoji Day เมื่อ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา Google จึงได้เปิดเผยเบื้องหลังการปรับโฉม Noto Emoji 3D ใหม่ทั้งหมดเกือบ 4,000 ตัว โดยเน้นไปที่ด้านการแสดงอารมณ์ การเข้าถึงของผู้ใช้ และการดีไซน์แบบ 3 มิติ เพื่อให้สอดคล้องกับวิธีการสื่อสารของผู้คนในยุคปัจจุบัน
.
[1] วิธีใช้อีโมจิของคนเริ่มเปลี่ยนไป
Google เผยว่าทุกวันนี้เราไม่ได้ใช้อีโมจิตามความหมายตรงตัวกันอีกแล้ว แต่ใช้เพื่อ ‘เติมอารมณ์’ และน้ำเสียงให้กับตัวอักษร เพราะอีโมจิมันช่วยลดความแข็งกระด้างของข้อความ ทำให้เราสื่อสารอาการเขิน การหยอกล้อ หรือแม้แต่ความรู้สึกที่คำพูดอธิบายไม่ได้ชัดเจนขึ้น
ที่น่าสนใจคือข้อมูลชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมการใช้อีโมจิของเราเปลี่ยนไปแล้ว แชมป์เก่าที่ครองตำแหน่งมานานอย่าง
.
😂 หล่นจากอันดับหนึ่งไปแล้วในปี 2025
😭 ก้าวขึ้นมาแทนที่ เพราะปัจจุบันเราไม่ได้ใช้อีโมจินี้แค่ตอนร้องไห้ เสียใจ แต่ยังใช้สื่อถึงความตลกขบขัน ความซาบซึ้ง หรือความรู้สึกที่เอ่อล้นจนพิมพ์ไม่ถูก
🤣 กลายเป็นตัวเลือกหลักที่คนหันมาใช้แทนเวลาที่ขำหนักๆ
🥀 เริ่มถูกนำมาใช้แสดงความรู้สึกเศร้าเสียใจ แทนที่ 💔 มากขึ้น
.
ด้วยเหตุนี้ Google จึงมองว่าการออกแบบอีโมจิไม่ใช่แค่การวาดรูปให้สวยขึ้น เพราะมันคือสิ่งที่ผู้คนใช้สื่อสารกันทุกวัน ในการปรับโฉมเป็น 3 มิติ ทีมออกแบบจึงเน้นที่ ‘การสื่ออารมณ์’ มากกว่าความสมจริง ยกตัวอย่างเช่น อีโมจิจิงโจ้ที่ไม่จำเป็นต้องมีรายละเอียดเหมือนเป๊ะ แต่ขอแค่ดูออกว่าเป็นจิงโจ้และถ่ายทอดคาแรคเตอร์ที่เป็นมิตรก็พอแล้ว
.
เพื่อให้มั่นใจว่าดีไซน์ใหม่จะไม่ให้สื่อความหมายผิดเพี้ยน ก่อนเปิดตัว Google ได้นำไปทดสอบกับผู้ใช้งานจริง ผลปรากฏว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ชอบอีโมจิรูปสัตว์แบบเต็มตัวมากกว่าแบบเห็นแค่หัว ขณะเดียวกันการใส่ภาพบางฉากที่เยอะเกินไปก็ทำให้เข้าใจยากขึ้น
.
ที่มา:techsauce
Google ออกแบบ 'อิโมจิ 3D ใหม่' 4000 ตัว ปรับดีไซน์ให้อารมณ์ดีขึ้น
และด้วยเนื่องใน World Emoji Day เมื่อ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา Google จึงได้เปิดเผยเบื้องหลังการปรับโฉม Noto Emoji 3D ใหม่ทั้งหมดเกือบ 4,000 ตัว โดยเน้นไปที่ด้านการแสดงอารมณ์ การเข้าถึงของผู้ใช้ และการดีไซน์แบบ 3 มิติ เพื่อให้สอดคล้องกับวิธีการสื่อสารของผู้คนในยุคปัจจุบัน
.
[1] วิธีใช้อีโมจิของคนเริ่มเปลี่ยนไป
Google เผยว่าทุกวันนี้เราไม่ได้ใช้อีโมจิตามความหมายตรงตัวกันอีกแล้ว แต่ใช้เพื่อ ‘เติมอารมณ์’ และน้ำเสียงให้กับตัวอักษร เพราะอีโมจิมันช่วยลดความแข็งกระด้างของข้อความ ทำให้เราสื่อสารอาการเขิน การหยอกล้อ หรือแม้แต่ความรู้สึกที่คำพูดอธิบายไม่ได้ชัดเจนขึ้น
ที่น่าสนใจคือข้อมูลชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมการใช้อีโมจิของเราเปลี่ยนไปแล้ว แชมป์เก่าที่ครองตำแหน่งมานานอย่าง
.
😂 หล่นจากอันดับหนึ่งไปแล้วในปี 2025
😭 ก้าวขึ้นมาแทนที่ เพราะปัจจุบันเราไม่ได้ใช้อีโมจินี้แค่ตอนร้องไห้ เสียใจ แต่ยังใช้สื่อถึงความตลกขบขัน ความซาบซึ้ง หรือความรู้สึกที่เอ่อล้นจนพิมพ์ไม่ถูก
🤣 กลายเป็นตัวเลือกหลักที่คนหันมาใช้แทนเวลาที่ขำหนักๆ
🥀 เริ่มถูกนำมาใช้แสดงความรู้สึกเศร้าเสียใจ แทนที่ 💔 มากขึ้น
.
ด้วยเหตุนี้ Google จึงมองว่าการออกแบบอีโมจิไม่ใช่แค่การวาดรูปให้สวยขึ้น เพราะมันคือสิ่งที่ผู้คนใช้สื่อสารกันทุกวัน ในการปรับโฉมเป็น 3 มิติ ทีมออกแบบจึงเน้นที่ ‘การสื่ออารมณ์’ มากกว่าความสมจริง ยกตัวอย่างเช่น อีโมจิจิงโจ้ที่ไม่จำเป็นต้องมีรายละเอียดเหมือนเป๊ะ แต่ขอแค่ดูออกว่าเป็นจิงโจ้และถ่ายทอดคาแรคเตอร์ที่เป็นมิตรก็พอแล้ว
.
เพื่อให้มั่นใจว่าดีไซน์ใหม่จะไม่ให้สื่อความหมายผิดเพี้ยน ก่อนเปิดตัว Google ได้นำไปทดสอบกับผู้ใช้งานจริง ผลปรากฏว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ชอบอีโมจิรูปสัตว์แบบเต็มตัวมากกว่าแบบเห็นแค่หัว ขณะเดียวกันการใส่ภาพบางฉากที่เยอะเกินไปก็ทำให้เข้าใจยากขึ้น
.
ที่มา:techsauce